บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 932 ปราบปรามฉินเฟิง
บทที่ 932 ปราบปรามฉินเฟิง
เจ้าหน้าที่กรมกลาโหมคว้าไหล่ของนายกองหวังด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง
“เจ้า เจ้าแน่ใจแล้วหรือ? เรื่องนี้สำคัญมาก หากเกิดความผิดพลาดจะเป็นเรื่องใหญ่ อาจถึงขั้นต้องสังเวยชีวิต”
สีหน้านายกองหวังหม่นหมอง หากไม่จำเป็นจริง ๆ ผู้ใดจะอยากรายงานข่าวร้าย?
เขารีบอธิบาย “นี่เป็นคำพูดของทหารตระกูลเฉินที่หนีกลับมาตอนนี้ควบคุมตัวอยู่ที่ประตูเมืองแล้ว”
ได้ยินแบบนี้ เจ้าหน้าที่กรมกลาโหมรีบโบกมือ สั่งให้นายกองหวังรีบพาคนมา เรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องสืบให้กระจ่าง ห้ามมีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย รายงานสถานการณ์เท็จ ไม่ใช่แค่จะถูกลดขั้น แต่อาจถึงขั้นต้องสังเวยชีวิต!
นายกองไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อย รีบกลับไปที่ประตูเมือง สั่งการให้นำทหารตระกูลเฉินไปยังกรมกลาโหม
ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมได้รับข่าวและมาถึงแล้ว เนื่องจากยังไม่สามารถแยกแยะข้อจริงเท็จจึงยังไม่ได้แจ้งเสนาบดีกรมกลาโหม
ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมจ้องมองทหารตระกูลเฉินเขม็ง แล้วตวาดเสียงดุดัน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการรายงานข่าวทหารเท็จมีโทษสถานใด?”
เผชิญหน้ากับคำถามของผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหม ทหารตระกูลเฉินที่คุกเข่าอยู่บนพื้นร่ำไห้โฮ “หากมีคำเท็จแม้เพียงครึ่งคำ ถึงจะถูกประหารทั้งเก้าชั่วโคตรข้าน้อยก็ยินดี น่าเสียดาย แม่ทัพเฉินไว้ใจฉินเฟิง สุดท้ายกลับถูกล่อเข้าเมืองและสังหาร”
เห็นสภาพเช่นนี้ ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมก็เชื่อแล้ว รื่องนี้คงเป็นความจริงเมื่อนึกถึงว่าเฉินซือถูกฉินเฟิงหลอกล่อไปฆ่า ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดหัวใจ มองไปทั่วทั้งราชสำนัก ก็มีเพียงเฉินซือที่เป็นแม่ทัพเก่งกล้า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
เจ้าสารเลวฉินเฟิงกล้าลงมือโดยไม่ลังเลเช่นนี้…
ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมโกรธจัด “เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?!”
“การเคลื่อนพลจำนวนมาก หากไม่ได้รับการยกเว้นจากกรมกลาโหมและฝ่าบาทย่อมถูกห้ามไม่ให้เข้าใกล้เมืองใด ๆ นี่เป็นเรื่องพื้นฐาน ท่านแม่ทัพเฉินจะไม่รู้ได้อย่างไร?”
ทหารรักษาการณ์ตระกูลเฉินพูดทั้งน้ำตาทั้งน้ำมูก “ฉินเฟิง โกหกว่าจะสร้างโลงศพเพื่อเก็บศพทหารที่เสียชีวิตในสงคราม แม่ทัพเฉินเพื่อปลอบประโลมฉินเฟิงจึงยอมผ่อนปรนกฎเป็นกรณีพิเศษ ผู้ใดจะคิดว่า…”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงกลาโหมยิ่งกัดฟันกรอด “พวกเจ้าทำอะไรกินอยู่? ทำไมไม่ติดตามอยู่ข้างกายแม่ทัพเฉิน?”
ทหารตระกูลเฉินสีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ “แม่ทัพบอกว่าพวกข้าสวมชุดเกราะ ไม่ควรบุกเข้าเมืองตามอำเภอใจเพราะจะรบกวนชาวบ้าน แม่ทัพเฉินกับฉินเฟิงเข้าเมืองอย่างเงียบ ๆ ก็พอ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษท่านแม่ทัพที่ไว้ใจฉินเฟิงมากเกินไป เจ้าสุนัขฉินเฟิง ขอให้มันตายอย่างทรมาน!”
ช่างไร้เดียงสา!
ผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงกลาโหมโกรธจนตัวสั่น ระหว่างเฉินซือกับฉินเฟิงมีบุญคุณอะไรกัน? ทั้งสองคนเป็นศัตรูคู่อาฆาตในสนามรบ หากมีโอกาสฉินเฟิงย่อมลงมือสังหารเฉินซืออย่างไม่ปรานี
แต่เรื่องนี้ก็ไม่อาจโทษเฉินซือได้ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษหลู่หลี ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องดี ๆ ที่เขาทำ ป่านนี้ฝ่าบาทกับฉินเฟิงคงเริ่มเจรจากันแล้ว คนสองคนสบตากัน แล้วถอนหายใจ แม้จจะจนใจ แต่เมื่อคำนึงถึงว่าจะต้องนำข่าวร้ายนี้ไปแจ้งแก่ฝ่าบาท พวกเขาทั้งสองก็ได้แต่ต้องปรึกษาหารือกันก่อนล่วงหน้า
“ใต้เท้าหลี่ เรื่องนี้ควรจะทำอย่างไรดี” เสนาบดีกรมกลาโหมถามอย่างระแวดระวัง
หลี่อวี้ส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “จะทำอย่างไรได้เล่า ทำได้แค่รายงานตามความเป็นจริง”
“พึงระลึกไว้ อย่าได้ปิดบังสิ่งใด ทำทุกอย่างตามกฎระเบียบขั้นตอนก็พอ อย่าได้หาเรื่องยุ่งยากให้ตัวเอง”
เสนาบดีกรมกลาโหมพยักหน้า เขาไม่ลังเล เดินตามหลังหลี่อวี้ตรงไปยังห้องทรงพระอักษร ขณะที่ทั้งสองคนผลักประตู เตรียมเข้าเฝ้า พวกเขากลับต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
ฮ่องเต้เป่ยตี๋ประทับนั่งสูงอยู่บนบัลลังก์มังกรเบื้องหน้ามีคนสองคนยืนอยู่
คนหนึ่งคือเฉินซือผู้ที่ควรจะประสบชะตากรรมเลวร้าย และข้าง ๆ เป็นชายชราในชุดดำ
หลี่อวี้ประหลาดใจ “ท่านแม่ทัพเฉิน ท่าน ท่านไม่ได้…”
ก่อนที่หลี่อวี้จะพูดจบ เฉินซือถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “หากไม่ใช่ผู้อาวุโสอู๋ช่วยชีวิต ข้าคงถูกฉินเฟิงตัดหัวไปแล้ว”
“ใต้เท้าหลี่ เสนาบดีกรมกลาโหม พวกเจ้ามาได้จังหวะพอดี มาร่วมหารือเรื่องการปราบปรามฉินเฟิงเถิด”
ปราบปรามฉินเฟิง…
ได้ยินคำพูดนี้ หัวใจของหลี่อวี้สั่นสะท้าน สิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด ในที่สุดก็เกิดขึ้นเสียแล้ว การปราบปรามฉินเฟิงหมายถึงการทุ่มเทสุดตัว สงครามในฤดูหนาวยากจะหลีกเลี่ยงแล้ว
เมื่อเรือแล่นออกจากท่ หลี่อวี้ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก ได้แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ เท่านั้น
ตอนนี้สีหน้าของฮ่องเต้เป่ยตี๋ย่ำแย่นัก เมื่อครู่พระองค์กำลังพิจารณาว่าจะปลอบประโลมฉินเฟิงอย่างไร แต่จู่ ๆ เหล่าอู๋พาเฉินซือเข้ามาในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็ทรงทราบแล้วว่าต้องมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อถามไถ่ก็เป็นไปตามคาด ฉินเฟิงกับชาวเป่ยตี๋แตกหักกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ฮ่องเต้เป่ยตี๋แค้นเคืองอย่างยิ่ง อยากจะเอาศพของหลู่หลีมาเฆี่ยนให้ยับ คนผู้นี้สมควรได้ชื่อว่าเป็นอาชญากรในรอบพันปีที่นำความหายนะมาสู่แคว้นและประชาชน!
น่าเสียดาย หลู่หลีตายแล้ว แทนที่จะเสียเวลาไปกับศพ สู้ทุ่มเทกับปัญหาที่เผชิญอยู่ตรงหน้าจะดีกว่า
ฮ่องเต้เป่ยตี๋ไม่อ้อมค้อม พูดตรงประเด็นว่า “แนวโน้มของสงครามฤดูหนาวขึ้นอยู่กับฉินเฟิง หากสามารถจับตัวฉินเฟิงได้ล่วงหน้า ใช้เป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่ ไม่เพียงแต่จะได้เปรียบ ยังสามารถเจรจาต่อรองกับแคว้นต้าเหลียงใหม่ได้ กลับกัน หากไม่สามารถจับฉินเฟิงได้ ปล่อยให้สงครามลุกลาม เกรงว่า…”
ฮ่องเต้เป่ยตี๋ไม่ได้พูดต่อ ท้ายที่สุดแล้วการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเสี่ยงครั้งสุดท้าย ทั้งยังเป็นความเสี่ยงสูง หากไม่ใช่เพราะหลู่หลีก่อเรื่อง ฮ่องเต้เป่ยตี๋คงไม่ยอมเดินหมากอย่างแน่นอน เสนาบดีกรมกลาโหมรีบเสนอความคิดเห็น
“ฝ่าบาท พวกเราควรส่งกองทหารม้าออกไปไล่ล่าสังหารพวกมัน!”
“รอบตัวฉินเฟิงมีศพและผู้บาดเจ็บมากมาย คาดว่าคงเดินทางได้ไม่เร็วนัก หากเราสกัดกั้นก่อนที่จะกลับถึงฉางสุ่ย ก็ยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้”
เฉินซือกับเหล่าอู๋ต่างพร้อมใจกันปฏิเสธ
“ไม่ได้!”
เฉินซือขมวดคิ้วแน่น “ฉินเฟิงได้พิสูจน์มาแล้วหลายครั้งแล้วว่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขามีพลังในการต่อสู้และขวัญกำลังใจที่แข็งแกร่งเพียงใด การส่งทหารม้าเบากลุ่มเล็กไปไล่ล่า นอกจากจะเพิ่มการสูญเสียก็ไม่มีความหมายอื่นใดอีก ส่วนการส่งกองกำลังใหญ่ไปก็จะเสียเวลามากนัก”
“ตามความเห็นของข้า ไม่สู้ส่งกองทัพ บุกตรงไปยังอำเภอฉางสุ่ย ฉวยโอกาสตอนที่ฉินเฟิงยังไม่ทันตั้งตัว โจมตีอย่างหนัก!”
“อำเภอฉางสุ่ย เดิมเป็นเพียงอำเภอรอบเมืองหลวง กำแพงเมืองเตี้ย ทั้งยังไม่มีป้อมปราการป้องกันที่แข็งแกร่ง หากโจมตีอย่างหนักก็คงต้านทานไม่ได้นาน”