บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 991 การเผชิญหน้าระหว่างผู้แข็งแกร่ง
บทที่ 991 การเผชิญหน้าระหว่างผู้แข็งแกร่ง
เป้าหมายของอู๋คังคือการทำลายกองทัพรบไกลเป่ยซีอย่างหนัก เพื่อทำให้พวกเขาสูญเสียความสามารถในการโจมตีแนวป้องกันทางเหนือแย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อกองทัพรบไกลเป่ยซีถอยทัพแผนการของเขาก็พังแล้ว
หลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือดสั้น ๆ อู๋คังเข้าใจพลังการต่อสู้ของกองทัพรบไกลเป่ยซีอย่างชัดเจนแล้ว
หากทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดย่อมเป็นสถานการณ์ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้โดยง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป กองทัพรบไกลเป่ยซีที่มีพลาธิการครบถ้วนก็จะค่อย ๆ ได้เปรียบ ยิ่งเวลาผ่านไปนานก็จะยิ่งไม่เป็นผลดีต่อกองพลพญาอินทรี ด้วยเหตุนี้อู๋คังจึงตัดสินใจสั่งการอย่างเด็ดขาดให้เข้าทำการรบตัดสินกับกองทัพรบไกลเป่ยซีอย่างกล้าหาญ
ไม่คาดคิดว่า แม่ทัพของกองทัพรบไกลเป่ยซีสวีโม่จะตัดสินใจอย่างเฉียบขาดและใจเย็น
ด้วยกำลังของกองทัพรบไกลเป่ยซีหากต้องการถอยทัพด่วน ไม่มีกองทัพใดในใต้หล้าจะสามารถขัดขวางได้ แม้ตอนนี้สนามรบของสองกองทัพจะครอบคลุมพื้นที่รอบนอกหลายร้อยลี้ มีการสู้รบขนาดเล็กดุเดือดเกิดขึ้นหลายพื้นที่ และอู๋คังได้ส่งกองกำลังหลักทั้งหมดออกไปแล้ว ใช้กำลังแค่บางส่วนคอยรั้งกองทัพศัตรู กำลังส่วนใหญ่กำลังรวมกำลังล้อมทำลายศัตรู
ทว่าจนถึงตอนนี้กองกำลังหลักของกองทัพรบไกลเป่ยซีไม่ได้เคลื่อนไหวเลย เมื่อเริ่มถอยทัพกองกำลังหลักแค่หันทิศหน้ามุ่งลงใต้ กำลังที่ต่อสู้อยู่ภายนอกก็จะรวมตัวเข้าด้านใน จัดขบวนทัพรูปกรวย
หากรวมกำลังทหารโจมตีด้านหลังของกองทัพรบไกลเป่ยซีก็จะต้องเผชิญกับการโต้กลับจากทหารราบและกองทหารม้าจำนวนมาก สำหรับกองพลพญาอินทรีที่มีกองทหารม้าเป็นหลัก ไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาดแน่นอน
แต่ถ้าจะไปขวางเส้นทางด้านหน้าของกองทัพรบไกลเป่ยซีก็จำเป็นต้องส่งกำลังทหารจำนวนมากคุ้มกัน การใช้แค่กองทหารม้าไม่สามารถขวางได้แน่ แล้วเมื่อเริ่มรวบรวมกำลังทหารสกัดกั้นกองทัพรบไกลเป่ยซี กองกำลังฝ่ายต่าง ๆ ที่คอยยั้วยั่งข้าศึก ย่อมต้องรวมตัว ถึงตอนนั้นแรงกดดันของกองทัพรบไกลเป่ยซีจะลดลงอย่างฉับพลัน และรวมกำลังทหารได้อีกครั้ง
เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพที่มีกำลังพลครบครันทั้งกองทหารม้า ทหารราบ พลธนู กองทหารม้าหนัก กองพลาธิการ และหน่วยรบอื่น ๆ กองพลพญาอินทรีจะไร้ข้อได้เปรียบ และถึงขั้นถูกผลักกลับ
อู๋คังไตร่ตรองแล้วไม่ยึดติดกับชัยชนะชั่วขณะอีก สถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อความตั้งใจที่จะทำศึกใหญ่ถูกมองปรุโปรง การรบต่อก็ไร้ความหมาย อู๋คังออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดให้ถอนทัพ จัดระเบียบกำลังพล แล้ววางแผนทำศึกอีกครั้ง
ขณะเดียวกันก็ส่งทหารส่งสารไปรายงานทางตอนเหนือเอ้อโจวให้กองทัพของเฉินซือไม่ต้องบุกลงใต้แล้ว แต่รักษาแนวป้องกันไว้แทนเพื่อรับมือกับการโต้กลับของข้าศึกที่กำลังจะโถมมา
พอสวีโม่รู้ว่ากองพลพญาอินทรีถอนทัพ เขาส่ายหน้า “อู๋คัง สมแล้วที่เป็นแม่ทัพคนสำคัญของเป่ยตี๋รองจากเฉินซือ ถึงเวลารุกเด็ดขาด ถึงเวลาถอยไม่ลังเล”
“มีกองพลพญาอินทรีขวางกั้น อยากโจมตีแนวป้องกันเฉินซือก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว”
ได้ยินคำแบบนี้ จิ่งเชียนอิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้ว
นางไม่ใช่แม่ทัพ ไม่เข้าใจเรื่องการยกทัพรบ แต่ใครแข็งแกร่งกว่าใครนางยังพอมองออก ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมหรือคุณภาพของกองทัพ ฝ่ายเป่ยซีย่อมเหนือกว่าเป่ยตี๋ชัดเจน เหตุใดจึงไม่สามารถรุกบุกได้
“แม่ทัพสวี ข้าไม่ได้สงสัยในความสามารถทางการทหารของท่านแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่เข้าใจ เหตุใดตอนอยู่จัวโจวพวกเราบุกตะลุยได้รวดเร็ว แต่พอมาถึงเอ้อโจวกลับเริ่มระมัดระวังมากขึ้น”
สวีโม่ไม่ได้คิดว่านางกังขาในความสามารถเขา เพราะเข้าใจดีว่าจิ่งเชียนอิ่งเร่งรีบอยากเจอฉินเฟิง เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วอธิบายอย่างจริงจัง “คุณหนูสี่ บนสนามรบไม่เคยมีความได้เปรียบที่แน่นอน”
“ถึงกองทัพรบไกลเป่ยซีเราจะแข็งแกร่งก็ไม่สามารถต่อสู้หนึ่งต่อสองหรือหนึ่งต่อสามได้”
“ศึกคราวนี้เป็นการรบของคนนับหมื่นคนไม่ใช่การต่อสู้ของคนไม่กี่ร้อยคน ไม่ว่าจะเป็นเจตจำนงของแต่ละคน อุปกรณ์ พลังในการต่อสู้ ล้วนไม่ได้มีความหมายเด็ดขาดในสนามรบ สิ่งเดียวที่สามารถกำหนดทิศทางได้คือการบัญชาการ”
“อู๋คังเข้าใจจุดอ่อนของยุทธวิธีกองทัพเรา รู้ว่ากองทัพรบไกลเป่ยซีคือหอกแหลมแนวหน้า แค่หน่วงเหนี่ยวกองทัพรบไกลเป่ยซีไว้ได้ กระทั่งเสี่ยงตายทำให้กองทัพรบไกลบาดเจ็บสาหัสล้มตายได้ก็จะสามารถทำลายการยุทธศาสตร์ทั้งหมดของเรา ทำให้พวกเราเสียโอกาสในการรบรวดเร็วและเด็ดขาด”
“ตอนนี้เราอาจยังได้เปรียบ แต่อีกหนึ่งเดือนเล่า? สามเดือนเล่า? เมื่อการรุกรับสลับมือ ความได้เปรียบของเป่ยตี๋จะปรากฏ แล้วกองทัพเป่ยซีเราก็จะพ่ายแพ้หมดท่า”
การเดินทัพและการทำสงครามจำเป็นต้องมองการณ์ไกล นอกเหนือจากพื้นที่สำคัญที่จำเป็นต้องแย่งชิง ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถสละได้ การทุ่มเทรบเพื่อชัยชนะทางยุทธวิธีแต่กลับนำไปสู่ความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ถือเป็นหายนะใหญ่สำหรับกองทัพทั้งหมด
แม่ทัพผู้มีความสามารถที่สุดสามคนของเป่ยตี๋ต่างรวมตัวกันอยู่ที่เอ้อโจว เฉินซือไม่จำเป็นต้องพูดถึง ตอนนี้อู๋คังก็แสดงความสามารถแล้ว กระทั่งจิ่งเผิงผู้เคยชินกับความสุขสบายก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย
ตอนนี้เราจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างที่สุด ไม่อาจเสียเวลาหลายเดือนข้างหน้าเพื่อแย่งชิงเวลาเพียงไม่กี่วันนี้ได้เด็ดขาด
สวีโม่รู้ดีว่าจิ่งเชียนอิ่งไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ในสงครามชั่วขณะ แต่การชัยชนะและพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติของนักรบ เพื่อความปลอดภัยสวีโม่ตัดสินใจว่า ต้องให้จิ่งเชียนอิ่งอยู่กับหลี่จาง ไม่ใช่เพราะหลี่จางสามารถควบคุมจิ่งเชียนอิ่งได้ แต่เป็นเพราะเขาสวีโม่พูดไม่เก่ง หลายเรื่องเข้าใจแต่ไม่อาจอธิบายได้ชัดเจน
สวีโม่ไม่ได้นำทัพใหญ่ถอยร่นลงใต้อย่างรวดเร็ว แต่ตั้งค่ายในระยะทางเคลื่อนทัพหนึ่งวันจากกองทัพศัตรู ก่อนจะส่งหน่วยสอดแนมจำนวนมากออกไปเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของกองพลพญาอินทรีและกองทัพของเฉินซืออย่างเข้มงวด
ผ่านไปสองวันกองกำลังทหารม้าเบาก็มาถึง กระทั่งผ่านไปอีกสี่วันกองทัพใหญ่ของหลี่จางก็มาสมทบ
เมื่อทราบว่ากองพลพญาอินทรีเข้าสู่สนามรบกะทันหัน หลี่จางไม่ได้ตำหนิการถอยทัพฉับพลันของสวีโม่ ทั้งยังสนับสนุนการตัดสินใจอันแน่วแน่ของสวีโม่อย่างเต็มที่ด้วย
คืนนั้นสวีโม่กับหลี่จางปรึกษาหารือกันอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับกลยุทธ์ต่อไป
เนื่องจากแผนการฉินเฟิงไม่คาดการณ์ว่ากองพลพญาอินทรีจะเข้าร่วม กองพลพญาอินทรีเป็นกองกำลังชั้นยอดที่ประกอบด้วยกองทหารม้าเป็นหลัก การปรากฏตัวและหายไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ฉินเฟิงเองก็ไม่อาจคาดเดาความเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ การวางแผนต่อไปจึงต้องพึ่งพาหลี่จางกับสวีโม่ตัดสินใจ
สวีโม่ครุ่นคิดไตร่ตรอง ก่อนจะกล่าวว่า “ซื่อจื่อ กองพลพญาอินทรีจะต้องกัดกองทัพรบไกลเป่ยซีไม่ปล่อยแน่ และกองกำลังหลักก็ไม่มีความสามารถในการรบตัดสินเร็ว สำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไป ท่านคิดว่าควรจะรบอย่างไร?”
ก่อนจะมาถึงหลี่จางครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนครั้งแล้วครั้งเล่า เขาตอบด้วยท่าทีผ่อนคลาย “แม่ทัพสวีโม่ เจ้าเคยได้ยินพี่ฉินเล่าเรื่องการแข่งม้าของเทียนจีหรือไม่?”
สวีโมส่ายหัว มุมปากหลี่จางยกเป็นรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว “การเคลื่อนทัพของพวกเรารวดเร็ว นี่คือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตอนนี้กองทัพรบไกลเป่ยซีและกองกำลังหลักรวมตัวกัน มีกำลังพลรวมกว่าสองหมื่นคน หากโจมตีแนวป้องกันของเฉินซืออย่างรุนแรงจะต้องสำเร็จในครั้งเดียวแน่นอน!”
“ส่วนการแข่งวิ่งกับม้าพญาอินทรี แค่ใช้ม้าระดับกลางถ่วงเวลาม้าระดับสูงตัวนี้ก็พอแล้ว”
“สวีโม่ พวกเราก็มีกองทหารม้าอยู่ไม่ใช่หรือ!”