บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 887 ขุนนางแห่งแคว้นต้าเหลียงเดินทางมาไกล
บทที่ 887 ขุนนางแห่งแคว้นต้าเหลียงเดินทางมาไกล
ขณะที่จางต้าหู่กำลังเผชิญหน้ากับหญิงสาวสี่คน หัวหน้าโจวก็นำคนวิ่งมา พอเห็นจางต้าหู่หัวใจของเขากระตุกวูบ
เจ้าหมาบ้า เจ้าไม่รู้หรือว่าโหวฉินอยู่ที่อำเภอฉางสุ่ย? กล้าก่อเรื่องตอนนี้คงเบื่อชีวิตแล้วจริง ๆ
หัวหน้าโจวเดินเข้าไปใกล้ เตะจางต้าหู่เบา ๆ แล้วพูดอย่างหงุดหงิด “ตายหรือยัง? ถ้ายังไม่ตายก็ลุกขึ้น รีบบอกมาข้าเร็ว ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้ายุ่งอยู่ ไม่มีเวลามารับใช้พวกเจ้านะ”
จางต้าหู่กอดขาเขาไว้ แกล้งทำหน้าเจ็บปวดทรมาน “หัวหน้าโจว ในที่สุดท่านก็มาแล้ว ขอท่านช่วยเหลือราษฎรผู้ต่ำต้อยด้วย”
“หญิงพวกนี้ขับรถม้าไม่ดูทาง ชนราษฎรผู้ต่ำต้อย พี่น้องของข้าเข้าไปเจรจา แต่พวกนางก็ช่างโหดร้าย ทุบตีพี่น้องของข้าจนสลบไป”
คนชั่วมักฟ้องร้องก่อน และสำหรับจางต้าหู่ เขาแค่ทำไปตามขั้นตอนพื้นฐานที่ควรทำมาตลอด เพราะการหลอกลวงผู้อื่นเป็นวิธีหนึ่งที่จางต้าหู่และพวกพ้องใช้เพื่อการอยู่รอด
หัวหน้าโจวย่อมรู้ดีว่าจางต้าหู่เป็นคนอย่างไร แน่นอนว่าเขาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเหยื่อที่จัดการง่ายจึงหาเรื่อง หวังเรียกเงิน
หากเป็นในอดีตหัวหน้าโจวคงไม่สนใจ เพราะเรื่องแบบแม้แต่ศาลาว่าการมณฑลก็ยังยากจะแยกแยะ และหากเรื่องบานปลายก็ยังมีเจ้าของร้านหอหย่งอันคอยปกป้องพวกเขา เรื่องเหล่านี้เลนค่อนข้างจัดการยาก เรียกได้ว่าจัดการไปก็เหนื่อยเปล่า ดังนั้นทุกครั้งที่จางต้าหู่หลอกลวงผู้อื่น ตราบใดที่เขาไม่ทำเกินเลยนัก หัวหน้าโจวก็จะปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง
หัวหน้าโจวเหลือบมองรถม้า ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นภายในตัวรถเขาก็ชะงักงัน ด้วยเขาเห็นเทพธิดาประทับอยู่ถึงสี่คน
วันนี้เป็นวัน? เป็นวันที่เหล่านางสวรรค์ลงมาเยือนโลกมนุษย์หรือ?
หัวหน้าโจวกลืนน้ำลาย พยายามสงบสติอารมณ์ แล้วทำทีเป็นสงบ “พวกเจ้ามาจากที่ใดกัน? เหตุใดมายังอำเภอฉางสุ่ย?”
ชูเฟิงเป็นผู้เอ่ยตอบ “พวกข้ามาจากแดนไกล มาอำเภอฉางสุ่ยเพื่อพบญาติ”
หัวหน้าโจวพยักหน้า แล้วถามต่อ “พวกเจ้าชนจางต้าหู่จริงหรือ?”
ชูเฟิงไม่ต้องคิดอะไรมาก ตอบว่า “คนผู้นี้อาจหาญ ถึงกับกล้าขวางทางเรียกค่าไถ่กลางวันแสก ๆ แน่นอนว่าต้องเป็นอันธพาลชื่อดังในท้องถิ่น ส่วนเรื่องชนหรือไม่ชน ท่านก็คงรู้ดีอยู่แก่ใจกระมัง?”
เฮ่อ ๆ ช่างพูดเก่งเสียจริงไม่ใช่หรือ?
หัวหน้าโจวไม่พอใจ ในใจคิดว่าหญิงผู้นี้ดื้อดึงเกินไปแล้ว มาถึงถิ่นของผู้อื่น แต่ยังกล้าบ้าบิ่น ไม่แปลกที่จะถูกจางต้าหู่ขูดรีด แล้วดูรถม้าเถิด พวกนางอ้างว่ามาหาญาติ แต่นั่งรถม้าทรุดโทรม เกรงว่าคงเป็นผู้ลี้ภัย ที่ไม่อยากถูกจับตา
คนประเภทนี้ถูกรังแกได้ง่ายเป็นที่สุด แต่เมื่อคำนึงถึงโหวฉินที่อยู่ในเมืองฉางสุ่ย หัวหน้าโจวไม่กล้าคิดอะไรมาก เขาแค่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ให้ดี
“จางต้าหู่ยืนยันว่าพวกเจ้าชนคน ทั้งยังทำร้ายคน หากพวกเจ้าไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ก็จงชดใช้เงินเถิด”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หัวหน้าโจวมองไปยังประชาชนที่กำลังมองดูอยู่ห่าง ๆ แล้วกล่าวว่า “มีผู้ใดเต็มใจออกมาเป็นพยานหรือไม่?”
ประชาชนย่อมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้ ต่างคนต่างรีบหลบ
หัวหน้าโจวก็ไม่พูดอะไรอีก เขาหันไปถามจางต้าหู่ “เจ้าต้องการเงินเท่าใด?”
จางต้าหู่ยินดีนัก รีบเอ่ยปาก “อย่างน้อยก็ต้องหนึ่งร้อยตำลึง”
หัวหน้าโจวหน้าเปลี่ยนสี
หนึ่งร้อยต้าเลียงเงิน? บ้าบอเกินไปแล้ว!
เขาเตะจางต้าหู่ทีหนึ่ง แล้วพูด สีหน้าเย็นชา “พูดดี ๆ!”
แม้จางต้าหู่จะมีคนหนุนหลัง แต่เขาก็ไม่กล้าก้าวร้าวกับหัวหน้าโจว เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกัดฟันพูดว่า “เช่นนั้นก็เก้าสิบตำลึง”
หัวหน้าโจวยังคงมีสีหน้าไม่พอใจ “เก้าสิบตำลึง? เจ้าสารเลว เจ้าไม่เคยเห็นเงินมาก่อนหรือไร? ข้าอนุญาตให้เรียกแค่สิบตำลึง ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปจัดการเรื่องนี้กันเอง!”
แม้จางต้าหู่จะไม่พอใจ แต่หากหัวหน้าโจวจากไป ไม่ต้องพูดถึงการเรียกเงิน เขาคงถูกสาวใช้นางนั้นทุบตีแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น สิบตำลึงสำหรับจางต้าหู่และพวกเขาก็ถือเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ การรับข้อเสนอก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย พอเห็นจางต้าหู่พยักหน้าตอบรับ หัวหน้าโจวหันก็หันมองไปทางรถม้า กำลังอ้าปากจะพูดก็มีบางสิ่งโยนสวนออกมาจากด้านในเสียก่อน
พอได้ยินเสียงกังวานใสดังตามมมา หัวหน้าโจวถึงได้เห็นว่าสิ่งที่สตรีในรถม้าโยนออกมาคือปิ่นทอง
เป็นทองคำ?
โจวปั้นโถวมีชีวิตอยู่มาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว แต่เขายังไม่เคยเห็นของมีค่าขนาดนี้มาก่อน เขารีบเก็บขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ความตกตะลึงความตื่นเต้นปรากฏในใจครั้งแล้วครั้งเล่า
ปิ่นทองอันนี้ย่อมต้องมีราคา อย่างน้อยก็คงหลายร้อยตำลึง!
ขณะที่หัวหน้าโจวกำลังงุนงง หลี่เซียวหลานก็พูดขึ้น น้ำเสียงเย็นชาอย่างยิ่ง “เงินไม่มี พวกเจ้าไม่ใช่อยากได้ปิ่นปักผมของข้าอันนี้หรอกหรือ? ข้าให้พวกเจ้าก็แล้วกัน ทว่า…”
“ข้าขอเตือนไว้ก่อน เอาไปง่าย แต่คืนกลับยากนัก”
จางต้าหู่ไม่สนใจคำเตือน กระโดดขึ้นมาจากพื้น คว้าปิ่นปักผมทองคำไปอย่างรวดเร็ว ตื่นเต้นจนตัวสั่น!
ได้ปิ่นปักผมอันนี้มา นับจากนี้ชีวิตเขาและพี่น้องย่อมได้กินดีอยู่ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกแล้ว
ขณธที่เหล่าอันธพาลดีใจ แต่หัวหน้าโจวกลับหวั่นใจ ดูเจ้าของปิ่งเสียก่อนเถิด ทั้งการพูด นำ้เสียง กริยาท่าทาง ทุกสิ่งล้วนไม่ธรรมดา ไหนนางยังโยนปิ่นทองคำออกมาง่าย ๆ ราวไม่ใส่ใจ ท่าทางเช่นนี้ทมีหรือที่คนทั่วไปจะมีได้
เกรงว่าเทพธิดาสี่คนที่บอกว่ามาพบญาติที่อำเภอฉางสุ่ยจะไม่ธรรมดาจริง ๆ แต่อันดับแรก แน่นอนว่าญาติของพวกนางย่อมไม่ใช่นายอำเภอเฉินเถียน และยิ่งไม่ใช่อู๋ต้ากุ้ย ส่วนเจ้าของหอหย่งอันก็มีพื้นเพเป็นชาวนา จะมีญาติสูงส่งเช่นนี้ได้หรือ?
พิจารณาถึงตรงนี้ ภายในอำเภอฉางสุ่ยยังมีผู้ใดที่จะมีญาติเป็นคนไม่ธรรมดาเช่นนี้ได้อีก?
เดี๋ยว!
หัวหน้าโจวพลันนึกถึงคนผู้หนึ่ง ชั่วพริบตา แผ่นหลังของเขาก็เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ครั้นเขาหันหลังกลับมาจะเรียกจางต้าหู่ให้รีบคืนปิ่นปักผมเสียก็สายเกินไปเสียแล้ว
พวกจางต้าหู่หนีไปรวดเร็ว เพราะกลัวเป็ดต้มสุกแล้วจะบินหนีไ
หัวหน้าโจวถอนหายใจหนักหน่วง ชะตากรรมผู้ใดก็ผู้นั้นเถิด ในเมื่อพวกเจ้ารนหาที่ตาย สวรรค์ก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้แล้ว
หัวหน้าโจวไม่สนใจพวกอันธพาลที่วิ่งหนี รีบหันกลับมาถามสตรีสี่คนในรถม้า “ขอถามคุณหนูทุกท่าน ญาติที่พวกท่านมาพบแซ่ใดหรือ?”
หลี่เซียวหลานตอบนิ่ง ๆ เพียงคำเดียว “ฉิน”
และก็เพียงแค่ ‘ฉิน’ คำเดียวนี้เองที่ทำให้หัวหน้าโจวตัวสั่นด้วยความตกใจ แม้พยายามแล้วแต่ก็ทรงตัวไม่ไหว แข้งขาอ่อน ทรุดคุกเข่าลงกับพื้น ก้มศีรษะคำนับ
“ข้าน้อยตาบอดไม่รู้ว่าท่านผู้สูงศักดิ์มาถึงเมืองฉางสุ่ย ข้าน้อยสมควรตายนัก”
“ข้าน้อยไม่ควรประนีประนอม ข้าจะส่งคนไปจับพวกโจรชั่วกลับมาและลงโทษอย่างหนัก ระบายความโกรธให้คุณหนูทั้งสี่คนขอรับ”
หลี่เซียวหลานมองหัวหน้าโจวที่กำลังคุกเข่าสำนึก สายตาไม่มีความโกรธเคืองแม้แต่น้อย
“เมื่อถูกกล่าวหาหากไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ก็ยากที่จะอธิบายให้กระจ่างจริง ๆ”
“ทว่าอีกฝ่ายเรียกร้องเงินหนึ่งร้อยตำลึง เจ้าสามารถต่อรองลงมาเหลือสิบตำลึงตามฐานะของพวกข้าได้ ถือว่าเจ้าได้อำนวยความสะดวกให้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด”
ได้ยินคำพูดนี้ หัวหน้าโจวยิ่งก้มตัวลงต่ำ พูดน้ำเสียงสั่นเทา
“ฐานะของท่านผู้สูงศักดิ์จะเป็นแค่สิบตำลึงได้อย่างไร? แม้แต่หนึ่งแสนตำลึงก็ยังไม่พอ!”
“ปิ่นทองนั่น…”
ไม่ทันที่หัวหน้าโจวจะพูดจบ ชูเฟิงก็ตัดบทเสียงเย็น “องค์หญิงเตือนแล้ว ปิ่นทองเอาไปง่าย แต่ส่งคืนยาก เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง เดี๋ยวก็มีคนจัดการเอง”
องค์หญิง…
องค์หญิงที่ใด? องค์หญิงต้าเหลียงหรือ?