บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 888 ผู้ใดกล้ามาฟ้องร้อง?
บทที่ 888 ผู้ใดกล้ามาฟ้องร้อง?
หัวหน้าโจวเหงื่อท่วมตัว สตรีเหล่านี้เป็นญาติของโหวฉิน พวกนางย่อมต้องมีอิทธิพลในแคว้นต้าเหลียง แต่พวกนางกลับมาอำเภอฉางสุ่ยเงียบ ๆ มีความเป็นไปได้สองข้อ
หนึ่ง มาปรึกษาเรื่องลับ หรือสอง มาทำให้ท่านโหวฉินประหลาดใจ
และหากเป็นกรณีแรก พวกจางต้าหู่คงไม่มีโอกาสรอดชัวิตไปได้แล้ว
ด้วยการมาเงียบ ๆ ย่อมต้องมีเรื่องใหญ่ที่จะสั่นสะเทือนฟ้าดิน หากล่าช้าผลที่ตามมาย่อมคาดเดาได้
หากเป็นกรณีหลัง…
ฮ่า ๆ เกรงว่าทั้งอำเภอฉางสุ่ยคงจะถูกพลิกคว่ำ…ก็ด้วยผู้ใดเล่าที่กล้าจะทำให้ท่านโหวฉินประหลาดใจ?
ย่อมเป็นสตรีในครอบครัวแน่นอน!
โหวฉินขึ้นชื่อว่ารักครอบครัว ปกป้องคนใกล้ชิด ผู้ใดกล้ารังแกสตรีในครอบครัวของเขาย่อมต้องถูกแก้แค้นอย่างโหดร้ายและเด็ดขาด นึกย้อนไปเมื่อครั้งที่สาวใช้ข้างกายเขาถูกหน่วยนกฮูกราตรีลอบทำร้ายบาดเจ็บเถิด ตอนนั้นโหวฉินสังหารผู้คนของเป่ยตี๋ไปมากมาย แก้แค้นอย่างบ้าคลั่ง…
สตรีทั้งสี่คนในรถม้า นอกจากสองคนที่แต่งกายเป็นสาวใช้ อีกสองคนแค่ดูก็รู้ได้ว่าเป็นระดับ…ภรรยาเอก
แย่แล้ว คราวนี้แย่แน่แล้ว
หัวหน้าโจวตื่นตระหนกจนนิ้วเท้าจิกพื้น รีบนำมือปราบคอยระมัดระวังคุ้มกันรถม้าไปยังศาลาว่าการอำเภอ ขณะเดียวกัน ที่ลานหลังศาลาว่าการอำเภอ ฉินเฟิงกำลังเอนกายพิงเก้าอี้ มือหนึ่งถือกาน้ำชาร้อน ๆ อีกมือหนึ่งกำลังถือรายงาน ดวงตากวาดมอง อ่านรายงานข่าวกรองจากทั่วทุกสารทิศที่องครักษ์เสื้อแพรส่งมาให้
หลิ่วหมิงยืนอยู่ข้าง ๆ รายงานเสียงเบา “นายน้อย คุณหนูใหญ่กับคุณหนูสาม รวมถึงชูเฟิงกับเสี่ยวเซียงเซียงเดินทางถึงอำเภอฉางสุ่ยแล้วขอรับ”
“และเมื่อครู่อันธพาลท้องถิ่น จางต้าหู หวังกัง และอีกสี่คนจงใจขวางรถม้าของพวกคุณหนู หวังรีดไถเงิน”
“แต่หัวหน้าโจวได้ไปจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”
หูตาขององครักษ์เสื้อแพรกว้างไกลทั่วทิศ สอดส่องทุกแคว้น ยิ่งในแคว้นต้าเหลียงและแคว้นเป่ยตี๋ยิ่งมีนับไม่ถ้วน รถม้าของคุณหนูตระกูลฉินออกจากเมืองหลวงย่อมมีองครักษ์เสื้อแพรมากมายคอยติดตามคุ้มกันอยู่อย่างลับ ๆ
ทว่าพวกนางเดินทางมาถึงเป่ยตี๋ก็เพื่อสร้างความประหลาดใจให้ฉินเฟิง ฉินเฟิงจึงไม่ได้เปิดโปงแผนเล็ก ๆ ของพวกนาง เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ
ระหว่างทางที่ผ่านมา พวกนางได้เจอกับโจรภูเขา เผชิญหน้ากับอันธพาลที่พยายามรีบไถ แต่ก็ผ่านมาได้อย่างปลอดภัย พวกนางโยนเงินให้ไปบ้าง ลงมือหนักบ้าง แล้วก็เดินทางต่อเงียบ ๆ
แต่ด้วยวิธีการขององครักษ์เสื้อแพร โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฉินเฟิง พวกที่ขวางทางรถม้าระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หลังรถม้าผ่านเลย พวกเขาล้วนถูกสังหาร
กล่าวได้ว่า ตลอดการเดินทางของพวกนางสี่คนอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดของฉินเฟิงทั้งสิ้น ด้วยพวกนางล้วนสำคัญต่อเขามาก ไม่อาจให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ได้
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ฉินเฟิงทำแค่รับฟังโดยไม่เข้าไปยุ่ง อย่างไรพวกนางก็มาถึงแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก อีกอย่างผู้ที่ตื่นเต้นแค่พวกนางสี่คนก็พอแล้ว พวกนางเตรียมมาทำให้เขาประหลาดใจ พอได้เห็นสีหน้าตกใจของเขา ก็จะยืนกอดอกด้วยความภูมิใจ ต่อว่าเขาว่าไร้น้ำใจ ไม่ยอมกลับไปหาพวกนางเสียที เป็นเช่นนี้ ฉินเฟิงจะกล้าทำลายความตื่นเต้นของพวกนางได้อย่างไรกัน?
ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเพียงเท่านี้ ฉินเฟิงยังพอมีอยู่บ้าง
หลิ่วหมิงถามเบา ๆ นายน้อย แล้วปิ่นทองของคุณหนูสามจะทำอย่างไรขอรับ?”
ฉินเฟิงยักไหล่ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็มีคนส่งกลับคืนเอง”
หลิ่วหมิงลังเลเล็กน้อย แล้วถาม “ผู้ใดหรือขอรับ?”
ฉินเฟิงลูบคางครุ่นคิด “เฉินเปียว เจ้าของหอหย่งอัน เขาเหมือนเหมือนจะเป็นคนโสดนะ? มีผู้หญฺงที่เลี้ยงดูไว้ไม่กี่คนในท้องถิ่นและอำเภอใกล้เคียง อืม ปล่อยไปก่อนเถิด บางทีเขาอาจกลับใจทัน อีกอย่างเขาก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ฆ่าไปอาจไม่ดีนัก”
“ส่วนพวกอันธพาลปลายแถวพวกนั้น…”
ก่อนที่ฉินเฟิงจะพูดจบ เฉินเถียนก็วิ่งหอบแฮ่กเข้ามา
“ท่านโหวฉิน เฉินเปียวแห่งหอหย่งอันยื่นฟ้องต่อศาลาว่าการ เขาต้องการฟ้องสตรีสี่คนที่มาจากต่างถิ่น บอกว่าพวกนางทำร้ายพี่น้องของเขา ต้องการคำอธิบายขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า “เหมือนข้าจะประเมินธรรมชาติของมนุษย์สูงเกินไป เจ้าเฉินเปียวนั่นก็แค่เจ้าของโรงพนัน นิสัยโหดเหี้ยมเจ้าเล่ห์ พอเห็นปิ่นทองก็เกิดความโลภอยากจะได้มากขึ้นอีก”
หลิ่วหมิงหัวเราะ ไม่ได้สนใจพวกสารแล้วแม้แต่น้อย “เช่นนี้ก็สะดวกดีไม่ใช่หรือขอรับ”
เฉินเถียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตกตะลึง เขายังไม่ได้พูดอะไร โหวฉินกับหลิ่วหมิงก็รู้เรื่องชัดแจ้งแล้ว
แต่พอคำนึงถึงว่า องครักษ์เสื้อแพรมีความสามารถล้ำเลิศ เฉินเถียนก็ไม่กล้าถามมาก รีบประสานมือคำนับ “ข้าน้อยจะส่งคนไปจับตัวเฉินเปียวและคนของเขามา”
ฉินเฟิงยกมือขึ้น กล่าวยิ้ม ๆ “ไม่จำเป็น เมื่อเฉินเปี้ยวต้องการฟ้องร้องสตรีในครอบครัวของข้า ข้าจะไม่ออกหน้าได้อย่างไร เริ่มการพิจารณาคดีไปตามปกติเถิด”
ไม่นาน ศาลาว่าการอำเภอก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน เจ้าหน้าที่ยืนอยู่สองข้างของโถงศาลาว่าการ โจทก์และจำเลยยืนอยู่กลางโถง
ผู้ฟ้องร้องต่อศาลาว่าการคือชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี หนวดเคราเต็มใบหน้า รูปร่างอ้วนท้วน เขาก็คือ เฉินเปียว เจ้าของหอหย่งอัน
ข้างกายเฉินเปียวมีคนยืนอยู่สามคน คือ จางต้าหู่ หวังกัง และอันธพาลวัวแรกเกิด
ส่วนฝ่ายจำเลยคุ้นหน้าคุ้นตากันดี องค์หญิงหมิ่งเยว่แห่งแคว้นต้าเหลียง ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพร พี่หญิงสามของฉินเฟิง หลี่เซียวหลาน
อีกคนคือ ผู้จัดการฝ่ายการคลังและกิจการภายในของอำเภอเป่ยซี ควบตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ พี่หญิงใหญ่ของฉินเฟิง เสิ่นชิงฉือ
ส่วนอีกสองคนที่เหลือคือ เสี่ยวเซียงเซียง สาวใช้ตัวน้อยผู้อ่อนหวานน่ารัก และชูเฟิง ผู้ทำหน้าที่เป็นทั้งสาวใช้และองครักษ์
เฉินเถียนนั่งอยู่ตำแหน่งถัดรองลงมาจากตำแหน่งประธาน ส่วนตำแหน่งประธานที่จะเป็นผู้ติดสินคดียังว่างอยู่
และใต้สายตาของทุกคน ฉินเฟิงเปิดม่านเดินเข้ามา แม้จะเป็นทูตต่างแคว้น แต่เขากลับไม่มีท่าทีเกรงกลัวใด ๆ เดินตรงไปนั่งตำแหน่งประธาน ที่ควรเป็นที่ที่ขุนนางเป่ยตี๋นั่ง
ท้องพระโรงพลันเงียบกริบ
ตอนนี้ทั้งอำเภอฉางสุ่ย ผู้ใดบ้างจะไม่รู้จักฉินเฟิง?
เฉินเปียวนึกสงสัย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไยฉินเฟิงต้องออกมาจัดการด้วยตัวเอง? หรือเบื่อจนไม่รู้จะทำอะไรแล้ว?
แม้ในใจจะบ่นอุบ แต่ภายนอกไม่กล้าพูดมาก ทำท่าทางนอบน้อมอย่างที่สุด
ส่วนหลี่เซียวหลาน และคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็แปลกใจไม่น้อย พวกนางกะพริบตามองฉินเฟิงด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้เอง ฉินเฟิงแกล้งทำทีประหลาดใจนัก แสดงฝีมือการแสดงออกมาอย่างสุดความสามารถ
เป็นไปตามที่คาด สตรีทั้งสี่คนพลันมีสีหน้าภาคภูมิใจ ทำท่าทางราวกำลังบอกว่า ‘เจ้าจัดการเถอะ’
ฉินเฟิงกลืนน้ำลายลงคอ แสดงท่าทางราวตื่นเต้นหนักหนา แต่ในใจกลับนึกขบขันนัก
นับตั้งแต่โม่หลีลงจากตำแหน่ง หลี่เซียวหลานก็ได้กลายผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ควบคุมดูแลทุกเรื่องราวทั้งเล็กและใหญ่ น่าเสียดายที่นางไม่ได้รู้ทุกเรื่อง
แม้หลี่เซียวหลานจะเป็นหัวหน้า แต่ฉินเฟิงคือผู้อยู่เบื้องหลังขององครักษ์เสื้อแพร บางเรื่องราวก็มีแค่เขาที่รู้
ด้วยเหตุนี้ เรื่องที่องครักษ์เสื้อแพรคอยคุ้มกัยอย่างลับๆ และติดตามสอดส่องตลอดเวลา หลี่เซียวหลานจึงไม่รู้แม้แต่น้อย
เมื่อต้องแสดงละครก็ต้องแสดงให้สมบทบาท หลังผ่านไปครู่หนึ่ง ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นค่อย ๆ ตั้งสติจากความตกตะลึงได้ แล้วถามขึ้น น้ำเสียงทุ้มลึก “เจ้าของหอหย่งอัน เฉินเปียว กล่าวหาว่าพวกเจ้าสี่คนก่อเหตุทำร้ายร่างกายกลางถนน เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?”
ได้ยินคำพูดนี้ หญิงสาวทั้งสี่คนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
เสี่ยวเซียงเซียงเอามือปิดปากอยากไม่อาจอดกลั้น ชูเฟิงก็หน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว
ส่วนเสิ่นชิงฉือเพียงแย้มยิ้ม แล้วตามองสำรวจฉินเฟิง สายตาราวกำลังกล่าวว่า ‘เจ้าเด็กตัวเหม็น เจ้าช่างวางอำนาจใหญ่โตไม่เบา’