บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 812 การติดต่อระดับสูง
บทที่ 812 การติดต่อระดับสูง
ฉินเฟิงจำเป็นต้องปูทางให้จิ่งเชียนอิ่งกลับมาโดยเร็วที่สุด เพราะฮ่องเต้เป่ยตี๋ไม่มีทางนั่งรอความตาย
…
ยามค่ำคืน ณ เมืองหลวงเป่ยตี๋ หอสุราหอมเหนือปัชชุน
แง่หนึ่ง วันนี้เป็นครั้งแรกที่ต้าเหลียงกับเป่ยตี๋มีการ ‘ติดต่อระดับสูง’ กันบนแผ่นดินของเป่ยตี๋ ฉินเฟิงคิดว่านี่คงเป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม
ทุกอย่างเรียบง่าย หอสุราหอมเหนือปัชชุนยังคงเปิดให้บริการลูกค้าคนอื่น ๆ ตามปกติ ห้องโถงชั้นล่างเต็มไปด้วยผู้คน
มีเพียงห้องในสุดของชั้นสองที่ถูกจองไว้เป็นพิเศษ
ฉินเฟิงพอใจมากกับการจัดการของจิ่งฉือพอสมควร ด้วยหารทำเช่นนี้นับเป็นท่าทีที่เหมาะสมสำหรับการ ‘เจรจา’
หากฉินเฟิงจัดงานเลี้ยงเพื่อเฉินซือ แต่มีเจ้าขุนนางระดับสูงของเป่ยตี๋มามากมายก็ถือว่าไม่เหมาะสมที่จะพูดคุยเรื่องสำคัญใด แล้วคืนนี้ก็จะกลายเป็นการสนทนาที่ไร้ค่า
ฉินเฟิงให้หนิงหู่รออยู่หน้าห้อง พอเปิดประตูเข้าไปก็ดเห็นว่าคนที่ควรมาก็มาแล้ว และคนที่ไม่ควรมาก็มาด้วย
เฉินซือกับจิ่งฉือไม่ต้องพูดถึง ยังมีแขกอีกสองคน คือเสนาบดีกรมกลาโหม จางปิ่งกั๋ว และหัวหน้าหน่วยสอดแนมอันดับหนึ่งอย่างหน่วยนกฮูกราตรีแห่งเป่ยตี๋ หลี่อวี้
การมาโดยไม่ได้รับเชิญของพวกเขาสองคน ฉินเฟิงไม่แปลกใจ
เทียบกับบรรยากาศตึงเครียดที่ประตูเมือง บรรยากาศตอนนี้อบอุ่น กลมเกลียวกว่ามาก
เฉินซือเหลือแขนเพียงข้างเดียวจึงไม่สะดวกจะประสานหมัดคำนับเลยกำมือข้างที่เหลือแล้วยกขึ้นแนบอก
แทนที่จะเรียกว่าคำนับ ท่าทางคล้ายการสาบานด้วยใจมากกว่า
“ฉินเฟิง นับแต่พวกเราจากกันที่เมืองหลวงต้าเหลียง ก็ไม่ได้พบกันมานานทีเดียว ข้าคิดถึงเจ้านัก”
“ตอนนั้นพวกเราตกลงกันไว้ว่า เมื่อเจ้ามาถึงเมืองหลวงเป่ยตี๋ของข้า ข้าจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับเจ้าอย่างดี แต่กลับให้พี่ฉินต้องเสียค่าใช้จ่าย ช่างไม่สมควรจริง ๆ”
ทุกอย่างที่เฉินซือแสดงออกมาล้วนจริงใจและอบอุ่น ราวกับเขาไม่แค้นเคืองที่ฉินเฟิงสังหารเฉินโหมวกับเฉินหลี่ ทำลายกองพลหมาป่าเหมันต์จนสิ้นซาก
โชคดีที่ไม่มีคนนอกอยู่ หากมีชาวบ้านหรือคนหัวร้อนมาเห็นเข้าคงต้องด่าว่า เฉินซือเป็นคนทรยศแผ่นดินแน่นอน
ฉินเฟิงก็แสดงความยินดีที่ได้พบเช่นกัน เขาประสานมือคำนับ “การได้พบพี่ใหญ่เฉินอีกครั้ง นับว่าข้าสมปาถนาแล้ว”
“พี่ใหญ่อาจไม่ทราบ การเดินทางจากเมืองหลวงต้าเหลียงของข้ามายังเมืองหลวงเป่ยตี๋ของท่านช่างยาวนาน ระยะทางไกลและยากลำบาก แต่พอคิดว่าจะได้พบท่าน ข้าก็ร้อนใจ อยากจะติดปีกบินมาหาทีเดียว”
ผู้คนที่อยู่ตรงนี้ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่า แม้จะรู้ว่าฉินเฟิงกับเฉินซือกำลังแสดงละคร แต่ก็ไม่มีใครเปิดโปง
ตรงกันข้าม ทุกคนให้ความร่วมมือเต็มที่ ยิ้มแย้มเต็มใบหน้า
เฉินซือผายมือไปทางหลี่อวี้กับจางปิ่งกั๋วที่อยู่ข้าง ๆ “ฉินเฟิง ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก ท่านผู้นี้คือเสนาบดีกรมกลาโหม ใต้เท้าจางปิ่งกั๋ว ส่วนอีกท่านคือขุนนางคนสนิทของฝ่าบาท ใต้เท้าหลี่อวี้”
ตำแหน่งของหลี่อวี้ ฉินเฟิงย่อมรู้อยู่แล้ว แต่บางคำพูดก็ไม่สะดวกที่จะพูดออกมาตรง ๆ จะให้บอกฉินเฟิงโดยตรงว่าหลี่อวี้เป็นหัวหน้าสายสอดแนมนกฮูกราตรีก็ไม่ใช่เรื่อง
ท้ายที่สุดแล้วคำว่า หน่วยสอดแนมมีความหมายแง่ลบนัก ไม่เหมาะสมที่จะพูดในที่สาธารณะ
ฉินเฟิงประสานหมัด คำนับทักทายทั้งสองคน
จางปิ่งกั๋วยิ้มแย้มเป็นมิตร “ฮ่า ๆๆ วันนี้ข้าได้พบท่านโหวฉินที่ประตูเมืองแล้ว ต้องบอกว่าท่านโหวฉินช่างเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถ รูปร่างหน้าตาก็โดดเด่นนัก”
“ต้าเหลียงมีท่านโหวฉินนับาเป็นวาสนาสั่งสม พวกข้าชาวเป่ยตี้อิจฉานัก”
แค่จางปิ่งกั๋วอ้าปากก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นขุนนางเก่าแก่ในราชสำนัก วาจานุ่มนวลมาก
หลี่อวี้ที่อยู่ข้างๆ มองสำรวจฉินเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้จะได้ยินนาม ‘ฉินเฟิง’ จนหูชา แต่oujเป็นครั้งแรกที่ได้เจอฉินเฟิงตรง ๆ ทำให้ประหลาดใจนัก
แม้เขาจะรู้มาก่อนว่าฉินเฟิงเป็นคนหนุ่ม แต่พอได้เห็นกับตาก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้
เขายิ้มพลางกล่าวชม “ท่านโหวฉินยังเยาว์ แต่กลับมาถึงตำแหน่งนี้ได้แล้ว นับว่าเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ และอาจเป็นคนสุดท้ายในอนาคตด้วย ข้านับถือนัก”
ฉินเฟิงยิ้มให้จางปิ่งกั๋วเล็กน้อย แล้วหันมองหลี่อวี้ เผชิญหน้ากับจิ้งจอกเฒ่าที่ทำงานสอดแนมมาทั้งชีวิต เขาไม่กล้าประมาท
“ฮ่า ๆ ใต้เท้าหลี่ชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้นเอง”
ได้ยินคำพูดฉินเฟิง หลี่อวี้โบกมือปฏิเสธ “ชมเกินไปอะไร? ไม่ใช่เลย ๆ”
“ใต้หล้ามีคนหนุ่มมากพรสวรรค์นับไม่ถ้วน ผู้ที่กลายเป็นแม่ทัพตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหก นำทัพออกศึกกับศัตรูมีไม่น้อย ยังเยาว์แต่สอบขุนนางได้ก็มีให้เห็นมากมาย”
“แต่ผู้ที่เป็นอัจฉริยะรอบด้านอย่างท่านโหวฉิน เก่งกาจทั้งด้านวรรณกรรม เป็นหนึ่งในใต้หล้า และเชี่ยวชาญด้านการรบ ควบม้าปราบศัตรู ข้าใช้ชีวิตมาครึ่งหนึ่งแล้ว เพิ่งเคยพบเพียงท่านโหวฉินผู้เดียวเท่านั้น”
“เพียงท่านโหวฉินผู้เดียวก็เหนือกว่ากองทัพนับพันนับหมื่นแล้ว”
คำเยินยอของหลี่อวี้สูงส่ง แต่เป็นคำชมจากใจจริง ฃหรือเป็นเพียงน้ำตาลเคลือบยาพิษก็มีเพียงหลี่อวี้ที่รู้
พวกเขาพูดคุย หัวเราะสนุกสนาน บรรยากาศกลมเกลียวอย่างยิ่ง
จิ่นฉือนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดจา เพียงมองฉินเฟิงสนทนากับขุนนางใหญ่ทั้งสามคนของเป่ยตี๋พลางดื่มสุราสนุกสนานเงียบ ๆ แอบเรียนรู้ ‘ทักษะการเข้าสังคมของพวกเขา’
หลังทักทายกันพอสมควร ฉินเฟิงก็เริ่มเข้าสู่เรื่องสำคัญก่อน เขายกจอกสุราขึ้น แล้วมองไปทางเฉินซือที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“พี่ใหญ่เฉิน ข้าขอดื่มให้ท่าน หนึ่งคือดื่มให้กับการพบกันอีกครั้งหลังจากจากลา ดื่มให้กับการกลับมาเจอกัน สอง ดื่มให้กับเฉินโหมวกับเฉินหลี่ที่สิ้นชีพในสนามรบ กองพลหมาป่าเหมันต์ที่ล้มตายทั้งกอง ดื่มให้กับสันติภาพ”
พูดจบ ฉินเฟิงก็ยกจอกสุราดื่มรวดเดียวหมด แล้วรินสุราใส่จอกอีกรอบอย่างเป็นธรรมชาติ
เฉินซือยังคงยิ้ม เขากล่าวว่า “ท่านโหวฉินไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากไป การทำศึกย่อมมีคนตาย เป็นทหาร การตายในสนามรบเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ตั้งแต่เฉินโหมวกับเฉินหลี่ลงสนามรบ พวกเขาก็ย่อมตระหนักเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว”
“ข้าเอง หากไม่ใช่ว่าโชคดีก็คงตายไปในสงครามระหว่างแคว้นแล้ว”
ขณะพูด เฉินซือจับแขนเสื้อที่ว่างเปล่าราวกับว่า แขนข้างนั้นยังอยู่ และบาดแผลที่ถูกองครักษ์ค่ายเทียนจียิงธนูใส่ยังคงเจ็บปวด
จิ่นฉือชื่นชมในความใจกว้างและความมีเหตุผลที่ไม่ธรรมดาของเฉินซือนัก
หากเป็นนางที่ต้องแบกรับความแค้นลึกล้ำเช่นเฉินซือ นางคงไม่อาจรักษาท่าทีกับฉินเฟิงได้
จางปิ่งกั๋วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถือโอกาสถามขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าท่านโหวฉินโหวกับองค์หญิงได้ทำข้อตกลงเบื้องตนกันแล้ว โดยแลกร้านค้าหนึ่งแห่งกับการลดหย่อนค่าปฏิกรรมสงครามหนึ่งล้านตำลึง ไม่ทราบว่าเรื่องนี้เป็นความจริง หรือเป็นเพียงข่าวลือในตลาด?”
ฉินเฟิงไม่ได้ปิดบัง ตอบตรง ๆ ว่า “เรื่องนี้เป็นความจริง แต่มีรายละเอียดคลาดเคลื่อนไปบ้าง”
“เรื่องค่าปฏิกรรมสงครามได้มีการตกลงกันโดยคณะทูตของทั้งสองแคว้น แม้จะมีการลดหย่อนจริงก็ต้องผ่านการหารือร่วมกันของขุนนางต้าเหลียงของข้า ไม่ใช่เรื่องที่ข้า ฉินเฟิงผู้ต่ำต้อยคนเดียวจะตัดสินใจได้”
“เงินหนึ่งล้านตำลึงเป็นเพียงเงินใต้โต๊ะเท่านั้น”