บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 990 ตัวแปรของกองพลพญาอินทรี
บทที่ 990 ตัวแปรของกองพลพญาอินทรี
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก แม้แต่หนิงหู่ก็ยังเงียบไป
ด้วยทุกคนตระหนักถึงปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั่นคือจิ่งเชียนอิ่ง ในฐานะคนสำคัญของสงครามคราวนี้ ถ้าจิ่งเชียนอิ่งติดตามกองทัพรบไกลเป่ยซีไปยังตอนเหนือเอ้อโจว ยิ่งถูกกองพลพญาอินทรีจับตา
และโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นก็สูงมาก
เป่ยตี๋มีความได้เปรียบของการรบในบ้าน ข่าวสารส่งรวดเร็ว การที่กองพลพญาอินทรีบุกตรงไปยังกองทัพรบไกลเป่ยซี นอกจากเหตุผลทางยุทธศาสตร์ เหตุผลที่สำคัญกว่าย่อมเป็นจิ่งเชียนอิ่ง
ฉินเฟิงอยากจะติดปีกบินตรงไปยังเอ้อโจวแล้วบัญชาการการรบด้วยตัวเองเสียจริง ก่อนหน้านี้ข่าวสารถูกปิดกั้น ไม่อาจรู้สถานการณ์การรบทำให้ฉินเฟิงร้อนใจนัก ตอนนี้ได้รับข่าวสารบางส่วน กลับยิ่งกระวนกระวายใจ
ไม่รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ที่เอ้อโจวเป็นอย่างไรบ้าง พอขาดข่าวสารที่แม่นยำ แม้ฉินเฟิงจะร้อนใจก็ไม่สามารถวางแผนรับมือได้ หากสั่งการไร้ทิศทางจะกลายเป็นให้ผลตรงกันข้าม
“สวีโม่ ข้าฝากความหวังไว้กับเจ้าแล้ว เจ้าอย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเป็นอันขาด” ฉินเฟิงพึมพำราวกับภาวนา เขาต้องฝากทุกอย่างไว้กับสวีโม่แล้ว
เอ้อโจว ตอนนี้เต็มไปด้วยซากศพ การต่อสู้ระหว่างกองทัพรบไกลเป่ยซีกับกองพลพญาอินทรีเข้าสู่จุดเดือดแล้ว
สวีโม่ยืนหยัดรักษาการณ์อยู่กับที่ไม่กล้าประมาท เขารู้ดีว่าสงครามฤดูหนาวคราวนี้ฉินเฟิงไม่อาจพ่ายแพ้เด็ดขาด หากพ่ายแพ้ในสงครามสถานการณ์ทั่วหล้าย่อมพลิกผัน
ไม่ใช่แค่ซางโจวถูกเป่ยตี๋ยึดคืน ชายแดนเหนือต้าเหลียงจะถูกคุกคามหนัก เมื่อเสียเขตกันชน ต้าเหลียงก็จำต้องส่งกองกำลังหลักมาปกป้องชายแดนเหนือ การปราบปรามตระกูลใหญ่ทางใต้จะถูกเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด
สำคัญที่สุดคือ ฉินเฟิงและผู้คนที่ติดอยู่ในเมืองฉางสุ่ยจะต้องตายอย่างไร้ที่ฝัง
ดึงเส้นผมเส้นเดียวสะเทือนทั้งร่าง
สวีโม่ไม่อาจซ่อนเร้นสิ่งใดไว้อีก เขาใช้ความสามารถทั้งหมดอย่างสุดกำลัง ฟังรายงานจากทหารส่งสาร วิเคราะห์สถานการณ์ถี่ถ้วน
“ท่านแม่ทัพสวี กองกำลังที่สามและห้าถูกกองทัพศัตรูปิดล้อม ไม่สามารถทะลวงได้ แม่ทัพของกองกำลังถูกสังหารแล้ว”
“แม่ทัพศัตรูพยายามจะล้อมปีกซ้ายของกองทัพเราเข้ามา หัวหน้าหน่วยกองโจรถามว่าควรรับมืออย่างไรดีขอรับ”
“ส่วนแม่ทัพทหารราบสองพันคนทางปีกขวาร่วมมือกับกองทหารม้าต่อสู้กับกองทัพศัตรู ทว่าสถานการณ์ก็ไม่เป็นผลดีต่อพวกเรา”
“ท่านแม่ทัพ…”
ข่าวสารทางทหารที่ส่งกลับมาจากแนวหน้าล้วนไม่เป็นผลดีต่อพวกเขา สวีโม่ขมวดคิ้วแน่น สมองทำงานอย่างรวดเร็ว ครุ่นคิดหาวิธีรับมือกองทัพที่ควรจะเชี่ยวชาญในการรบรุกในที่โล่ง กลับถูกกองทัพศัตรูบีบให้ถึงเพยงนี้ เหมือนว่ากองพลพญาอินทรีจะเตรียมสู้ตายแล้ว
กองกำลังชั้นยอดปะทะกับกองกำลังชั้นยอด ในสถานการณ์ที่จำนวนคนไม่แตกต่าง การคิดจะทำลายล้างกองทัพศัตรู สังหารศัตรูจำนวนมาก ล้วนเป็นเป็นไปได้ยาก
ยิ่งศัตรูเตรียมทุ่มทุกสิ่งเพื่อการต่อสู้ ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปจะยิ่งเป็นผลเสียต่อฝ่ายเป่ยซีพวกเรา
หากกองพลพญาอินทรีแตก พวกเขาสามารถถอยทัพได้ แต่กองทัพรบไกลเป่ยซีแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ต้องเป็นหอกทะลวงแนวป้องกันเอ้อโจว ถ้าไม่รีบจบศึก ก็จะกลายเป็นการจมจมอยู่สงครามยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อแผนการทั้งหมดของฉินเฟิง
ตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคือการเรียกกองกำลังทั้งหมดกลับมารวมพลัง ทำให้กองทัพศัตรูเกรงกลัว ไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกโจมตี แต่ก็เสี่ยงเกินไป หากกองทัพรวมตัว แล้วฝ่ายศัตรูรวมกำลังโจมตีใหญ่ สงครามกัดกร่อนก็จะกลายเป็นการต่อสู้ซึ่งหน้า ความสูญเสียจะยิ่งมาก
แล้วกองทัพใหญ่ทางฝั่งเฉินซือจะต้องมาถึงก่อนกองกำลังทหารม้าเบาเป่ยซีแน่
คิดไปคิดมาสวีโม่ก็ได้แต่เลือกถอยทัพ
“ส่งคำสั่งของข้าออกไป ให้กองพันที่สามรั้งอยู่ต่อกรกับกองทัพศัตรู ส่วนกำลังหลักถอยลงใต้”
ได้ยินคำสั่งถอยทัพ จิ่งเชียนอิ่งรีบถาม “แม่ทัพ การถอยทัพตอนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการของเฟิง้อ๋อร์หรือ? ซื่อจื่อเคยกล่าวไว้ว่า เป้าหมายของเฟิงเอ๋อร์คือการรบให้จบอย่างรวดเร็ว ทำลายแนวป้องกันของเอ้อโจวราวสายฟ้าฟาด”
“กว่าเราจะมาถึงที่นี่ได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ หากถอยตอนนี้แล้วบุกใหม่จะต้องเสียเวลาอีกมาก”
แม้อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูสี่จิ่งเชียนอิ่ง แต่สวีโม่ก็ยังยืนกรานหนักแน่น “คุณหนูสาม ภารกิจสำคัญที่สุดของพวกเราตอนนี้ไม่ใช่การทำลายแนวป้องกันของศัตรู”
“นับตั้งแต่กองพลพญาอินทรีปรากฏตัว สถานการณ์สงครามก็พลิกกลับแล้ว สิ่งที่พวกเราควรทำที่สุดคือการรักษากำลังพลไว้ แล้ววางแผนการรบครั้งต่อไป”
“หากยืนหยัดปกป้องแนวรบที่ไร้ความหมาย ไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถเอาชนะกองพลพญาอินทรีได้ ต่อให้ชนะพวกเราก็จะต้องสูญเสียกำลังพลไปมาก ฆ่าศัตรูพันคนเสียหายแปดร้อยคน ไม่เหลือกำลังเหลือพอจะโจมตีแนวป้องกันของกองทัพเฉินซือแล้ว”
“ถึงตอนนั้นการโจมตีหลักจะเปลี่ยนมือ กองกำลังหลักเป่ยซีด้านหลังจะรับหน้าที่ต่อ ต้องเข้าสู่การต่อสู้ดุเดือดกับเฉินซือ ยากจะตัดสินได้อย่างรวดเร็ว”
“ท่านเป็นหัวใจหลักของสงคราม กองทัพรบไกลเป่ยซีเป็นหอกแหลมบนสนามรบ เป็นสองสิ่งที่ขาดไม่ได้”
จิ่งเชียนอิ่งอึดอัดใจนัก ตอนนี้นางเข้าใกล้ฉินเฟิงมากแล้ว อีกแค่ก้าวสุดท้ายก็จะได้พบหน้า
แต่เมื่อเห็นท่าทีแน่วแน่ของสวีโม่ นางก็ไม่อาจดื้อรั้น ได้แต่ยอมถอยกลับไปพร้อมกัน
นางมองไปทางทิศเหนือ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เฟิงเอ๋อร์ อดทนรออีกสักหน่อยเถิด พวกเราจะได้พบกันในไม่ช้า”
“หากเมืองฉางสุ่ยแตก ข้าก็จะไม่มีชีวิตอยู่เพียงลำพัง”
สวีโม่ออกคำสั่งถอนทัพ ก่อนจะปลอบประโลมจิ่งเชียนอิ่ง
“คุณหนูสี่ ท่านไม่จำเป็นต้องกังวล แทนที่จะเป็นห่วงพี่ฉิน ไม่สู้เป็นห่วงพวกเราเองดีกว่า”
“ตามรายงานขององครักษ์เสื้อแพร รอบเมืองฉางสุ่ยยังคงมีกำลังทหารรวมตัวอยู่มาก หมายความว่า เมืองฉางสุ่ยยังไม่แตก”
“อีกอย่าง ตอนนี้รอบเมืองฉางสุ่ยก็ไม่มีการเคลื่อนไหวกองทัพขนาดใหญ่ และไม่มีการขนส่งพลาธิการอย่างรวดเร็ว แสดงว่าไม่มีการโจมตีเมือง”
“คาดว่า อำเภอฉางสุ่ยคงมั่นคงดั่งถังเหล็กแล้ว ต่อให้กองทัพศัตรูกัดฟันจนแตกก็ไม่กล้าบ่มบ่ามบุกโจมตี”
หากคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของผู้อื่นจิ่งเชียนอิ่งคงจะคิดว่าเป็นเพียงคำปลอบใจ แต่เมื่อออกมาจากปากของสวีโม่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
สวีโม่เป็นแม่ทัพมากความสามารถที่ฉินเฟิงทุ่มเทสุดหัวใจบ่มเพาะ ทั้งยังเป็นแม่ทัพหลักของอำเภอเป่ยซี ความสามารถเขาไร้ข้อกังขา
การคาดการสถานการณ์แนวหน้าของเขาย่อมแม่นยำอย่างยิ่ง
เมื่อตระหนักได้ว่าฉินเฟิงจะยังไม่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตเร็ว ๆ นี้จิ่งเชียนอิ่งก็โล่งอกแล้ว นางไม่ลังเลอีก รีบติดตามสวีโม่ ถอยลงทิศใต้ เนื่องจากกองทัพรบไกลเป่ยซียังมีกำลังทหารกระจายอยู่ภายนอกจำนวนมาก กองพลพญาอินทรีจึงแยกโจมตีเป็นกลุ่ม พอสวีโม่นำกองกำลังหลักถอยลงใต้ กองพลพญาอินทรีก็ไม่สามารถสกัดกั้นได้
เมื่ออู๋คังรู้ว่ากองทัพรบไกลเป่ยซีถอยลงใต้ก็ตกใจ แม้แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่ากองทัพรบไกลเป่ยซีที่เป็นกองกำลังชั้นยอดจะถอยทัพได้อย่างเด็ดขาด
อู๋คังพึมพำ “สมแล้วที่เป็นแขนขวาของฉินเฟิง เด็ดเดี่ยวนัก ไม่ได้ตามืดบอดอยู่กับคำว่ากองกำลังอันดับหนึ่งเป่ยซี หากเป็นแม่ทัพคนอื่นคงต่อสู้ประจันหน้า ไม่มีทางยอมถอยแน่”