บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 940 พลังศัตรูกับเราต่างกันสิบเท่า
บทที่ 940 พลังศัตรูกับเราต่างกันสิบเท่า
ทารกที่ขาดสารอาหารหมายความว่า มารดาได้รับอาหารไม่เพียงพอ น้ำนมไม่พอ แม่กับลูก ครอบครัวมีสองคนยังกินไม่อิ่ม ก็เพียงพอจะจินตนาการได้ว่าคนอื่น ๆ มีชีวิตที่ลำบากเพียงใด
“แล้วมารดาของเด็กคนนี้เล่า?”
“แม้ต่อไปจะต้องอยู่กับพวกเรา แต่ก็ยังเป็นเด็ก ไม่มีผู้ใดสามารถทดแทนมารดาผู้ให้กำเนิดได้” ฉินเฟิงถาม
หลี่เซียวหลานรีบตอบ “นางกลับมาพร้อมกับพวกเรา หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จก็กลับไปพักผ่อน นางคงเหนื่อยมาก”
ฉินเฟิงพยักหน้า แล้วกำชับว่า “รอบ ๆ ตัวพวกเรามีปากเพิ่มขึ้นอีกสองปากไม่นับว่าเป็นอะไร แต่ก็ต้องระวังความพอดีด้วย อย่างไรสองแม่ลูกก็เป็นแค่ชาวบ้าน ถ้าจู่ ๆ ได้ดิบได้ดีย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะหลงละเลิง หากทำเรื่องเลวร้าย เรื่องตลกนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ชอบก็ชอบไป แต่อย่าตามใจเกินเหตุ”
ได้ฟังคำพูดนี้ สายตาหลี่เซียวหลานที่มองฉินเฟิงเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง นางกล่าวอย่างประหลาดใจ “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าพูดเช่นนี้ ไม่เหมือนคุณชายที่ยังไม่ได้แต่งงานเลย กลับเหมือนเป็น…”
หลี่เซียวหลานไม่ได้พูดต่อ ฉินเฟิงยังอายุน้อย ทั้งยังอยู่ในสายตาพวกนางที่เป็นพี่หญิงทั้งสี่คนย่อมไม่มีทางไปแอบมีลูกนอกสมรสที่ใดได้ ประสบการณ์ของฉินเฟิงแน่นอนว่าต้องมาจากการได้เห็น
ฉินเฟิงรู้ความนัยของหลี่เซียวหลาน เขาอธิบายยิ้ม ๆ “ฮ่า ๆ ข้าก็เพียงแต่ได้เห็นโลกและความเป็นไปของมนุษย์มามาก แน่นอนว่าข้ายังเป็นเด็ก ไม่เคยมีประสบการณ์การเป็นพ่อ”
เด็ก?
เสิ่นชิงฉือหลุดขำ ครั้นรู้ตัวว่าเสียมารยาท นางก็กระแอมเบา ๆ แล้วปรับสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เจ้ายังเป็นเด็กอยู่หรือ? เฮอะ ช่างไม่อายปาก!”
“ทั่วทั้งเป่ยตี๋ต่างมองเจ้าเป็นภัยพิบัติร้ายแรง ใต้หล้าไม่มีเด็กแบบเจ้าสักคน”
ฉินเฟิงได้ฟังก็ไม่พอใจ เขาตบอก กล่าวอย่างหนักแน่น “บุรุษ จนวันตายก็ยังคงเป็นเยาวชน!”
ทารกน้อยในอ้อมแขนหลี่เซียวหลานยังหลับอยู่ และเพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เด็กน้อยตื่น ฉินเฟิงเลยตั้งใจกดเสียงลง ทว่าจู่ ๆ กลับมีเสียงตะโกนดังมาจากนอกศาลาว่าการอำเภอ เป็นเสียงของหนิงหู่
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว หนิงหู่ไม่ได้กำลังพักรักษาตัวอยู่หรอกหรือ? ทำไมถึงออกมาอีกแล้ว?
ฉินเฟิงเดินผ่านศาลาว่าการอำเภอออกไปดูก็เห็นหนิงหู่กำลังเท้าเอว สั่งการให้ทหารขนเสบียงขึ้นไปบนกำแพงเมือง
“รีบเร่งหน่อย กองทัพศัตรูมาถึงประตูเมืองได้ทุกเมื่อ พวกเรามีคนไม่พอ จำเป็นต้องให้หนึ่งคนทำงานเท่ากับสองคน แม้จะเหนื่อยหน่อยก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ พอถึงเวลากินข้าว ทุกคนอ้าปากให้กว้าง แล้วกินให้เต็มที่!”
ฉินเฟิงเดินเข้ามาตบไหล่หนิงหู่ โชคร้ายดันไปตบโดนแผลของเขาเข้า ทำเอาหนิงหู่เจ็บจนต้องกัดฟันแน่น
หนิงหู่หันขวับ กำลังจะด่า แต่พอเห็นว่าเป็นฉินเฟิงก็รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มแย้ม
“ฮ่า ๆ พี่ฉิน เจ้าไม่อยู่เล่นกับเด็กน้อยที่เรือนหลังเล่า ออกมาทำไมกัน?”
เล่นกับเด็ก? ฉินเฟิงแค่นเสียงไม่พอใจ แล้วกล่าวว่า “เฮ่อ ๆ ข้าสิต้องถามเจ้า ไม่ดูแลบาดแผลให้ดี ลุกออกมาทำอะไรอยู่?”
หนิงหู่ถูกเหล่าอู๋ลอบทำร้าย ไหล่ถูกเข็มเหล็กยิงทะลุ บาดเจ็บหนัก แต่ดูเขาเถิด ช่างทำตัวไม่กลัวตาย ผ่านไปไม่ทันไรก็มากระโดดโลดเต้นอยู่อีกแล้ว
บางครั้งฉินเฟิงก็อดอิจฉาร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าของหนิงหู่ไม่ได้จริง ๆ
หนิงหู่เชิดหน้า ทำท่าทีไม่ใส่ใจ “บาดแผลเล็กน้อย ไม่ต้องสนใจ อีกอย่าง จางเจิ้นไห่กับหลิ่วหมิงบาดเจ็บหนัก ถึงฟื้นแล้วก็ยังอ่อนแอ ต้องมีหมอคอยดูแลตลอด ตอนนี้ในเมืองขาดคน หากข้ายังหลบอยู่ข้างหลัง แล้วผู้ใดจะช่วยเจ้าได้?”
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ เมื่อคืนเจ้า…จู่ ๆ ก็หมดสติไป” พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของหนิงหู่หม่นหมองยิ่ง สายตาทั้งกังวลและโกรธ ตำหนิฉินเฟิงที่ไม่ใส่ใจดูแลร่างกายตัวเอง
ต้องรู้ไว้ว่า ฉินเฟิงคือเสาหลักของทุกคน ผู้ใดจะล้มลงจะตายก็ได้ทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่ฉินเฟิง
เห็นแววตาตำหนิของหนิงหู่ ฉินเฟิงลูบจมูกของตัวเองเบา ๆ ไม่กล่าวคำใดเรื่องเมื่อคืน เพียงถามเปลี่ยนเรื่องว่า “ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
หนิงหู่กอดอกมองดูกองทหารที่กำลังมุ่งหน้าไปยังกำแพงเมืองเป็นกลุ่ม ๆ เอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตอนนี้มีข่าวดีหนึ่งอย่างและข่าวร้ายหนึ่งอย่าง เจ้าอยากฟังข่าวใดก่อน?”
เวลาแบบนี้ยังมัวอ้อมค้อมอยู่อีก!
ฉินเฟิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ข่าวดี!”
แม้จะเป็นข่าวดีแต่หนิงหู่กลับถอนหายใจ “ตามรายงานจากทหารสอดแนมและสายลับที่แทรกซึมเข้าไปในหน่วยนกฮูกราตรี ฝ่ายศัตรูยังอยู่ในขั้นตอนรวมกำลังพล คำนวณจากความเร็วในการรวบรวม ภายในครึ่งเดือนย่อมยังไม่มีกองทัพใหญ่ศัตรูมาโจมตี แต่ไม่นับรวมทหารม้าเบา”
“สถานการณ์ของทหารม้าเบาศัตรู แม้ข้าไม่พูดเจ้าก็คงรู้กระมัง”
ฉินเฟิงพยักหน้า จุดแข็งของทหารม้าเบาคือความคล่องตัว สามารถรวมกำลังทหารจำนวนมากได้ในเวลาสั้น ๆ และพร้อมรบทันที ตามการคาดการณ์ ทหารม้าเบาของฝ่ายศัตรูคงล้อมเมืองฉางสุ่ยแน่นหนาแล้ว ตอนนี้มีเพียงทหารสอดแนมและสายลับเท่านั้นที่ยังพอเคลื่อนไหวอยู่ภายนอกได้ แต่ก็คงยากลำบากมาก
นอกเหนือจากนี้ ผู้ใดก็ตามที่ออกจากเมือง ล้วนมีโอกาสถูกทหารม้าเบาล้อมสังหาร พูดมห้ชัดคือ แม้ว่ากองทัพศัตรูยังไม่ได้บุกมาถึงประตูเมือง แต่อำเภอฉางสุ่ยก็ได้กลายเป็นเมืองปิดตายแล้ว ไม่มีผู้ใดออกไปได้ตามอำเภอใจ
และจากข้อมูลที่ฉินเฟิงได้รับ คาดว่าทหารม้าเบาที่เคลื่อนไหวอยู่รอบอำเภอฉางสุ่ยคงมีอย่างน้อยห้าพันคน
การรบยึดเมืองเริ่มขึ้นแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ปะทะกันเท่านั้น
ฉินเฟิงสูดหายใจลึก สงบจิตใจ แล้วถามว่า “แล้วข่าวร้ายเล่า?”
หนิงหู่ขมวดคิ้วแน่น ท่าทางจริงจัง ไม่มีท่าทีขี้เล่นอีก เขากล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “กำลังพลของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก”
“แม้ฤดูหนาวจะทวีความรุนแรง ฮ่องเต้เป่ยตี๋จะไม่ได้สิ้นเปลืองทรัพยากรและเงินทองระดมพลกองทัพท้องถิ่น อีกทั้งพวกเรามีคนน้อย เพียงใช้กองทัพประจำเมืองหลวงก็สามารถรับมือได้อย่างง่ายดาย ฮ่องเต้เป่ยตี๋ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะส่งกองทัพเพิ่มเติม”
“แต่กองทัพประจำเมืองหลวงทั้งหมดมีถึงแปดหมื่นคน! แม้จะมีเพียงสองในสิบของทหารที่เข้าร่วมการต่อสู้ก็ยังมีถึงหนึ่งหมื่นหกพันคน”
“ขณะที่พวกเรามีเพียงหนึ่งพันแปดร้อยคน”
“และทหารหนึ่งพันแปดร้อยคนนี้ก็เป็นผลจากการลอบนำกำลังพลเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลังจากเรามาถึงเมืองหลวงเป่ยตี๋”
ตอนแรกฉินเฟิงนำทหารมาเพียงหนึ่งพันคน แต่เพื่อรับมือกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เลยสั่งให้กองกำลังขนาดเล็ก ‘ลักลอบ’ เข้าเป่ยตี๋มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าร่วมกับกองกำลังที่ติดตามเขามาตั้งแต่แรก และยิ่งหลังจากเริ่มบริหารอำเภอฉางสุ่ย สามารถทำอะไรได้มากขึ้น ทำให้ช่วงที่มีมากที่สุด ผู้ใต้บัญชาฉินเฟิงมีมากถึงสองพันคน
แต่หลังจากต่อสู้ที่อำเภอชิงซาน สูญเสียพี่น้องไปถึงหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดคน อีกทั้งทหารสอดแนมที่ส่งออกไปก็ถูกทหารม้าเบาของข้าศึกล้อมไว้ ไม่สามารถกลับเข้าเมืองได้ ทั่วทั้งอำเภอฉางสุ่ยตอนนี้ ทหารที่สามารถรบได้เลยเหลือเพียงหนึ่งพันแปดร้อยคน
ในฐานะฝ่ายตั้งรับ การอาศัยกำแพงเมืองต้านทานศัตรูที่มีกำลังมากกว่าตนสิบเท่า ความจริงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาอยู่ที่…ทหารฝ่ายศัตรูเป็นกองทัพประจำการเมืองหลวง…ล้วนเป็นทหารชั้นยอด!
ไม่ว่าจะเป็นขวัญกำลังใจหรืออาวุธยุทโธปกรณ์เหนือกว่าทหารประจำการท้องถิ่นอย่างไม่อาจเทียบกันได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ในมือของศัตรูต้องมีเครื่องมือโจมตีกำแพงเมืองขนาดใหญ่อยู่แน่นอน!