บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 922 เซียวหลานลงมือ
บทที่ 922 เซียวหลานลงมือ
ขณะที่เหล่าทหารศัตรูกำลังพุ่งเข้าหาฉินเฟิง เงาร่างอรชรก็ปรากฏขึ้นขวางหน้าเขา นางคือหลี่เซียวหลาน
“เซียวหลาน…”
ฉินเฟิงเพิ่งจะอ้าปาก หมายจะห้ามปราม แต่สายเกินไป หลี่เซียวหลานเตะปลายเท้าเบา ๆ ดาบยาวที่ตกอยู่บนพื้นลอยมาอยู่ในมือนาง แล้วนางก็สะบัดมือ ความเร็วของนาง ผู้คนไม่อาจมองได้ชัดเจน
ฉัวะ!
ทหารกล้าฝ่ายศัตรูที่วิ่งเข้ามาถูกหลี่เซียวหลานตัดศีรษะในดาบเดียว และยังไม่ทันที่ทหารด้านหลังจะทันตั้งตัว หลี่เซียวหลานก็ก้าวเท้าไปข้างหน้า ตวัดดาบสองครั้งอย่างรวดเร็ว ศีรษะของคนอีกสองคนร่วงสู่พื้น ทหารสามคนถูกสังหารในชั่วพริบตา
เหล่าทหารฝ่ายศัตรูที่เหลือตกตะลึง หลี่เซียวหลานพลันโยนดาบยาวขึ้นไปในอากาศอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก็ยกเท้าขวาเตะเข้าที่ท้ายด้ามดาบ ดาบยาวพุ่งปักเข้าที่อกของทหารอีกคนที่อยู่ห่างออกไปสิบก้าวอย่างแม่นยำ
กระบวนท่างดงามสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คน เหล่าทหารศัตรูก้าวถอยหลัง ลังเลโดยไม่รู้ตัว สายตาที่มองไปยังหลี่เซียวหลานเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ผู้…ผู้หญิงนั่น นางโผล่มาจากที่ใดกัน?”
“ฝีมือน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!”
“ยอดฝีมือ? ยอดฝีมือในยุทธภพหรือ?”
หลี่เซียวหลานไม่สนใจความตกตะลึงของศัตรู นางตวัดขาเตะสองครั้งติด ดาบยาวสองเล่มที่ตกอยู่บนพื้นพุ่งออกไป สังหารคนอีกสองคน พร้อมกันนางก็ถือดาบเล่มหนึ่ง ดวงตาสงบนิ่ง กวาดมองสำรวจทหารศัตรู
“ข้าคือองค์หญิงหมิ่งเยว่แห่งแคว้นต้าเหลียง บุตรีคนที่สามของตระกูลฉิน และเป็นสตรีของฉินเฟิง!”
“เฟิงเอ๋อร์ไม่อยากให้ข้าออกรบสังหารศัตรู กังวลว่าเลือดสกปรกของพวกเจ้าจะทำให้ข้ารู้สึกไม่ดี แต่ยามนี้เขาหมดแรง ข้าร้อนใจจึงออกมาปกป้องสามี ไม่อาจสนใจเรื่องอื่นได้อีก!”
“แม้ข้าไม่ใช่ทหาร แต่ข้ามีวรยุทธ์ ฝีฝนกับสำนักมือสังหารชั้นยอดของสมาคมรายนามสวรรค์ ข้าอาจไม่เก่งกาจในการรบ แต่ก็รู้วิธีสังหารคน!”
“ผู้ใดคิดจะเอาชีวิตเฟิงเอ๋อร์ของข้า ก็ข้ามศพข้าไปให้ได้ก่อน!”
เหล่าทหารศัตรูมองสตรีตรงหน้าที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาว ท่าทางสูงส่ง สง่างาม แต่กลับถือดาบยาว มีวรยุทธ์สูงส่ง สังหารคนได้โดยไม่กะพริบตา ความหวาดเกาะกุมจิตใจ
แม้สตรีข้างกายของฉินเฟิงก็ยังเป็นผู้ที่น่าเกรงกลัว
การจะฆ่าฉินเฟิงช่างยากเย็นเหลือเกิน
ร่างฉินเฟิงโงนเงน ก่อนจะทรุดนั่งลงกับพื้น มองหลี่เซียวหลานที่ยืนอย่างองอาจตรงหน้า แล้วหัวเราะออกมา “ช่างเป็นการปกป้องสามีที่น่าประทับใจจริง ๆ ข้าประทับใจมากจริง ๆ”
“เซียวหลาน รอกลับถึงเมืองหลวงต้าเหลียง ข้าจะต้องแต่งเจ้าเข้าบ้านแน่นอน จะไม่ยอมให้ล่าช้าแม้แต่ชั่วขณะ ฮ่า ๆๆ…”
เสียงหัวเราะของฉินเฟิงดังก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้านหวังกั่ง ทหารศัตรูกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ควรถอยหรือลุยต่อดี
ขณะนั้นเอง เสียงตะโกนฆ่าฟันดังสนั่นมาจากนอกหมู่บ้าน ทหารศัตรูที่อยู่ในหมู่บ้านหวังกั่งเผชิญหน้ากับพวกฉินเฟิงต่างตกตะลึง ก่อนจะเริ่มวุ่นวาย
พวกเขาต่างมองออกจากหมู่บ้านโดยเร็ว เสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้นชุนมุน
“เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นข้างนอก?”
“การต่อสู้ไม่ได้จบลงแล้วหรือ ไยถึงมีการต่อสู้อีก หรือกองกำลังเสริมของฉินเฟิงมาถึงแล้ว?”
ก่อนที่ทุกคนจะได้เข้ารู้สถานการณ์ เสียงฝีเท้าม้าก็ดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน ตามด้วยเสียงตะโกนก้องจนแทบทำให้หูอื้อ
“พี่ฉิน หนิงหู่มาแล้ว!”
“ไอ้พวกชาติหมา กล้าลอบกัดพี่ฉินของข้า วันนี้คืองัยตายของพวกเจ้า!”
ภายใต้สายตาหวาดกลัวของผู้คน ทหารหาญสวมเกราะดำ ถือแหลนม้า ควบม้าตัวใหญ่เข้ามาจากทางเข้าหมู่บ้าน
พอเจอศัตรู แหลนม้าก็พุ่งมาข้างหน้า ทะลวงอกศัตรูที่ขวางทาง เสียงตะโกนดุดัน เหน็บด้ามแหลนม้าใต้รักแร้ แล้วยกร่างศัตรูขึ้นด้วยมือข้างเดียว พละกำลังน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ถึงกับสามารถยกทหารศัตรูลอยคว้างกลางอากาศ
เปรี๊ยะ!
เป็นแหลนม้าทนรับน้ำหนักไม่ไหว หักออกเป็นสองท่อน แหลนส่วนหน้าร่วงลงไปพร้อมศพศัตรู แหลนครึ่งหลังถูกโยนทิ้ง แล้วหนิงหู่ก็ชักดาบสั้นออกจากข้างอานม้า ควบม้าบุก เอียงตัวฟาดฟันฆ่าทหารศัตรูที่เข้าหาไม่หยุดหย่อน
“ตาย! พวกเจ้าจงตายไปทั้งหมดเสีย!”
“องครักษ์ค่ายเทียนจีรับคำสั่ง ทุกคนในหมู่บ้านที่สวมเกราะและถืออาวุธ สังหารให้สิ้น!”
องครักษ์ค่ายเทียนจีราวยี่สิบคนพลันพุ่งตัว วิ่งไปตามถนนในหมู่บ้าน ไล่ฆ่าฟันผู้ที่สวมเกราะตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ทหารประจำการท้องถิ่นของเป่ยตี๋ที่เบื่อหน่ายการสู้รบมานาน พลันหมดกำลังใจ กระทั่งทหารประจำการที่กล้าหน่อย หวังจะสร้างผลงาน พอได้เห็นหนิงหู่ก็ตกใจกลัวแทบตาย โยนอาวุธ ถอดเกราะ แล้วปีนกำแพงหนี
องครักษ์ค่ายเทียนจีที่เหลือพลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่สนใจว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีอาวุธในมือหรือไม่ เจอใครก็ฆ่าทิ้ง ทั้งหมู่บ้านหวังกั่งถูกกลืนกินด้วยเสียงกรีดร้องและครวญคราง
หนิงหู่ฟันทหารตรงหน้า หนึ่งดาบพรากหนึ่งชีวิต กระทั่วไร้ทหารศัตรูขวางทาง เขากระโดดลงจากม้า รีบวิ่งไปหาฉินเฟิง
เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ ตาเบิกกว้างจนแทบถลนหลุดออกมาจากเบ้า
กระทั่งแน่ใจว่าฉินเฟิงไม่มีบาดเจ็บถึงชีวิต หนิงหู่ถึงได้ผ่อนลมหายใจโล่งอก กระนั้นความโกรธก็ใช่ว่าจางหาย เขากำหมัดแน่น ก่อนจะทุบพื้นระบาย เจ้บใจในตนเอง “พี่ฉินทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ข้ามาช้านัก!”
พร้อมกับการปรากฏตัวของหนิงหู่ เรี่ยวแรงสุดท้ายของฉินเฟิงก็หมดแล้ว เขาทรุดอยู่บนพื้น หลี่เซียวหลานโอบกอดเขาไว้ในอ้อมแขน
ฉินเฟิงเห็นหนิงหู่รู้สึกผิด เขาก็แย้มยิ้มขมขื่นพลางกล่าวว่า “การที่เจ้าเดินทางจากอำเภอฉางสุ่ยมาถึงอำเภอชิงซานได้ แสดงว่าตั้งแต่ตอนที่หลู่หลีเคลื่อนทัพ เจ้าก็ได้รับข่าวแล้ว และนำกำลังทหารตามมาช่วยเหลือ”
“ทว่าเจ้าบินไม่ได้…”
“อีกอย่าง… คราวนี้เป็นความผิดข้า เป็นข้าที่ประเมินหลู่หลีต่ำไป ไม่คิดว่าเขาจะมุ่งมั่นในการแก้แค้นเพียงนี้”
“เจ้ารีบไปดูหลิ่วหมิงกับจางเจิ้นไห่ก่อนเถิด พวกเขาบาดเจ็บสาหัส ต้องรีบรักษาโดยเร็ว”
หนิงหู่ดวงตาแดงก่ำ พยักหน้ารับ แล้วรีบเรียกองครักษ์ค่ายเทียนจีมาสิบคน แล้วให้พวกเขาหามจางเจิ้นไห่กับหลิ่วหมิงเข้าไปในศาลบรรพชน
องครักษ์ค่ายเทียนจีกับหน่วยอาวุธมืดที่ติดตามมากับฉินเฟิงเหลือรอดเพียงยี่สิบคน แต่เพราะหมดแรงจากการต่อสู้ ทั้งยังบาดเจ็บสาหัส พวกเขาเลยนอนล้มพับอยู่บนพื้น ปล่อยให้เหล่าพี่น้องที่ตามมาช่วยเหลือ หามเข้าไปในศาลบรรพชน
“หมอทหาร! หมอทหาร!”
เสียงตะโกนด้วยความโกรธของหนิงหู่ดังลั่น ชายวัยกลางคนในชุดองครักษ์ค่ายเทียนจีวิ่งหอบเข้ามา เทียบกับองครักษ์ค่ายเทียนจีคนอื่น เขามีอาวุธและลูกธนูสำรองน้อยกว่า เพราะต้องพกยาและผ้าพันแผลจำนวนมาก
หมอทหารเป็นตำแหน่งใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาหลังการขยายกำลังขององครักษ์ค่ายเทียนจี โดยปกติจะร่วมรบกับองครักษ์ค่ายเทียนจี และจะถอยออกจากแนวหน้าเมื่อจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
หมอทหารรีบพันแผลและรักษาพี่น้องที่บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน ชาวบ้านที่รวมตัวกันอยู่ในศาลบรรพชนขดตัวเข้าหากัน พวกเขามองเหล่าทหารผู้เก่งกาจ ที่บ้างก็คุกเข่าร้องไห้โฮ บ้างก็กอดสหายที่บาดเจ็บ สายตาเหม่อลอย ชาวบ้านสะเทือนใจยิ่ง
ความรู้สึกเหล่าทหารต้าเหลียงที่มีต่อสหายลึกซึ้ง สมกับเป็นพี่น้อง เป็นสหายที่ฝากด้านหลังให้ดูแล
การสังหารฝ่ายเดียวยังคงดำเนินต่อไป ทุกทางแยกในหมู่บ้านถูกปิดกั้นด้วยองครักษ์ค่ายเทียนจีที่รุดมาถึง ทหารศัตรูทุกคนถูกสังหารไม่ไว้หน้า
เมื่อเผชิญหน้ากับองครักษ์ค่ายเทียนจีที่แข็งแกร่ง เหล่าทหารประจำการท้องถิ่นเข้าใจถึงความน่าสะพรึงกลัวขององครักษ์ค่ายเทียนจี เข้าใจฝังลึกไปถึงกระดูก
หนีก็หนีไม่พ้น สู้ก็สู้ไม่ได้ ชีวิตพวกเขาถูกเก็บเกี่ยวราวกับหญ้าแห้ง