บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 939 พ่อจำเป็น
บทที่ 939 พ่อจำเป็น
ไม่รู้ว่าจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดนานเท่าใด กระทั่งได้ยินเสียงอึกทึกดังขึ้นข้างหู ฉินเฟิงจึงค่อย ๆ ได้สติ พอลืมตาก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียง เสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงนอนอยู่ข้างเตียง
พวกนางหลับสนิท เห็นได้ชัดว่าคอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงมานานแล้ว
ฉินเฟิงนวดขมับที่ปวดตุบ ก้มมองร่างกายตนเอง พบว่ามีผ้าพันแผลพันอยู่หลายแห่ง ส่วนความทรงจำหยุดอยู่แค่เมื่อคืนที่ลานฝึก ภาพหลังจากเกณฑ์ทหารเขาจำอะไรไม่ได้เลย
“ลางดีไม่ดีเสียแล้ว”
ฉินเฟิงพึมพำเบา ๆ การที่จู่ ๆ ก็หมดสติและสูญเสียความทรงจำชั่วคราว คงไม่ใช่ว่าทำงานหนักเกินไปจนล้มป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่างกระมัง? เหมือนว่าช่วงนี้จำเป็นต้องพักผ่อนให้ดี ๆ เสียแล้ว หากวันใดเกิดตายกะทันหันคงจะเสียหายหนัก ความจริงฉินเฟิงจำไม่ได้แล้วว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเปลี่ยนจากนายน้อยเจ้าสำราญที่วัน ๆ เอาแต่กิน แล้วก็นอนรอความตาย กลายเป็นคนขยันขันแข็งที่ตื่นแต่เช้าตรู่
แต่พูดก็พูดเถิด การถูก ‘กักตัว’ อยู่ที่อำเภอฉางสุ่ยเพื่อทำสงครามคราวนี้ เขาคงพอได้พักผ่อนสักสามเดือน
แม้ต่อจากนี้จะต้องเผชิญกับสงครามรุนแรงเกินกว่าจะจินตนาการ แต่เรื่องสงคราม นานวันเข้าก็ชินไปเอง อย่างไรก็แค่ต้องมุ่งความสนใจไปที่สงคราม ไม่จำเป็นต้องวอกแวกเรื่องจุกจิกปลีกย่อยอื่น ๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงการปลุกสาวใช้ทั้งสองคน ฉินเฟิงเคลื่อนไหวแผ่วเบา ค่อย ๆ ย่องออกจากห้องอย่างระมัดระวัง พอออกมาหน้าประตู เขาก็เห็นหลี่เซียวหลานกกับเสิ่นชิงฉือนั่งอยู่ในลานบ้าน พูดคุยหัวเราะมีความสุข และในอ้อมกอดของหลี่เซียวหลานยังอุ้มทารกน้อยที่ห่อตัวอยู่ในผ้าอ้อม
หลี่เซียวหลานทำลายท่าทีปกติของนาง ดวงตาของนางอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางค่อย ๆ โยกเด็กน้อยในอ้อมกอดเบา ๆ ทั่วร่างกายของนางแผ่ซ่านความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า…ความรักของแม่กระมัง?
“พี่หญิงใหญ่ ดูสิ เจ้าตัวน้อยน่ารักน่าชังจริง ๆ”
“พวกเรามีวาสนาต่อกันนะเจ้าตัวน้อย”
สายตาเสิ่นชิงฉือดวงตาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางเขี่ยจมูกทารกเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ๆ ไม่เพียงแต่ลูกของมนุษย์ แม้แต่ลูกของแมวหรือหมาก็น่ารักยิ่งนัก แต่ข้าได้ยินท่านแม่บอกว่า ยิ่งเด็กโตขึ้นก็ยิ่งทำให้คนเป็นห่วงไม่เว้นวัน”
“น้องหฺญิงสาม เจ้าอุ้มเด็กกลับมาจากข้างนอก ช่างกล้าหาญเหลือเกิน หากเฟิงเอ๋อร์รู้เข้าจะทำเช่นไรดี?”
หลี่เซียวหลานแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่เป็นไร เฟิงเอ๋อร์ต้องเข้าใจแน่”
“อีกอย่าง ตอนถูกล้อมที่หมู่บ้านหวังกั่ง ข้าเคยบอกไว้แล้วว่า หากสามารถรอดพ้นจากอันตรายได้ ข้าจะรับเด็กคนนี้เป็นบุตรบุญธรรม”
แม้ปกติเสิ่นชิงฉือจะมีท่าทางเย่อหยิ่ง แต่ในใจนางกลับอ่อนโยนมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทางน่ารักของเด็กน้อยก็ราวกับทั้งตัวจะละลายไปหมด อีกทั้งหลี่เซียวหลานมีวาสนากับเด็กคนนี้ เสิ่นชิงฉือก็ไม่ติดใจ เพียงถามว่า “เด็กคนนี้ชื่ออะไรหรือ?”
หลี่เซียวหลานตอบอย่างไม่ใส่ใจ “หนิวเอ้อร์”
พอได้ยินชื่อนี้เสิ่นชิงฉือเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมา “เป็นชื่อของสามัญชนจริง ๆ”
“เจ้าไม่สู้เปลี่ยนชื่อให้เสียหน่อยหรือ?”
“เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าเด็กคนนี้ไม่มีบิดา? เช่นนั้นเปลี่ยนเป็นแซ่ฉินเถิด”
ขณะที่สตรีทั้งสองกำลังปรึกษากัน เสียงของฉินเฟิงก็ดังขึ้นด้านหลังพวกนาง
“หนิวเอ้อร์? ข้าคิดว่าชื่อนี้ไม่เลว ชื่อต่ำต้อยเลี้ยงง่าย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน อีกอย่างผู้นำตระกูลฉินก็ไม่ใช่ข้า หากอยากให้เขาใช้แซ่ฉิน ต้องให้ท่านพ่อพยักหน้าเห็นชอบเสียก่อน”
สตรีทั้งสองคนที่เมื่อครู่ยังพูดคุยหัวเราะร่า พอได้ยินเสียงที่ดังขึ้นกะทะหันก็พร้อมใจกันหันมอง เห็นฉินเฟิงฟื้นแล้ว เสิ่นชิงฉือยินดีและดีใจนัก นางรีบลุกไปต้อนรับ
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าตื่นแล้วหรือ? ดีจริง ๆ ดีมาก”
เสิ่นชิงฉือเดินมาถึงตรงหน้า ฉินเฟิงก็กางแขนออก โผเข้ากอดเสิ่นชิงฉือไว้แน่น
พอโดนกอดกะทันหัน เสิ่นชิงฉือไม่คุ้นชิน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย แต่พอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ระหว่างฉินเฟิงกับหลี่เซียวหลาน ความรู้สึกของเสิ่นชิงฉือก็ปั่นป่วน นางไม่ผลักฉินเฟิงออก แต่ก้มหน้าลง ยอมให้เขากอดเงียบ ๆ
พอเห็นพี่หญิงใหญ่ผู้สูงส่งและทะนงตนแสดงท่าทางเขินอายราวกับเด็กสาว ฉินเฟิงคอแห้งผาก ลิ้นแข็งขึ้นมา แต่เมื่อพิจารณาว่าช่วงนี้ตนเองเหนื่อยล้าเกินไป ประกอบกับศึกใหญ่กำลังจะมาถึง ฉินเฟิงจึงจำต้องกดความคิดชั่วร้ายไว้ก่อน0
“พี่หญิงใหญ่ เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นหรือ ข้าจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด” ฉินเฟิงกอดเสิ่นชิงฉือพลางหาเรื่องคุย
ผู้พูดไม่ได้ตั้งใจ แต่ผู้ฟังกลับคิดไปไกล เสิ่นชิงฉือที่เมื่อครู่ยังอาย ๆ พลันตื่นตระหนก
นางผละออก แล้วมองฉินเฟิง กล่าวด้วยความกังวล “แม้หมอจะบอกว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่เมื่อคืนเจ้าเป็นลม น่าตกใจมาก”
ฉินเฟิงถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างตื้นตัน “ก็นั่นสิ เพิ่งผ่านการต่อสู้มา แม้จะไม่ได้บาดเจ็บสาหัส แต่บาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีมาก เสียเลือดไปไม่น้อย ทั้งตัวอ่อนแรงเหลือเกิน ทั้งยังเดินทางและทำงานหนักติดต่อกัน ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าก็คงไม่อาจทนไหว แต่ถ้าหมอบอกว่าไม่มีปัญหาก็คงไม่เป็นไร”
เพื่อให้เสิ่นชิงฉือสบายใจ ฉินเฟิงจงใจพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ
เสิ่นชิงฉือกัดริมฝีปากบางเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างน้อยใจ “เจ้าก็รู้ว่าร่างกายเจ้าไม่ได้ทำจากเหล็ก ช่วงนี้พักผ่อนให้ดี ๆ เข้าใจหรือไม่ อย่าแบกรับทุกอย่างไว้กับคนเดียวเลย”
ปกติฉินเฟิงเป็นคนขี้เกียจ หากเป็นไปได้ชอบนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงดีกว่าลงมือทำทุกสิ่งเอง แต่ตอนนี้เป็นช่วงที่ต้องการคน ทั้งหนิงหู่ หลิ่วหมิง และจางเจิ้นไห่ต่างก็บาดเจ็บ หากฉินเฟิงถอยมาอยู่แนวหลังอีกคน แล้วใครจะเป็นผู้นำ
ควรออกหน้าก็ต้องออกหน้า!
แต่เพื่อไม่ให้เสิ่นชิงฉือกังวลเกินไป ฉินเฟิงแกล้งทำเป็นว่านอนสอนง่าย พยักหน้าหงึก ๆ ขณะนั้นเอง เสียงร้องไห้ของทารกดังขึ้น ดึงดูดความสนใจของพวกเขา ฉินเฟิงเลยจูงมือเสิ่นชิงฉือมาข้าง ๆ หลี่เซียวหลาน
พอมองทารกชายในอ้อมกอดของหลี่เซียวหลาน ฉินเฟิงอดขำไม่ได้ “ฮ่า ๆเด็กคนนี้โผล่มาจากที่ใดกัน?”
ก่อนหน้านี้ที่หมู่บ้านหวังกั่ง ฉินเฟิงคอยบัญชาการทหารในการรบ ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในศาลบรรพชน เรื่องที่หลี่เซียวหลานรับทารกน้อยเป็นบุตรบุญธรรม เขาเลยไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
หลี่เซียวหลานไม่ปิดบัง นางอุ้มเด็กมาตรงหน้าฉินเฟิง แล้วกล่าวเสียงเบา “เขาเป็นเด็กจากหมู่บ้านหวังกั่ง ยังไม่ทันเกิดก็สูญเสียบิดาไป มารดาต้องเลี้ยงดูเขาเพียงลำพัง ลำบากไม่น้อย อีกอย่างเด็กคนนี้เห็นพวกเรารอดชีวิตมาได้ ดังนั้น…”
ฉินเฟิงไม่รอให้หลี่เซียวหลานกล่าวจบ เขายิ้มพลางโบกมือตัดบท “ไม่ต้องอธิบายแล้ว แค่เจ้าชอบก็พอ”
คำพูดเรียบง่ายกลับทำให้หัวใจของหลี่เซียวหลานอบอุ่นอย่างยิ่ง
ฉินเฟิงย่อตัวลง พินิจพิเคราะห์ทารกตรงหน้า เจ้าตัวน้อยหลับสนิทดี แต่เนื่องจากขาดสารอาหารจึงมีอาการหัวโตเล็กน้อย
สภาพของทารกสะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของสามัญชนได้ดีที่สุด