บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 865 ความขัดแย้งคลี่คลาย
บทที่ 865 ความขัดแย้งคลี่คลาย
ฉินเฟิงยักไหล่อย่างไม่สนใจ แล้วชี้นิ้วขึ้นฟ้า “เมื่อฟ้าไม่เมตตาให้อาหาร ข้าจะทำอย่างไรได้?”
ต่อหน้าฟ้าดิน ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนหรือขุนนางชั้นสูง ล้วนเหมือนกันหมด เพียงแค่หิมะตกลงมา ทุกอย่างก็หยุดชะงัก ทุกคนต่างหลบอยู่ในบ้านผิงไฟ
อากาศบ้านี่ ไม่เพียงแต่คนทนไม่ไหว แม้แต่สัตว์ก็ทนไม่ไหวเช่นกัน
เหล่าอู๋ไม่ได้ยืนกรานต่อ ถึงแม้จะเอามีดจ่อคอฉินเฟิง ก็คงไม่ได้ผลอะไร
เขาจึงเปลี่ยนเรื่องพูด กล่าวเสียงทุ้มว่า “เจ้าพูดถูกเมื่อครู่ ข้ามาหาเจ้าเพราะมีเรื่องยุ่งยากอยู่จริง ๆ”
“ชาวบ้านในเมืองฉางสุ่ยไม่มีทางรอดแล้ว นับตั้งแต่หิมะตกครั้งแรก จนถึงวันนี้ เฉพาะในเมืองฉางสุ่ยเพียงแห่งเดียว มีผู้เสียชีวิตจากความหนาวเย็นกว่าร้อยคน หากเป็นเพียงคนชรา คนอ่อนแอ คนป่วยและคนพิการก็ยังพอยอมรับได้ แต่ในจำนวนผู้เสียชีวิตกว่าร้อยคนนี้ มีคนหนุ่มสาวรวมอยู่ด้วยไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าชีวิตช่างลำบากเพียงใด”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เขาก็ระแวดระวังขึ้นมา จึงถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านอาวุโสอู๋ต้องการให้ข้าช่วยด้วยเงินหรือสิ่งของขอรับ?”
อาวุโสอู๋มองเขาอย่างสนใจแล้วถามว่า “เจ้าสามารถช่วยได้เท่าไหร่?”
เห็นเขาชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว อาวุโสอู๋ก็แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “หนึ่งหมื่นตำลึง? เจ้าร่ำรวยจนน้ำมันไหลออกมา แต่กลับเป็นไอ้ขี้งกที่ไม่ยอมควักเงินสักแดง!”
หนึ่งหมื่นตำลึง? ช่างเป็นเรื่องตลกอะไรเช่นนี้! ฉินเฟิงรีบอธิบาย “ผู้อาวุโสเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่หนึ่งหมื่นตำลึง แต่เป็นหนึ่งพันตำลึง”
เมื่อได้ยินราคาที่ฉินเฟิงเสนอ เหล่าอู๋โกรธจนหยุดเดิน สายตาไม่เป็นมิตรพลางกล่าวว่า “เจ้าคงไม่ได้กำลังหลอกข้ากระมัง?”
“ใต้หล้านี้ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าเจ้ามีชายแดนเหนือหนุนหลัง ร่ำรวยเทียบเท่าแคว้นหนึ่ง อย่าว่าแต่เงินพันตำลึงเลย แม้แต่สิบล้านตำลึงก็คงหยิบออกมาได้ใช่หรือไม่? พันตำลึง? เจ้าคิดว่ากำลังให้ทานขอทานหรืออย่างไร!”
ฉินเฟิงฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก “ผู้อาวุโสพูดเล่นเก่งจริง ๆ สิบล้านตำลึงงั้นหรือ? ต้องรู้ว่าสองแคว้นทำสงครามกันผลาญเงินไปเท่าไหร่? หากข้าขายทั้งอำเภอเป่ยซี บางทีอาจรวบรวมเงินสิบล้านตำลึงได้ แต่การทำเช่นนั้นก็เป็นการจับปลาจนเหือดแห้ง โง่เขลาเกินไป”
“ผู้อาวุโสอู๋คงไม่ทราบ ผู้น้อยก็ลำบากเหมือนกันนะขอรับ”
“การมาเยือนแคว้นของท่านครั้งนี้ ข้านำเงินมาเพียงไม่กี่หมื่นตำลึงเท่านั้น ข้ามีคนใต้บังคับบัญชาพันคน ทั้งกินทั้งดื่ม ทั้งขับถ่าย ล้วนต้องใช้เงิน ตอนนี้ถึงขั้นยากที่จะดำเนินต่อไปแล้ว”
“รอให้อากาศดีขึ้น ข้ายังตั้งใจจะเข้าเมืองเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทของแคว้นเป่ยตี๋ท่าน หน้าด้านขอเบี้ยหวัดทหารสักหน่อย”
ขอเบี้ยหวัดทหารจากเป่ยตี๋เพื่อเลี้ยงทหารของแคว้นต้าเหลียง? ฉินเฟิงหน้าด้านแค่ไหนกัน?
เหล่าอู๋ไม่อยากวกวนกับฉินเฟิง จึงเข้าประเด็น “นิสัยเจ้าข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร? หากคนที่มาขอความช่วยเหลือจากเจ้าเป็นชาวบ้านชายแดนเหนือของแคว้นต้าเหลียง เจ้าคงจะยอมทุบหม้อขายเหล็กเพื่อช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นชาวบ้านของพวกข้าชาวเป่ยตี๋ เจ้ากลับตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมทุ่มเทจริงจัง”
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ ไม่ต้องบริจาคเงินบริจาคของแล้ว เจ้าเพียงแค่ช่วยข้านำเสบียงอาหารสำหรับฤดูหนาวที่ถูกปล้นไปจากอำเภอฉางสุ่ยกลับคืนมาก็พอ”
ได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงหัวเราะออกมาทันที
เขายังคิดว่าหูของตัวเองมีปัญหา จึงถามอย่างไม่อยากเชื่อว่า “ผู้อาวุโส ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่? เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ไม่ใช่แค่ท่านพูดคำเดียวก็จบแล้วหรือ?”
“ทุกคนที่เป็นผู้มีความสามารถที่ซ่อนตัวอยู่บนภูเขา ในราชสำนักก็ล้วนมีเส้นสายอยู่บ้างไม่มากก็น้อยไม่ใช่หรือ?”
“อากาศหนาวเย็น โจรปล้นอาหารเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก แค่ส่งทหารไปปราบปรามก็พอแล้ว ไยต้องรบกวนให้ท่านไปด้วยตัวเองเล่า?”
สีหน้าของเหล่าอู๋ดูไม่เป็นธรรมชาตินัก สำหรับเรื่องของเมืองฉางสุ่ย เขาลำบากใจเช่นกัน มิเช่นนั้นคงไม่ต้องมาขอร้องฉินเฟิงถึงที่
เหล่าอู๋ถอนหายใจยาว “หากคนที่ปล้นเสบียงเป็นโจร ข้าก็สามารถจัดการพวกมันได้ด้วยตัวคนเดียว”
“น่าเสียดายที่พวกนี้ไม่ใช่โจรหรือกองโจร แต่กลับเป็นคนของทางการ”
“ราชสำนักรู้ดีว่าฤดูหนาวปีนี้จะยากลำบากจึงได้แจกจ่ายเสบียงสำหรับฤดูหนาวเพื่อช่วยเหลือราษฎร และยังมีคำสั่งเด็ดขาดให้ขุนนางท้องถิ่นดูแลราษฎรในปกครองให้ดี หากมีผู้เสียชีวิตจากความหนาวหรือความอดอยากในเขตปกครองเกินหนึ่งร้อยคนจะถูกถอดยศและสอบสวนอย่างเข้มงวด”
“ราชสำนักตั้งใจจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อราษฎร แต่น่าเสียดาย ราชาผีอาจใจดี แต่ลูกน้องกลับไม่รู็ความ ขุนนางท้องถิ่นเพื่อรักษาผลงานของตน จำเป็นต้องกักตุนเสบียงจำนวนมาก”
“แล้วเสบียงจะมาจากที่ใด? คนที่กล้าบางคนจึงเล็งเป้าไปที่เสบียงช่วยเหลือผู้ประสบภัยของราชสำนัก”
“แต่ละเมืองต่างแย่งชิงและปิดกั้นถนนหลวง ชิงอาหารของกันและกัน”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เหล่าอู๋อดเจ็บปวดและโกรธแค้นไม่ได้ เทียบกับพวกนักพรตผู้มีวิญญาณอันสูงส่งไม่สนใจเรื่องราวของโลก เหล่าอู๋นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตาที่สุดคนหนึ่งแล้ว
ทุกครั้งที่นึกถึงภาพศพคนอดตายเกลื่อนกลาด หัวใจของเขาเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก
เรื่องที่ฮ่องเต้เปยตี๋เปิดโรงเก็บเสบียงและแจกจ่ายอาหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นฤดูหนาวไปยังแต่ละพื้นที่ ฉินเฟิงได้ยินมาแล้ว
เพียงแต่ไม่คิดว่า สถานการณ์ด้านล่างจะวุ่นวายถึงเพียงนี้ ฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เรื่องที่แม้แต่ผู้อาวุโสยังรู้ ราชสำนักย่อมต้องรู้แน่นอน”
เหล่าอู๋พยักหน้า มองฉินเฟิงด้วยแววตาเป็นประกาย “เจ้าเด็กคนนี้ สมแล้วที่เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง สามารถมองเห็นจุดสำคัญได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ราชสำนักย่อมรู้เรื่องการแย่งชิงเสบียงของแต่ละเมือง แต่ก็ทำได้เพียงแกล้งมองไม่เห็น”
“เรื่องอาหาร หากมีคนกินมากย่อมต้องมีคนกินน้อย อีกทั้งยังมีการขูดรีดจากขุนนางทุกระดับ การจะแบ่งสรรให้เท่าเทียมกันทุกเมืองนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ทุกอย่างต้องคำนึงถึงการปลอบประโลมจิตใจประชาชนเป็นหลัก หากจะเข้าไปแทรกแซงและลงโทษขุนนางที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด อาจจะยิ่งกระตุ้นให้ประชาชนก่อการจลาจล”
“อย่างไรก็ตาม การแย่งชิงเสบียงไม่ใช่เรื่องที่ขุนนางท้องถิ่นจะตัดสินใจเองได้ ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ อยู่แล้ว”
“ลองคิดดู ผู้ใดบ้างที่ไม่อยากกินอิ่มท้องสักมื้อ เพื่อให้ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปได้?”
ทุกอย่างเข้าใจได้ สำหรับประชาชนแล้ว แม้แต่การมีชีวิตรอดก็ยังยากเย็น จะไปสนใจคนอื่นได้อย่างไร?
เรื่องเช่นนี้ จริง ๆ แล้วจัดการได้ง่ายมาก
ไม่แจกจ่ายอาหารให้มากขึ้น ก็ให้ขุนนางจากเมืองหลวงมากำกับดูแลเอง ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้ามายุ่งเกี่ยว แน่นอนเมื่อเทียบกับปัญหาด้านกลยุทธ์แล้ว ปัญหาด้านการจัดการยากกว่ามาก
ฉินเฟิงถอนหายใจ กล่าวอย่างช่วยอะไรไม่ได้ว่า “ผู้อาวุโสอู๋ ไม่ใช่ว่าข้าจะปัดความรับผิดชอบ แต่เรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นผลประโยชน์หลักของแคว้นท่าน ข้าเป็นเพียงขุนนางต่างแดน คงไม่เหมาะที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกระมัง?”
“ข้าเข้าใจความลำบากใจของแคว้นท่าน แต่ก็ขอให้ท่านให้อภัยที่ข้าต้องยืนดูอยู่ห่าง ๆ”
แน่นอน เหล่าอู๋รู้ดีว่าฉินเฟิงมีสถานะพิเศษ ไม่อาจเยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ง่าย ๆ แต่ตราบใดที่ยังมีโอกาสแม้เพียงน้อยนิด เขาไม่อยากยอมแพ้
หากเรื่องนี้ไม่ได้รับการแทรกแซง เมืองฉางสุ่ยที่ไม่ได้รับเสบียงสำหรับการผ่านฤดูหนาวแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าจะมีผู้คนอดตายหนาวตายอีกมากน้อยเท่าใด
เหล่าอู๋ตัดสินใจแน่วแน่ กล่าวเสียงทุ้มว่า “หากเจ้าสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ ความแค้นระหว่างเจ้ากับข้าก็จะถูกลบล้างไปทั้งหมด”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงอดหัวเราะไม่ได้ “ผู้อาวุโส ท่านต้องการแก้ไขด้วยวิธีใด? ด้วยคุณธรรม? การเมือง? หรือการค้า?”
เหล่าอู๋ขมวดคิ้ว “ยังมีวิธีการมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ฉินเฟิงยักไหล่ “เป็นเรื่องธรรมดา วิธีการต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกัน ค่าใช้จ่ายก็ต่างกันด้วย หากเพียงเพื่อคุณธรรม ข้าสามารถบริจาคเงินหนึ่งพันตำลึง บวกกับผ้าห่มอีกหลายร้อยผืนให้ก็นับว่าได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถแล้ว”
“หากเป็นเรื่องการเมือง ข้าก็ยินดีรับไว้ด้วยความยินดี เพียงแต่ข้าเกรงว่าจะก้าวข้ามอุปสรรคจากเหล่าขุนนางเป่ยตี๋อันทรงเกียรติไม่ได้”