บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 946 การลอบสังหารต่อเนื่อง
บทที่ 946 การลอบสังหารต่อเนื่อง
ทหารส่งสารถูกเฆี่ยนจนร้องครวญครางไม่หยุด แต่จิ่งเผิงยังไม่หายโมโห เขาคำรามเสียงต่ำว่า “ถ่างตาของเจ้าดูเสีย เจ้าสุนัขตาบอด กองทัพของข้ามีธนูเพิ่มขึ้นมาสามพันดอกตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
“กลับไปบอกแม่ทัพเวยอู่ด้วย อย่าได้โยนความผิดมาให้แม่ทัพข้า ข้า จิ่งเผิง ไม่ใช่คนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น!”
ทหารส่งสารไม่กล้าลังเล รีบวิ่งหนีไปโดยไม่เหลียวหลัง
สีหน้าจิ่งเผิงเย็นชา ควบม้ามุ่งหน้าสู่แนวหน้า กำลังจะสั่งให้ทหารส่งสารส่งต่อคำสั่งให้กองทัพออกเดินทาง แต่ด้านหน้าก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีก เป็นทหารม้าเบาที่ล้อมเมืองฉางสุ่ยไว้ขวางทางจิ่งเผิง
นายกองกองโจรคนหนึ่งนำกองทหารม้ากว่าร้อยคนมาหยุดอยู่ตรงหน้าจิ่งเผิง แล้วถามถึงเสบียงของกองทหารม้าเบาที่ไม่ถูกส่งมา
จิ่งเผิงโกรธจนตัวสั่น ชี้นิ้วไปที่นายกองแล้วด่าอย่างเสียงดัง “เรื่องนี้เจ้าก็ไปถามหากับกรมกลาโหมและกรมคลังเองเถิด ข้าเป็นแม่ทัพที่กำลังจะออกรบแนวหน้า ไม่ใช่เวลาจะมาถกเถียงเรื่องพลาธิการกับพวกเจ้า!”
“หากกล้าขวางทางอีก จะถือว่าเป็นการขัดขวางกิจการทหาร โทษประหารโดยไม่ต้องไต่สวน!”
เมื่อเผชิญหน้ากับความโกรธของจิ่งเผิง นายกองกองโจรฝั่งตรงข้ามกลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย เสียงของเขาดังกังวานว่า
“พวกข้าล้อมเมืองมาหลายวันแล้ว เพื่อให้การล้อมสมบูรณ์โดยเร็ว และตัดการติดต่อระหว่างเมืองฉางสุ่ยกับโลกภายนอก พวกข้าจึงนำเสบียงมาเพียงสองวัน ตอนนี้พี่น้องทุกคนเหนื่อยล้าทั้งคนและม้าท้องหิวแต่ก็ต้องฝืนทน หากกองทัพของท่านรีบไปแนวหน้า พลาธิการและเสบียงก็จะยิ่งขนส่งมาถึงยาก จะให้พวกข้าสู้รบทั้ง ๆ ที่ท้องว่างได้อย่างไร?”
“เสบียงเท่านั้นที่ต้องมาก่อน กองกำลังที่เหลือถึงจะผ่านไปได้!”
จิ่งเผิงไม่คาดคิดว่าท่าทีของฝ่ายทหารม้าเบาจะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ เขาเกิดความคิดอยากฆ่าทิ้งอยู่หลายครั้ง อยากจะสั่งทหารให้จัดการพวกทหารม้าเบาที่กีดขวางตามกฎทหารเสีย แต่ทุกครั้งที่เตรียมจะออกคำสั่งก็ถูกรองแม่ทัพห้ามไว้เสียก่อน
รองแม่ทัพขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง “แม่ทัพ ขอท่านโปรดใจเย็น”
“ก่อนหน้านี้แม่ทัพเวยอู่ส่งคนมาขอลูกธนูคืนเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผล เพราะลูกธนูเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุด การขาดแคลนถึงสามพันดอก แม่ทัพเวยอู่ย่อมรับไม่ได้ ต้องรู้ไว้ว่าลูกธนูเหล่านี้ไม่ใช่ลูกธนูคุณภาพต่ำ แต่เป็นลูกธนูคุณภาพสูงที่ผลิตมาเพื่อใช้ในการรบหนักโดยเฉพาะ”
“ตอนนี้กองกำลังทหารม้าเบาล้อมเมืองฉางสุ่ยมาหลายวัน แต่ไม่เห็นเสบียง ทั้งคนและม้าต่างอ่อนล้า จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็มจึงจะสามารถรักษาสภาพต่อไปได้ การเรียกร้องให้ส่งเสบียงจึงไม่ผิด”
“แม้ว่าตอนนี้แม่ทัพทั้งหมดจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการโจมตีเมืองฉางสุ่ย แต่เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ตั้งแต่ฉินเฟิงถูกหลู่หลีดักสังหารระหว่างทาง จนถึงออกคำสั่งโจมตีเมืองฉางสุ่ย ก็เพียงแค่ไม่กี่วัน แม้แต่ฝ่าบาทก็ยังไม่ทันได้แต่งตั้งแม่ทัพใหญ่”
“แม้ว่าแม่ทัพใหญ่เก้าส่วนยังคงเป็นแม่ทัพเฉิน แต่ก่อนที่แม่ทัพเฉินจะมาถึง พวกเราควรให้ความสำคัญกับความสามัคคีและความมั่นคงเป็นหลัก อย่าได้ทำการใด ๆ ที่เกินขอบเขตเด็ดขาด หาไม่หากสงครามในอนาคตไม่เป็นผลดี เมื่อถึงเวลาสอบสวนความผิด แม้แม่ทัพจะมีใจรักชาติ ก็ย่อมถูกศัตรูทางการเมืองใส่ร้ายป้ายสี!”
เผชิญหน้ากับคำเตือนอย่างจริงใจของรองแม่ทัพ แม้จิ่งเผิงจะโกรธจัด แต่ก็ยอมข่มอารมณ์ลง
แม้การเร่งรัดเสบียงจะไม่ใช่หน้าที่ของจิ่งเผิง แต่เพื่อให้รีบไปถึงเมืองฉางสุ่ยโดยเร็วเขายังส่งคนของตนกลับไปเมืองหลวงเพื่อเร่งรัดเสบียง ออกคำสั่งให้กองทัพทั้งหมดตั้งค่ายพักอยู่กับที่ก่อน
เมื่อไม่นานมานี้จิ่งเผิงยังคงเชิดหน้าชูตา มีกำลังใจเต็มเปี่ยม แต่ตอนนี้เขากลับค่อย ๆ เฉื่อย อัดอั้นตันใจ และหมดกำลังใจโดยไม่รู้ตัว
เหล่าแม่ทัพก็ทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์วุ่นวายนี้
รองแม่ทัพถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วกล่าวว่า “ทุกอย่างวุ่นวายไปหมดแล้ว! แต่ก็ไม่มีใครผิดสักคน ช่างน่าเหนื่อยใจ!”
“การเคลื่อนทัพออกรบเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างเป็นระบบและรอบคอบ เริ่มจากการแต่งตั้งบุคลากร จัดสรรเสบียง ระดมกำลังทหาร รวมถึงการออกคำสั่งตามเส้นทาง สุดท้ายจึงค่อยมุ่งหน้าสู่สนามรบ”
“แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ทหารม้าเบารีบร้อนบุกล้อมเมืองฉางสุ่ยจนแน่นขนัด แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่า เมื่อทหารม้าเบาไม่สามารถโจมตีป้อมปราการได้!”
“กองทัพเดินทางมาถึงแนวหน้าแล้ว แต่กลับไม่เห็นเสบียงมาถึง ช่างทำให้ข้ารู้สึกหงุดหงิดจริง ๆ”
นายกองที่อยู่ข้าง ๆ สีหน้าหม่นหมอง “ไม่ใช่แค่นั้น! กองหน้าของพวกข้าได้ออกเดินทางไปยังสนามรบแล้ว แต่ผลลัพธ์คือยังไม่มีแม่ทัพหลัก เมื่อไปถึงเมืองฉางสุ่ยจะรบหรือไม่รบ? ผู้ใดจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้?”
“ตามความเห็นของข้า แม้ว่าจะรีบไปถึงเมืองฉางสุ่ยก็ทำได้เพียงตั้งค่ายพักอยู่กับที่รอให้แม่ทัพหลักเข้าร่วมรบ ไม่สู้พักผ่อนที่นี่ก่อน ให้แม่ทัพหลักและพลาธิการตามมาทันแล้วค่อยมุ่งหน้าไปเมืองฉางสุ่ยก็ยังไม่สาย”
รองแม่ทัพยังคงมีสีหน้าเป็นกังวล
ฝ่าบาทกำหนดเวลาไว้สองเดือน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องโจมตีอย่างหนักหน่วง การโจมตีต้องรวดเร็ว หากปล่อยให้ลากยาว ฉินเฟิงคงเสริมกำแพงเมืองจนแข็งแกร่ง ถึงตอนนั้นโจมตี ย่อมต้องเผชิญกับการสูญเสียที่มากขึ้นอย่างแน่นอน
แม้รู้ แต่เหล่าแม่ทัพก็ทำได้เพียงกัดฟันอดทน เพราะพวกเขาก็เหมือนกับจิ่งเผิง ต่างก็กดความโกรธไว้ จนอัดแน่น
หากจะโทษก็ต้องโทษสงครามคราวนี้ที่เร่งรัดเกินไป ราวกับไล่เป็ดขึ้นคอน กองทัพประจำการในแต่ละที่ไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าเลย รีบร้อนเข้าสู่สนามรบ หากไม่เกิดความวุ่นวายก็แปลกแล้ว
กองทัพหน้าเกิดความวุ่นวาย ส่วนทางเมืองหลวงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน
โดยเฉพาะเฉินซือ จนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้เป่ยตี๋เลย
ขณะที่ฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็โกรธจัด ทั้งที่ออกคำสั่งเรียกเฉินซือเข้าวังเพื่อพระราชทานยศแม่ทัพ แต่เฉินซือกลับไม่มาสักที
รอจนฟ้ามืดฮ่องเต้เป่ยตี๋ทรงโกรธจนสั่ง ให้คนไปตามหาเฉินซือที่กรมกลาโหม ผลปรากฏว่าเมื่อพบเฉินซือ พวกเขาถึงได้ตระหนักว่ามีบางอย่างผิดพลาด!
ขันทีที่ฮ่องเต้เป่ยตี๋ส่งไปส่งต่อคำสั่งหายตัวไป
ที่นี่เป็นเมืองหลวงจะหายไปเฉย ๆ ได้อย่างไร?
ฮ่องเต้เป่ยตี๋แต่งตั้งเฉินซือเป็นแม่ทัพใหญ่และให้เข้ารับตำแหน่งทันที อีกด้านหนึ่งก็ส่งคนไปตามหาขันทีที่นำพระราชโองการไป กระทั่งรุ่งเช้าจึงพบศพของขันทีในบ่อน้ำ ขันทียังกอดพระราชโองการไว้ในอ้อมแขน
เมื่อทราบว่าขันทีผู้ถ่ายทอดราชโองการถูกลอบสังหารระหว่างทาง ฮ่องเต้เป่ยตี๋ทั้งโกรธและตกใจ พระองค์สงสัยว่าเป็นฝีมือของหน่วยนกฮูกราตรี เพราะมีเพียงหน่วยนกฮูกราตรีที่สามารถลอบสังหารขันทีผู้ส่งสารในเมืองหลวงได้โดยไม่มีใครรู้เห็น แต่น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐาน ทั้งยังต้องระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ฮ่องเต้เป่ยตี๋จึงได้แต่กล่ำกลืนความโกรธไว้ก่อน
พอถึงเที่ยงวัน ฮ่องเต้เป่ยตี๋ได้รับรายงานว่า ขุนนางที่กรมกลาโหมที่ส่งไปจัดการเสบียงก็ถูกลอบสังหารเช่นกัน
เนื่องจากสถานการณ์ทางทหารเร่งด่วนขุนนางจึงต้องเดินทางแบบตัวเบา พาผู้ติดตามไปเพียงไม่กี่คน ผลคือทั้งขุนนางและผู้ติดตามถูกลอบทำร้ายทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้น
เมื่อทราบเรื่องนี้ ฮ่องเต้เป่ยตี๋รีบเรียกเสนาบดีกรมกลาโหมเข้าเฝ้าอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม เสนาบดีกรมกลาโหมก็รีบทูลรายงานว่า การจัดสรรเสบียงอาหารที่แนวหน้าเกิดปัญหาขึ้นจริง
ทหารม้าเบาที่ล้อมอำเภอฉางสุ่ยอยู่ไม่ได้รับการเติมเสบียง ทำให้ทั้งคนและม้าอ่อนล้า ส่วนกองทัพหน้าก็เกิดปะทะกับกองทัพของแม่ทัพเวยอู่เพราะเรื่องยุทโธปกรณ์
ความโกรธในใจของฮ่องเต้เป่ยตี๋ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัว และความหวาดกลัวก็ก่อให้เกิดความเกลียดชัง
ฮ่องเต้เป่ยตี๋รีบเรียกหลี่อวี้เข้าเฝ้า ไม่อาจรอกองพลพญาอินทรีได้อีก เขาออกคำสั่งให้เริ่มกวาดล้างหน่วยนกฮูกราตรีทันที!