บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 921 ยามจับพู่กันสามารถปกครองใต้หล้า ยามขึ้นม้าสามารถกำหนดชะตาฟ้าดิน
- Home
- บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ
- บทที่ 921 ยามจับพู่กันสามารถปกครองใต้หล้า ยามขึ้นม้าสามารถกำหนดชะตาฟ้าดิน
บทที่ 921 ยามจับพู่กันสามารถปกครองใต้หล้า ยามขึ้นม้าสามารถกำหนดชะตาฟ้าดิน
ทหารที่ตั้งใจจะสร้างผลงานและชื่อเสียงมีเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น หากเป็นในยามปกติ เมื่อเผชิญหน้ากับองครักษ์ค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืดที่มีเกือบห้าสิบคน พวกเขาคงถูกสังหารจนหมดสิ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา
แต่ตอนนี้ ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
องครักษ์ค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืดเหนื่อยล้าเหลือเกิน เหนื่อยจนแทบยกดาบไม่ขึ้น กลับกัน เหล่าทหารศัตรูที่แทบไม่มีประสบการณ์การรบกลับมีขวัญกำลังใจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
พวกเขารอคอยโอกาสนี้มานาน ขอเพียงสังหารแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามและกำจัดฉินเฟิงได้ พวกเขาก็จะได้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์และพลิกชีวิตอย่างสิ้นเชิง
“ฆ่าเลย!”
“ตายซะ!”
ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน องครักษ์ค่ายเทียนจีทำได้เพียงอาศัยน้ำหนักตัว กดทับลงบนร่างของฝ่ายตรงข้าม พยายามต้านทานอย่างยากลำบาก ขณะเดียวกันก็โบกมีดสั้นอย่างอ่อนแรง แทงฟัน
ท้ายที่สุดแล้ว การแทงเป็นวิธีที่ประหยัดแรงที่สุด
เหล่าทหารศัตรูเหล่านี้สวมเกราะที่เรียบง่ายอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่เป็นเกราะผ้าคุณภาพต่ำที่ทำอย่างหยาบ ๆ เมื่อเผชิญกับการแทงขององครักษ์จากค่ายเทียนจีก็ไม่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชั่วพริบตาก็มีทหารประจำการสิบกว่าคนถูกแทงไส้ทะลัก เลือดสาดกระเซ็น
แต่องครักษ์ของค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืดก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ พวกเขาสวมเกราะเบาทั้งหมด ไม่ใช่เกราะหนัก ทหารศัตรูคนหนึ่งยกขวานด้ามสั้นขึ้น แล้วฟาดลงบนศีรษะขององครักษ์ค่ายเทียนจีอย่างหนักหน่วง
องครักษ์ค่ายเทียนจีรู้สึกเพียงว่า ศีรษะของตนมีเสียงดังอื้ออึง สายตามืดมัว แล้วร่างก็อ่อนยวบลง
เมื่อร่างทรุดลง ทหารศัตรูตรงหน้าก็แย่งกันโบกอาวุธ แม้จะไร้ทักษะและเต็มไปด้วยช่องโหว่ แต่การรุมทำร้ายอย่างหยาบคายก็สามารถสังหารองครักษ์ค่ายเทียนจีผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ได้
จางเจิ้นไห่เหนื่อยจนร่างกายโงนเงน สายตาพร่ามัว เขายกค้อนแตงในมือขึ้น ทุบศีรษะของทหารศัตรูตรงหน้า แต่ยังไม่ทันที่ศัตรูจะเข้ามาเสริม ตัวเขาเองก็หมดแรงล้มลงกับพื้นแล้ว
เขานอนคว่ำอยู่บนพื้น หอบหายใจ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงฟื้นกำลังได้บ้าง ใช้แขนทั้งสองข้างที่ปวดเมื่อยยันร่างกาย พยายามจะลุกขึ้น แต่พอลุกขึ้นได้ครึ่งทาง ก็รู้สึกถึงการโจมตีอย่างหนักที่แผ่นหลัง ร่างทั้งร่างฟาดลงกับพื้นอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะมีแผ่นป้องกันลูกธนูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การโจมตีครั้งนี้คงเพียงพอที่จะทำลายกระดูกสันหลังของจางเจิ้นไห่
จางเจิ้นไห่นอนคว่ำอยู่บนพื้น ปากส่งเสียงคำรามต่ำต่อเนื่อง พยายามจะลุกขึ้น น่าเสียดาย แขนขาเขาอ่อนแรงและเจ็บปวด ไม่สามารถรวบรวมแรงได้แม้แต่น้อย
ขณะที่จางเจิ้นไห่ดิ้นรนอยู่บนพื้น หลิ่วหมิงก็ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าด้านขวาโดนฟัน การฟันครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทิ้งรอยแผลน่าสยดสยองบนใบหน้า แต่ยังฟาดหมวกเกราะปลิวไปและตัดหูขวาของเขาขาดด้วย
หลิ่วหมิงกุมหูที่เลือดไหลไม่หยุด เซถอยหลังไปหลายก้าว แล้วล้มลงนั่งกับพื้น
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ทหารศํตรูยิ่งตื่นเต้นได้ใจ
“คนผู้นั้นคือแม่ทัพฝ่ายศัตรู!”
“ตัดหัวแม่ทัพ แล้วเจ้าจะได้เลื่อนขั้นพลิกชีวิต!”
ทหารศัตรูสี่คนพุ่งเข้าหาหลิ่วหมิงพร้อมกับ แล้วฟันดาบอย่างบ้าคลั่ง
หลิ่วหมิงขดตัวเป็นก้อนโดยสัญชาตญาณ แม้ว่าแผ่นเกราะบนร่างจะป้องกันการโจมตีส่วนใหญ่ได้ แต่แขนและขาของข้าก็ยังถูกฟันจนมีบาดแผลมากมาย เลือดสดย้อมร่างทั้งร่างกลายเป็นสีแดง
ขณะที่หลิ่วหมิงกำลังจะตายใต้คมดาบ ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ฟันทหารศัตรูคนหนึ่งตายในดาบเดียว จากนั้นก็หมุนตัวฟันอีกครั้ง กวาดดาบออกไปตัดเข้าที่คอของทหารประจำการฝ่ายศัตรูอีกคน ศีรษะหลุดกระเด็น ทหารประจำการที่เหลืออีกสองคนตกใจจนหน้าซีด ก้าวถอยหลังติด ๆ กัน
ฉินเฟิงกำดาบสั้นไว้แน่น หอบหายใจหนักหน่วง ยืนอยู่ข้างกายหลิ่วหมิง ร่างกายโอนเอนไปมาตามแรงลมยามราตรี ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้า แต่ดวงตายังคงเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารและความมุ่งมั่น
ยามนี้ ฉินเฟิงเป็นผู้ที่มีพละกำลังมากที่สุดในบรรดาทหารทั้งหมด
ด้วยเขาได้นั่งพักผ่อนอยู่หน้าศาลบรรพชนครู่ใหญ่
แต่พละกำลังเช่นนี้ก็เป็นเพียงแค่การเปรียบเทียบ เมื่อเทียบกับทหารประจำการฝ่ายศํตรูที่ซุ่มซ่อนตัวตลอดการต่อสู้ ก็ยังเหมือนไม่เพียงพอ ฉินเฟิงกำด้ามดาบแน่น หายใจหอบหนัก ดวงตาทั้งสองจ้องเขม็งไปที่ศัตรูตรงหน้า
ขณะเดียวกันก็เตะหลิ่วหมิงเบา ๆ “ตายหรือยัง?”
ไม่ได้ยินเสียงตอบจากหลิ่วหมิง ฉินเฟิงก้มลงมอง เห็นว่าหลิ่วหมิงหมดสติไปแล้ว แม้ร่างกายของเขาจะไม่มีบาดแผลถึงตาย แต่ด้วยความอ่อนล้าและเสียเลือดมาก หากไม่ห้ามเลือดโดยเร็วก็คงจะตายจริง ๆ แน่
แต่ตอนนี้ฉินเฟิงไม่มีเวลาสนใจหลิ่วหมิงนัก
เขาจ้องมองศัตรูตรงหน้า พูดทีละคำอย่างช้า ๆ “ฉินเฟิงอยู่ที่นี่แล้ว!”
“ผู้ใดปรารถนาจะเอาหัวของข้า ก้าวออกมาเถิด!”
“ข้ายืนอยู่ตรงนี้ ศีรษะบนบ่าที่เป็นตัวแทนของชื่อเสียงเกียรติยศและความมั่งคั่งอันไม่สิ้นสุด ผู้ที่มีความมุ่งมั่นจงมาเอาไปเถิด!”
ได้ยินเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่าของฉินเฟิง อย่าว่าแต่พวกทหารที่เบื่อหน่ายสงคราม แม้แต่ทหารที่กล้าอยู่บ้างก็หยุดชะงัก ความหวาดกลัวฉายชัดอยู่ในแววตา
พวกเขาคิดอย่างหนักแต่ก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่า ทำไมแม้จะสู้รบกันอย่างดุเดือดถึงเพียงนี้แล้ว ฝ่ายตรงข้ามก็ยังสามารถปลดปล่อยพลังอำนาจเช่นนี้ได้
ทั้งที่เหล่าทหารแห่งเป่ยซีพ่ายแพ้ยับเยินไปหมดแล้ว ทั้งที่องครักษ์ค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืดได้รับความเสียหายอย่างหนัก พวกเขาเหนื่อยล้าจนแทบยกดาบไม่ขึ้นแล้ว
ทั้งที่รอบตัวฉินเฟิงเหลือคนเพียงสามสิบกว่าคน ขณะที่กองทัพศัตรูรอบด้านมีหลายร้อยคน
เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมแพ้? ทำไมฉินเฟิงผู้เป็นขุนนางอันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าเหลียงที่ควรจะเป็นนายน้อยเจ้าสำราญกลับถือดาบสั้นไว้ในมือ ยืนตระหง่านอยู่บนสนามรบแนวหน้าเป็นราวกับเทพเจ้าแห่งสงคราม ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ชั่วขณะ ทหารประจำการราวกับเข้าใจในที่สุดว่า ทำไมฉินเฟิงจึงสามารถเอาชนะกองทัพของเฉินซือได้ ทำไมถึงทำให้ทั้งเป่ยตี๋ต้องเกรงกลัว…
ชายผู้นี้ เมื่อวางดาบลงก็เป็นคุณชายสง่างาม เฉลียวฉลาด แผนและอุบายของเขาไร้ที่ติ เมื่อจับดาบขึ้นมาก็กลายเป็นเทพสงครามผู้พิชิตทุกสิ่ง แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
ยามจับพู่กันสามารถปกครองใต้หล้า ยามขึ้นม้าสามารถกำหนดชะตาฟ้าดิน!
ใต้หล้านี้มีคนที่สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้จริงหรือ? วันนี้พวกเขาได้ประจักษ์แล้ว
ทหารกล้าฝ่ายศัตรูคนหนึ่งรวบรวมความกล้า ถือดาบยาวพุ่งเข้าหาฉินเฟิง ขณะที่เขาฟันดาบอย่างทรงพลัง ฉินเฟิงเพียงแค่ก้าวหลบไปด้านข้างหนึ่งก้าว แล้วฟันกลับด้วยดาบสั้น
ฉัวะ!
ทหารกล้าศัตรูเลือดสาดกระเซ็น ร่างทั้งร่างล้มลงกระแทกพื้นอย่างหนัก เสียชีวิตคาที่
ทหารศัตรูคนอื่น ๆ อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจ แม้จะหมดแรง คนผู้นี้ก็ยังไม่ใช่ผู้ที่พวกเขาจะสามารถเอาชนะได้โดยลำพัง
ฉินเฟิงเหลือบมองศพของทหารศัตรูอย่างเย็นชา แล้วกล่าวอย่างดูแคลนา “คิดจะตัดหัวข้า เจ้ายังไม่คู่ควรพอ!”
“ผู้ใดเป็นคนต่อไป?”
นอกจากพวกที่กำลังต่อสู้กับองครักษ์ของค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืดแล้ว ทหารศัตรูที่เหลืออีกสิบกว่าคนตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมที่จะบุกเข้าไปพร้อมกัน หวังจะฟันฉินเฟิงให้ตาย และความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การตัดสินใจของพวกเขาถูกต้องอย่างยิ่ง
ฉินเฟิงไม่มีกำลังเพียงพอที่จะต่อสู้กับศัตรูหลายคนในคราวเดียว