บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 913 การล้อมโจมตีเริ่มต้น สงครามครั้งใหญ่ที่หมู่บ้าน
- Home
- บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ
- บทที่ 913 การล้อมโจมตีเริ่มต้น สงครามครั้งใหญ่ที่หมู่บ้าน
บทที่ 913 การล้อมโจมตีเริ่มต้น สงครามครั้งใหญ่ที่หมู่บ้าน
ฉินเฟิงรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์สิ้นหวังอย่างงสิบตายไม่มีรอด
เมืองชิงซานอยู่ใกล้เมืองหลวงมาก แน่นอนว่าเฉินซือกับหลี่อวี้ต้อวกำลังรอเขามาถึง หากเวลาต่างจากที่กำหนดไว้มากไป ทั้งสองคนย่อมรู้ตัวว่าเกิดเรื่องขึ้น และเพียงแค่สอบถามเล็กน้อยก็จะรู้เหตุกาณ์ในเมืองชิงซานได้
หลู่หลีระดมกำลังคนมาหลายพันคน ไม่ใช่การทะเลาะวิวาทในหมู่บ้าน แม้จะปิดกั้นข่าวสารเข้มงวดเพียงใดก็ไม่อาจหลบหนีสายตาของกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ พ้น
ฉินเฟิงมั่นใจว่าเมืองหลวงเป่ยตี๋จะต้องส่งคนมาช่วยเหลืออย่างแน่นอน
เรื่องนี้ฉินเฟิงไม่ได้บอกใคร แม้แต่หลี่เซียวหลานก็ไม่ได้บอก เหตุผลง่ายดาย วันนี้จะรอดพ้นจากความตายได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า จะยืนหยัดจนกว่ากองกำลังช่วยเหลือจะมาถึงได้หรือไม่
หลู่หลีตั้งใจแน่วแน่ที่จะกำจัดฉินเฟิงให้ได้ อีกทั้งจำนวนคนยังแตกต่างกันมาก ฉินเฟิงจำต้องปลุกเร้าจิตใจและศักยภาพของทุกคนจึงจะมีโอกาสต้านทานไปจนกว่ากองกำลังเสริมจะมาถึง
ทหารฝ่ายศัตรูเริ่มบุกโจมตีหมู่บ้าน เนื่องจากกังวลว่าจะทำร้ายพลพรรคเดียวกันโดยไม่ตั้งใจจึงถือคบเพลิงมาด้วย แสงไฟไหวระริกไม่หยุด บริเวณรอบหมู่บ้านสว่างราวกับกลางวัน เทียบกันแล้ว ภายในหมู่บ้านสว่างกว่า
เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูแอบแฝงเข้ามาในหมู่บ้านโดยอาศัยความมืดเป็นที่กำบัง ฉินเฟิงจึงสั่งให้จุดคบเพลิงในหมู่บ้านหลายแห่ง ทำให้ทุกทางแยกสว่างไสว แต่บริเวณกลางหมู่บ้านกลับมืดสนิท
หลี่เซียวหลานพร้อมด้วยองครักษ์ค่ายเทียนจีสองคนยืนอยู่ที่ประตูศาลบรรพชน ฟังเสียงตะโกนที่ดังมาจากนอกหมู่บ้านไม่หยุด สีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลี่เซียวหลานรู้ดี หากไม่มีกองกำลังเสริมมาถึง ต่อให้ฉินเฟิงมีความสามารถล้ำเลิศเพียงใดก็ไม่มีทางรอดพ้นจากสถานการณ์นี้ได้ ทหารที่ล้อมโจมตีหมู่บ้าน แม้จะเป็นเพียงทหารเกณฑ์ที่มีความสามารถในการรบน่าสังเวช แต่ด้านหลังของพวกเขายังมีบ่าวรับใช้ตระกูลหลู่จำนวนมากที่ทำหน้าที่เป็นกองกำกับการรบ
หลู่หลีหลบอยู่นอกสุดของสนามรบ ขณะที่ควบคุมสถานการณ์การรบทั้งหมด และสั่งการรบอย่างเป็นระบบ ไม่เปิดโอกาสให้ฉินเฟิงมีจับโจรจับหัวหน้าก่อน
เทียบกับหลู่หลี ฉินเฟิงก็เป็นแค่มือใหม่ เผชิญหน้ากับแม่ทัพเก่าเก๋าเกมรบอย่างจู้กั๋วแห่งเป่ยตี๋ ผลลัพธ์คาดเดาได้
ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีความได้เปรียบใด ๆ ในด้านกลยุทธ์ ฝ่ายใดมีทหารมากกว่าก็ได้เปรียบอย่างสมบูรณ์
ขวัญกำลังใจเป็นปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อชัยชนะ ส่วนจำนวนคนเป็นปัจจัยภายนอก หากมีทั้งสองอย่างก็สามารถเอาชนะได้ทุกสถานการณ์
เสียงร้องไห้ของเด็กดังมาจากด้านหลัง แล้วก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
หลี่เซียวหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์ค่ายเทียนจี นางผลักประตูเดินเข้าไปในศาลบรรพชน
ตอนนี้ชาวบ้านทั้งหมดถูกพามาอยู่ในศาลบรรพชน ชาวบ้านราวห้าสิบกว่าคนมีทั้งคนชรา เด็ก สตรี และคนอ่อนแอ พวกเขาขดตัวอยู่ด้วยกัน ใบหน้าซีดขาว ตัวสั่นเทา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หญิงสาวคนหนึ่งอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน มืออีกข้างกำลังปิดปากทารกแน่น
เมื่อเห็นหลี่เซียวหลานก้าวเข้ามาใกล้ หญิงสาวตัวสั่นเทาด้วยความกลัว นางวิงวอนอย่างน่าสงสาร “โปรดเมตตาไว้ชีวิตเด็กสักคนเถิดเจ้าค่ะ ข้าน้อยขอร้อง”
หลี่เซียวหลานไม่ได้ตอบ ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของทุกคน นางค่อย ๆ ย่อตัวลง ยกมือขึ้นกำลังจะลูบศีรษะเด็กทารก หญิงผู้นั้นรีบเอี้ยวตัวหลบ
หลี่เซียวหลานก็ไม่ได้โกรธหรือบังคับ สายตาของนางอ่อนโยนอย่างยิ่ง ขณะกล่าวปลอบเสียงเบา “อย่ากลัวไปเลย พวกข้าไม่ใช่โจรผู้ร้าย และไม่ใช่กองทัพกบฏ”
“ที่พวกข้าอยู่ที่นี่ก็เพราะถูกพวกโจรดักฆ่ากลางทาง เมื่อเผชิญหน้ากับการล้อมโจมตี เลยจำต้องยึดครองหมู่บ้านเพื่อใช้เป็นที่พึ่งในการสู้กลับ”
“ส่วนที่ให้พวกเจ้าเข้ามาอยู่ในศาลบรรพชนก็เพราะกลัวพวกเจ้าจะถูกฆ่าโดยไม่ตั้งใจ”
“วางใจเถิด รอให้พวกข้าตายหมดแล้ว พวกเจ้าก็จะได้ออกจากที่นี่และดำเนินชีวิตต่อไปได้”
ได้ยินคำพูดของหลี่เซียวหลาน สายตาชาวบ้านสับสน ประการแรก พวกเขาไม่อาจไว้วางใจต่อผู้ที่มายึดครองหมู่บ้าน ประการที่สอง พวกเขาไม่เข้าใจคำพูดของหลี่เซียวหลาน
อะไรคือ ‘รอให้พวกข้าตายหมด’ เล่า?
คนพวกนี้มายึดครองหมู่บ้านก็เพื่อเอาชีวิตรอดไม่ใช่หรือ? ไยยึดหมู่บ้านไปแล้วถึงเตรียมจะตาย ในเมื่อรู้ว่าต้องตายแน่ แล้วไยยังต้องต่อสู้?
ชาวบ้านคิดไม่ตกและไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะคิด ตอนนี้พวกเขามองตัวเองเป็นแกะที่รอเชือด
หลี่เซียวหลานกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วถามเสียงเบา “ผู้ใดคือหัวหน้าหมู่บ้านหรือ?”
ทั้งห้องเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดตอบ
หลี่เซียวหลานไม่รีบร้อน นางถามอีกครั้ง “ขอถาม ผู้ใดคือหัวหน้าหมู่บ้าน?”
ชายชราคนหนึ่งลุกขึ้นยืน เขามองเซียวหลานด้วยความหวาดกลัว อึกอักตอบบ “ข้า…ข้าคือหัวหน้าหมู่บ้านหวังกั่ง”
หลี่เซียวหลานพยักหน้า ก่อนจะถอดปิ่นปักผมออกจากศีรษะ ถอดกำไลหยกออกจากข้อมือ แล้วยื่นทั้งสองสิ่งให้หัวหน้าหมู่บ้าน
“ข้าออกจากบ้านไม่เคยพกเงิน บนตัวข้ามีเพียงของสองสิ่งนี้ที่มีค่า ราคาราวสองพันตำลึงได้ แต่ในตลาดมีคนรู้ค่าของพวกนี้น้อยนัก บางคนที่รู้ก็จงใจโกงก็มี แต่ขอเพียงขายของสองสิ่งได้สักห้าร้อยตำลึงก็พอแล้ว”
“เมื่อได้เงินมา เจ้าก้เอามาแบ่งให้ชาวบ้านอย่างเท่าเทียมเสีย”
“หลังคืนนี้ผ่านพ้น หมู่บ้านนี้คงไม่มีอยู่อีกแล้ว ทรัพย์สินทั้งชีวิตของพวกเจ้าจะสูญเปล่า ของสองชิ้นนี้ถือเป็นค่าชดเชยจากพวกข้า”
ผู้ใหญ่บ้านชราไม่อยากเชื่อหูตัวเอง แรกเริ่มคนพวกนี้บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ลากชาวบ้านที่กำลังหลับใหลลงจากเตียงโดยไม่ฟังเหตุผล แล้วต้อนให้มายังศาลบรรพชนอย่างหยาบคาย พฤติกรรมไม่ต่างกับโจรร้ายหรือพวกกบฏ
แต่ตอนนี้ หญิงสาวตรงหน้าที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าคนที่บุกมา กลับยื่นของมีค่าบนตัวให้โดยสมัครใจ ชดเชยความเสียหายให้ชาวบ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านชรางุนงง รู้สึกราวกับกำลังฝัน
พอเห็นหัวหน้าหมู่บ้านไม่กล้ารับ หลี่เซียวหลานก็ส่งของให้กับองครักษ์ค่ายเทียนจี แล้วองครักษ์ก็ยัดของใส่มือของหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเด็ดขาด
ตอนเข้ามาในหมู่บ้าน เนื่องจากสถานการณ์เร่งด่วนจึงไม่มีเวลาอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ การกระทำหยาบคายไปบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้หลี่เซียวหลานจะมีวรยุทธ์สูงส่ง เชี่ยวชาญการลอบสังหาร แต่เมื่อเผชิญกับสนามรบที่ต้องต่อสู้ประชิดตัว นางไม่สามารถลงมือเองได้ นางจึงมีหน้าที่ปลอบประโลมชาวบ้านอยู่แนวหลัง
เหมือนว่าชาวบ้านจะเห็นว่าพวกหลี่เซียวหลานไม่มีเจตนาร้ายจริง ๆ พวกเขาจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายความระแวดระวังลง
หลี่เซียวหลานยื่นมือไปลูบศีรษะทารกอีกครั้ง หญิงผู้นั้นไม่หลบเลี่ยงอีกแล้ว นางค่อย ๆ ปล่อยมือที่ปิดปากทารกออก เสียงร้องไห้ของทารกดังจ้าไปทั่วทั้งหมู่บ้าน หญิงผู้เป็นมารดากระวนกระวายใจ กลัวว่าเสียงร้องไห้ของทารกจะรบกวนหลี่เซียวหลาน แต่การกระทำของหลี่เซียวหลานก็ทำให้มารดาทารกเข้าใจว่า นางคิดระแวงเกินไป
สายตาหลี่เซียวหลานอ่อนโยน นางลูบแก้มของทารกน้อยแผ่วเบา เหมือนจะมีความปรารถนาอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกส่วนใหญ่คือความเสียดาย
นางเองก็อยากเป็นแม่คน