บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 930 พระขวางฆ่าพระ เทพขวางฆ่าเทพ
บทที่ 930 พระขวางฆ่าพระ เทพขวางฆ่าเทพ
ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ…
หนิงหู่เข้าใจเจตนาของฉินเฟิง จึงเรียกองครักษ์ค่ายเทียนจีคนหนึ่งมาสั่งการอย่างรวดเร็ว
หลังจากองครักษ์ค่ายเทียนจีจากไป หนิงหู่กุมบาดแผลที่ไหล่ซึ่งเลือดไหลไม่หยุด แล้วถามเสียงทุ้มว่า “พี่ฉิน เมื่อต้องลงมือก่อนกำหนด พวกเรายังต้องรอโลงศพที่นี่อีกหรือไม่”
ฉินเฟิงส่ายหน้า “การสั่งทำโลงศพเป็นเพียงการอำพรางสายตา เพื่อเตรียมพร้อมยามฉุกเฉิน”
“หากเฉินซือตายและผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์นอกเมืองไม่พบความผิดปกติ พวกเราก็รออยู่ที่นี่ รอให้โลงศพมาถึง เก็บศพของพี่น้องให้เรียบร้อย แล้วค่อย ๆ ถอนกำลังออกไปก็ไม่สาย”
“แต่เมื่อผู้อาวุโสอู๋แทรกแซง แผนการก็เปลี่ยนไปแล้ว เรื่องการสั่งทำโลงศพ อย่างช้าที่สุดก็สามารถถ่วงเวลาให้พวกเราได้จนถึงเช้า”
“เร่งมือหน่อย สังหารคนสนิทและผู้ติดตามหนิงหู่ แล้วรีบกลับไปยังอำเภอฉางสุ่ย”
แทบจะทันทีที่ฉินเฟิงสั่งการ ม่านประตูของศาลาว่าการอำเภอถูกเลิกขึ้น หลี่เซียวหลานก้าวเข้ามาช้า ๆ
ตั้งแต่ต้นจนจบหลี่เซียวหลานไม่ได้ไปพักผ่อน นางคอยเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ฉินเฟิงมาตลอด
พอได้ยินบทสนทนาระหว่างฉินเฟิงกับหนิงหู่ นางก็ตระหนักได้ว่ากำลังจะออกเดินทาง หลี่เซียวหลานจึงไม่ซ่อนตัวอีก ออกมาดูแลฉินเฟิง มองผ้าพันแผลบนร่างของฉินเฟิง เลือดเริ่มไหลซึมออกมาแล้ว
หลี่เซียวหลานเจ็บปวดใจ รีบเรียกหมอทหารมา ขอผ้าพันแผลใหม่และยาห้ามเลือด แล้วลงมือทำความสะอาดบาดแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ฉินเฟิงด้วยตัวเอง
“เฟิงเอ๋อร์ อาจจะเจ็บสักหน่อย เจ้าอดทนหน่อยนะ”
ฉินเฟิงยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ใส่ใจ หนึ่งคือความเจ็บปวดเพียงเท่านี้สำหรับฉินเฟิงแล้วไม่นับเป็นอะไร สอง…หลังความเหนื่อยล้า ทั้งร่างของฉินเฟิงชาไปหมดแล้ว แทบจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด
“เซียวหลาน เจ้าต้องมาลำบากเพราะข้าแล้ว”
“เดิมข้ายังตั้งใจจะพาเจ้าไปเมืองหลวงเป่ยตี๋ ชื่นชมบรรยากาศต่างถิ่น น่าเสียดายที่แผนการต้องเปลี่ยน…”
“เดิมทีก็ว่าคงได้พักสักหน่อย สุดท้ายก้นยังไม่ทันอุ่นก็ต้องออกเดินทางอีกแล้ว…”
ก่อนที่ฉินเฟิงจะพูดจบ หลี่เซียวหลานก็ยกมือปิดปากฉินเฟิง
นางยิ้มพลางส่ายหน้า บ่งบอกว่านางไม่ได้ใส่ใจ
“ไม่ต้องรู้สึกผิด เจ้าก็รู้ว่าข้าคุ้นเคยกับชีวิตที่ต้องวิ่งวุ่นเช่นนี้มานานแล้ว”
“ตอนแรกข้าต้องหลบหนีการไล่ล่าของนักฆ่า ไม่มีเวลาได้พักผ่อน ตอนนี้พวกเราอยู่ในต่างแดน หากพลาดพลั้งเพียงนิดอาจถึงแก่ชีวิต จึงต้องใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อรักษาความมั่นคง”
“หากจะบอกว่ามีความผิด… คนผิดคือข้า ข้าไม่ควรดื้อรั้นมาหาเจ้าที่นี่ เลยทำให้เจ้าต้องลำบากไปด้วย”
ฉินเฟิงถอนหายใจเบา ๆ ยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ได้กลับไปนานเกินไปแล้ว”
คนสองสบตากัน แล้วยิ้มให้กัน ไม่ขอโทษกันอีกต่อไป
ตอนนั้นเอง เสียงการสู้รบดังมาจากนอกเมือง เห็นได้ชัดว่าองครักษ์ค่ายเทียนจีและทหารเป่ยซีที่ประจำการอยู่นอกเมืองได้ลงมือแล้ว เมื่อการต่อสู้ดำเนินไป ฉินเฟิงก็เดินออกมาจากศาลาว่าการอำเภอโดยมีหลี่เซียวหลานคอยพยุง ยืนอยู่บนถนนใหญ่ มองไปรอบ ๆ
ไม่นานหนิงหู่ที่ทำแผลง่าย ๆ เสร็จก็วิ่งหอบเข้ามาพร้อมกับองครักษ์ค่ายเทียนจีสิบกว่าคน
หนิงหู่ชี้ไปทางซ้ายขวา แล้วกล่าวเสียงต่ำ “ตอนนี้มีการห้ามออกนอกเคหสถานแล้ว ถึงแม้ชาวบ้านจะได้ยินเสียงอะไร ก็คงไม่ออกมาดู พวกเจ้าออกตรวจตราโดยรอบ หากพบผู้ใดอยู่บนถนน เพียงแค่สอบถามอย่างง่าย ๆ จะฆ่าหรือไม่ฆ่า ให้พวกเจ้าตัดสินใจเอง”
“ครึ่งชั่วยามหลังจากนี้ให้ไปรวมตัวกันที่ประตูเมือง”
องครักษ์ค่ายเทียนจีรับคำสั่งแล้วจากไป ส่วนหนิงหู่กุมบ่าที่ยังคงเจ็บปวดไม่หาย แล้วหันถามฉินเฟิงว่า “พี่ฉิน ศพของพี่น้องเราตอนนี้เก็บไว้ที่ประตูเมืองชั่วคราว ต้องรอให้การต่อสู้นอกเมืองจบลงก่อนจึงจะมีกำลังพอที่จะขนศพของพี่น้องออกไปได้ หมายความว่า อย่างน้อยต้องรออีกครึ่งชั่วยาม พวกเราถึงจะออกจากอำเภอชิงซานได้”
“ช่วงเวลานี้อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ไม่สู้ทำเช่นนี้ ท่านกับคุณหนูสามออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน รอพวกข้า…”
ไม่ทันที่หนิงหู่จะพูดจบ ฉินเฟิงก็โบกมือตัดบท แล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องพูดอีก ข้าไม่มีทางทิ้งพี่น้องไปก่อน ครึ่งชั่วยามก็ครึ่งชั่วยาม รออยู่ที่นี่แหละ”
ฉินเฟิงหมุนตัวกลับไปรอที่ศาลาว่าการอำเภอ เพียงเวลาผ่านหนึ่งก้านธูปก็มีทหารส่งสารวิ่งมา
“ท่านโหว ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น”
“เป็นไปตามที่ท่านคาดไว้ไม่มีผิด ทหารองครักษ์ที่เฉินซือนำมามีพลังในการต่อสู้สูงมาก เมื่อถูกโจมตีพวกเขาไม่ได้แตกกระเจิงหนี แต่กลับรวมตัวกันต่อต้าน”
“น่าเสียดาย เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน อีกทั้งก่อนหน้านี้คนสนิทส่วนใหญ่ของเฉินซือได้ยอมจำนนแล้ว จึงไม่มีทางกู้สถานการณ์กลับคืนมาได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเลือกที่จะต่อต้านในทันทีแทนที่จะหลบหนี กลับทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการหนีไป”
ฉินเฟิงพยักหน้า แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก
หนิงหู่ที่ติดตามฉินเฟิงมานานเข้าใจฉินเฟิงดีที่สุด เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “พี่ฉิน การสังหารคนสนิทของเฉินซือไม่มีความสำคัญมากนักหรือ?”
ผ่านไปครู่หนึ่งฉินเฟิงจึงถอนหายใจ พูดอย่างจริงจังว่า “แน่นอนว่าไม่มากนัก”
“บรรดาผู้ติดตามที่ไว้ใจได้เหล่านี้ แม้แต่ในยามสงครามพวกเขาก็มักทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการทัพเสียมากกว่า คอยช่วยเฉินซือในการกำกับดูแลการรบ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะไม่ออกไปยังแนวหน้า เมื่อการต่อสู้ใกล้จะสิ้นสุดหรือถึงเวลาถอนทัพ ทหารองครักษ์ผู้เก่งกาจเหล่านี้จึงจะได้แสดงฝีมือ”
“อีกอย่างฝ่ายตรงข้ามมีคนมากมาย ทั้งยังมืดมิดไร้แสงสว่าง ถึงทุกอย่างจะราบรื่นก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการมีผู้รอดพ้นไปได้”
“ไม่ว่าอย่างไร ทางเมืองหลวงจะได้รับข่าวที่แน่ชัดอย่างช้าที่สุดก็พรุ่งนี้ตอนเที่ยง”
“เมื่อตระหนักว่าได้แตกหักกันแล้ว ฮ่องเต้เป่ยตี๋จะไม่ลังเลแม้แต่น้อย พระองค์จะต้องส่งกองทัพใหญ่มาล้อมโจมตีไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เพื่อจับพวกเราเป็นตัวประกัน หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ การจับตัวข้าให้ได้ เป็นกุญแจสำคัญว่าฮ่องเต้เป่ยตี๋ จะผ่านพ้นวิกฤติฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้ไปได้หรือไม่”
“ส่วนเรื่องทหารองครักษ์ของเฉินซือ ก็แค่พวกเขาอยู่ใกล้พวกเรามากเกินไป หากไม่สังหาร พวกเขาจะต้องไล่ตามพวกเราแน่ ถึงตอนนั้น พวกเราจะตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ”
หากมีเพียงฉินเฟิงคนเดียววิธีการย่อมมีมากมาย แต่เมื่อรอบกายยังมีพี่น้องและคนรัก ฉินเฟิงก็ทำได้เพียง พระขวางสังหารพระ เทพเจ้าขวางสังหารเทพเจ้าแล้ว