บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 931 แข่งกับเวลา
บทที่ 931 แข่งกับเวลา
ท้ายที่สุดแล้วก็ยังเป็นไปตามคำพูดเก่าแก่ที่ว่า บนสนามรบ ความเมตตาต่อศัตรูก็คือความโหดร้ายต่อตนเอง
การต่อสู้นอกเมืองยาวนานกว่าที่ฉินเฟิงคาดการณ์ไว้ครึ่งชั่วยาม
หมายความว่า ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ การต่อสู้ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามพอดี
แม้จะคลาดเคลื่อนจากแผนเดิมมาก แต่ฉินเฟิงกลับไม่รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ในใจกลับยินดีอย่างลึกซึ้ง เพราะสถานการณ์บนสนามรบเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สภาวะที่มีจำนวนไม่ได้เปรียบ การที่สามารถกำจัดทหารคนสนิทของเฉินซือได้ภายในหนึ่งชั่วยามโดยไม่เกิดข้อผิดพลาดใหญ่หลวง ถือเป็นผลงานอันยอดเยี่ยมแล้ว
หลังจากพื้นที่นอกประตูเมืองถูกกวาดล้าง เหล่าทหารจากเมืองเป่ยซีก็ห่อศพของสหายทหารที่เสียชีวิตด้วยผ้าอย่างง่าย ๆ แบกขึ้นหลังม้า มุ่งหน้าไปยังฉางสุ่ย ฉินเฟิงและพี่น้องที่บาดเจ็บนั่งอยู่บนรถม้าที่ถูกเกณฑ์มาชั่วคราว และอยู่ในตำแหน่งกลางของขบวน
หนิงหู่ถูกเหล่าอู๋โจมตีบาดเจ็บที่ไหล่ จึงกลายเป็นผู้บาดเจ็บเช่นกัน เขาเลยติดตามอยู่ข้างฉินเฟิง ขณะออกเดินทาง หนิงหู่หันกลับมองด้านหลังเป็นระยะ กลัวว่าจะมีกองทัพศัตรูไล่ตามมา
อย่าดูแคลนที่ปกติหนิงหู่ใจร้อน เมื่อถึงเวลาที่สองกองทัพต้องเผชิญหน้ากัน เขากลับระมัดระวังยิ่งกว่าใคร
“พี่ฉิน ประเมินอย่างระมัดระวังแล้ว องครักษ์ของเฉินซือหนีรอดไปอย่างน้อยร้อยคน ตามการคำนวณเวลา เร็วที่สุดเพียงหนึ่งชั่วยามก็จะมีกองทหารม้าจากเมืองหลวงเป่ยตี๋มาไล่ล่าพวกเรา” เพื่อความปลอดภัย พวกเราควรวางกำลังซุ่มโจมตีก่อนหรือไม่ จะได้ถ่วงเวลาการไล่ล่าของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด?”
ความระมัดระวังนำพาเรือแล่นหมื่นปี คำกล่าวนี้ไม่เป็นเท็จ แต่ก็ต้องแยกแยะตามสถานการณ์
ไม่มีกลยุทธ์การรบใดที่ใช้ได้ตลอดกาล แม้แต่กลยุทธ์ที่แยบยลที่สุดก็ยังต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสถานที่และสถานการณ์
ฉินเฟิงส่ายหน้า กล่าวเสียงทุ้มว่า “ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก”
“คนสนิทของเฉินซือจะสามารถนำข่าวกลับเมืองหลวงได้เร็วที่สุดภายในหนึ่งชั่วยาม แต่ก็เพียงแค่นำกลับไปเท่านั้น”
“เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้ แม่ทัพธรรมดาไม่สามารถตัดสินใจได้ จำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ต่อกรมกลาโหม”
“แม้แค่รายงานไปยังกรมกลาโหมโดยไม่จำเป็นต้องรายงานถึงฮ่องเต้เป่ยตี๋ ตั้งแต่ต้นจนจบก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วยามครึ่ง เมื่อรวมกับการปรึกษาหารือและตัดสินใจ รวมถึงการส่งกำลังทหาร ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยามครึ่งถึงสามชั่วยามกองทหารม้าประจำเมืองหลวงจึงจะเริ่มการไล่ล่า”
“พวกเรามีคนจำนวนมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังต้องขนศพและผู้บาดเจ็บ ทำให้เคลื่อนที่ช้า เวลาเช่นนี้เราไม่ควรจำกัดตัวเอง แต่ควรคว้าโอกาสและเร่งเดินทางให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ฉินเฟิงมั่นใจเช่นนี้ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนนี้เกินความคาดหมายของทุกคน อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญ ขุนนางทั่วไปย่อมไม่กล้ารับภาระหนัก จำเป็นต้องรายงาน ซึ่งกลายเป็นโอกาสในการหนีรอดของฉินเฟิง
ส่วนการทิ้งทหารไว้เพื่อป้องกัน ไม่ใช่การตัดสินใจที่ชาญฉลาด ต้องรู้ว่าที่นี่คือเขตชานเมืองของเมืองหลวงเป่ยตี๋ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เป่ยตี๋สามารถระดมกองทหารม้าจำนวนมากได้ การทิ้งกองกำลังใด ๆ ไว้เพื่อซุ่มโจมตีจะมีประสิทธิภาพจำกัดมาก
สรุปด้วยประโยคเดียว คือ หนีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในสถานการณ์ที่ไม่มีเมืองเป็นที่พึ่ง ต้องไม่เปิดศึกใหญ่กับฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด
อำเภอชิงซานอยู่ไม่ไกลไม่ใกล้จากอำเภอฉางสุ่ย ทหารม้าเบาขี่ม้าเร่งรีบ ใช้เวลาเพียงสามชั่วยามกว่า ๆ ก็สามารถวิ่งไปถึงได้ แต่สำหรับฉินเฟิงที่กำลังหนีเอาชีวิตรอด ด้วยความเร็วนี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงเก้าชั่วยามซึ่งเป็นเวลาสามเท่า
แต่เพื่อยึดมั่นในหลักการ ‘ไม่ทอดทิ้ง ไม่ละทิ้ง’ ฉินเฟิงจึงต้องเสี่ยง
ขณะที่ฉินเฟิงนำทัพแม่ทัพนายกองควบม้าเร่งรีบมุ่งหน้าไปยังอำเภอฉางสุ่ย ทหารตระกูลเฉินที่หลบหนีไปได้ก็กลับถึงเมืองหลวงแล้ว
“เปิดประตู! เปิดประตู! ข้ามีข่าวด่วนทางทหาร!”
ทหารตระกูลเฉินยืนอยู่ใต้ประตูเมือง ตะโกนเสียงแหบแห้งสุดกำลัง เนื่องจากเป็นช่วงดึก ประตูเมืองเลยปิดแน่นหนา ทหารยามที่อยู่บนกำแพงเมืองมองทหารองครักษ์ตระกูลเฉินที่เต็มไปด้วยเลือด สภาพย่ำแย่ พวกเขาเริ่มระแวดระวัง
“เจ้าเป็นผู้ใด? รีบแจ้งชื่อมาเดี๋ยวนี้!”
ทหารตระกูลเฉินหอบแฮ่ก แต่กฌรีบกล่าวว่า “ข้า ข้าคือองครักษ์ของท่านแม่ทัพเฉิน รีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
ทหารยามขมวดคิ้วแน่น เอ่ยเสียงเข้ม “มีหลักฐานหรือไม่?”
หลักฐาน? เพื่อหนีเอาชีวิตรอด ทหารองครักษ์ตระกูลเฉินทิ้งทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นไปเกือบหมด และปิดบังตัวตน แม้แต่เกราะก็ถอดออก นอกจากเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย ทั่วทั้งตัวแทบไม่มีอะไรเลย เวลานี้เขาจะไปหาหลักฐานจากที่ใด?
เพื่อนำข่าวสารเข้าไปในเมือง ทหารตระกูลเฉินตะโกนเสียงดังลั่น “ข้าคือทหารคนสนิทของแม่ทัพเฉิน มีรายงานทางทหารด่วนที่สุดจะแจ้ง มีผู้ดูแลอยู่หรือไม่? รีบออกมาเดี๋ยวนี้ หากล่าช้าทำให้ข่าวกรองทางทหารเสียหาย พวกเจ้าจะต้องรับผิดชอบอย่างหนัก!”
เมื่อเห็นว่าทหารยามยังคงไม่ขยับเขยื้อน ทหารคนสนิทของตระกูลเฉินก็โกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ “หากข้าเป็นโจร ขอให้ตระกูลข้าล่มจมเก้าชั่วโคตร! หากข้าพูดความจริง ตระกูลพวกเจ้าจะถูกประหารทั้งครอบครัว กล้าหรือไม่?”
เนื่องจากข่าวกรองทางทหารเร่งด่วนและเป็นเรื่องสำคัญมาก ทหารตระกูลเฉินไม่กล้าบอกใครมั่วซั่ว จะแจ้งเนื้อหาของข่าวกรองได้เฉพาะต่อหน้าผู้บังคับบัญชา
ทหารยามเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดลอย ๆ เพื่อความไม่ประหมาดจึงแจ้งนายกองที่ดูแลประตูเมือง
นายกองแซ่หวังผู้ดูแลประตูเมืองรู้ดีว่าช่วงนี้บ้านเมืองไม่สงบ มักมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องรับผิดชอบ เขารีบขึ้นกำแพงเมือง แล้วตะโกนถามทหารคนสนิทที่อยู่ด้านล่างว่า “เหตุใดจึงมาเคาะประตูเมืองดึกดื่น? มีข่าวกรองทางทหารใดจะรายงาน?”
ทหารตระกูลเฉินถามเสียงดัง “เจ้าเป็นผู้ดูแลที่นี่หรือไม่?”
นายกองหวังรีบตอบ “ข้าคือนายกองผู้ดูแลเมือง แถวนี้ไม่มีผู้ใดตำแหน่งสูงกว่าข้า มีธุระใดรีบว่ามา อย่าได้อ้อมค้อม”
ทหารตระกูลเฉินไม่ลังเล ตะโกนบอก “ฉินเฟิงก่อสงครามแล้ว”
อะไรนะ?
พอได้ยินคำพูดนั้น นายกองหวังชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความงุนงง เขาเอ่ยเสียงทุ้ม “ก่อกบฏอะไรกัน”
ทหารตระกูลเฉินตบขาตัวเองด้วยความร้อนใจ “ฉินเฟิงถูกจู้กั๋วนำทัพลอบสังหาร การกระทำจู้กั๋วยั่วยุเขาอย่างถึงที่สุด แม่ทัพเฉินนำของพวกข้าเร่งรีบไปช่วยเหลือ แต่ระหว่างทางกลับ เมื่อผ่านอำเภอชิงซาน ฉินเฟิงหลอกล่อให้พวกข้าถอดเกราะ แล้วจู่โจมอย่างกะทันหัน สังหารผู้คนนับไม่ถ้วน แม่ทัพเฉินก็ถูกฉินเฟิงหลอกเข้าไปในเมือง เกรงว่าจะเกิดเหตุร้าย ข้าจึงรีบกลับมารายงานเรื่องนี้”
ภายในหัวนายกองหวังอื้ออึง เขากลิ้งลงมาจากกำแพงเมือง สั่งให้ทหารยามควบคุมตัวทหารตระกูลเฉินไว้ที่ประตูเมือง ส่วนตัวเขาขึ้นม้า ควบตรงไปยังกรมกลาโหม
เนื่องจากดึกมากแล้ว ภายในกรมกลาโหมจึงเหลือเพียงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งอยู่เวรยาม
เมื่อนายกองหวังวิ่งเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของกรมกลาโหมก็ทำเอาเจ้าหน้าที่ตกใจสุดขีด พลันกล่าวว่า “รีบร้อนมา ไม่แจ้งล่วงหน้า ไร้มารยาทไม่ใช่หรือ?”
นายกองหวังจะมัวสนใจอะไรกับมารยาทอยู่อีก? เขารายงานด้วยความตื่นตระหนก “ฉินเฟิงก่อส่งคราม แม่ทัพเฉินผู้ยิ่งใหญ่สงสัยว่าจะประสบชะตากรรมไม่คาดฝัน”
คำพูดนี้ราวไม้กระบองตีเข้าที่ศีรษะเจ้าหน้าที่กรมกลาโหม กว่าจะได้สติกลับคืนมาก็ผ่านไปครู่ใหญ่