บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1470: หวนคืนสู่ภูมิดาราฟ้าดิน
ตอนที่ 1470: หวนคืนสู่ภูมิดาราฟ้าดิน
ในโลกเซียนมีกฎเกณฑ์เช่นนี้อยู่จริง ๆ
ทุก ๆ สามหมื่นปี ราชันเซียนคนใหม่จะถูกคัดเลือกขึ้นในศาลเซียนรวมศูนย์ และจะต้องได้รับการยอมรับจากหวังเย่ก่อนเถลิงบัลลังก์
หาไม่ จะเป็นชื่อเถื่อน!
คนผู้นั้นจะไม่มีคุณสมบัติในการถือครองอำนาจในศาลเซียนรวมศูนย์อีกต่อไป
กฎเกณฑ์นี้มีมาตั้งแต่ที่เขายังเป็น ‘จอมราชันเหนือเทพ’ ลำดับที่หกในศาลเซียนรวมศูนย์ และกลายเป็นกฎเหล็กไปแล้ว!
โดยไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธหรือขัดขืน!
เหมือนเช่น ‘จอมเซียนหนานเสวียน’ ผู้เป็นบรรพชนของปราชญ์หงอวิ๋นนั้น ยามอีกฝ่ายถือครองอำนาจในศาลเซียนรวมศูนย์ ก็เป็นหวังเย่เองที่ประทานเกียรติให้!
“ข้า… มิคู่ควรหรือ?”
เมื่อถูกซูอี้ปฏิเสธตรง ๆ สีหน้าของชายในชุดนักพรตก็มืดลง
ก่อนที่เขาจะเหยียดยิ้มเยาะออกมาทันที “เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงอดีต ในเมื่อเจ้าพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของอาจารย์ข้าและกลุ่มยอดฝีมือไร้คู่เปรียบ กฎนี้ก็เหลือเพียงแต่ในนามเท่านั้น!”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในโลกเซียนเพิ่งผ่านหายนะอวสานเซียนมา บัดนี้ระบบระเบียบในโลกหล้าพังทลายสิ้น เจ้าเป็นเพียงร่างเวียนวัฏ มีสิทธิ์อันใดมาหยุดข้า?”
วาจานั้นมีทั้งคำตอกหน้า เย้ยเยาะและดูแคลนในน้ำเสียง!
“รอดูเถิด”
ดวงตาของซูอี้เฉยเมย ขณะเขายกปลายนิ้วขึ้นเคาะเบา ๆ แล้วม่านแสงก็สลายเปรี้ยงหายไป
เดิมที ชายในอาภรณ์นักพรตเต๋ายังมีเรื่องอยากพูดมากมาย ทว่ายามนี้เขาก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจ
“โอ้อวดอำนาจ? หรือว่า… ประกาศสงคราม?”
“เจ้าหวังเย่จะบ้าไปแล้ว!”
เปรี้ยง!
ชายในอาภรณ์นักพรตสะบัดแขนเสื้อ และฉินซึ่งวางอยู่ตรงหน้าก็ระเบิดแหลก
ใบหน้าของเขาเย็นชา ดวงตาเปี่ยมด้วยโทสะ กระทั่งบุตรวิถีซึ่งอยู่ไกลออกไปเองก็เงียบวจีด้วยความกลัว
ไม่ว่าใครก็เห็นได้ว่าเจ้าสำนักกำลังโกรธ!
“ท่านอาจารย์เก็บตัวอยู่ใน ‘สวรรค์มหาบรรพ์ไร้มลทิน’ ตั้งแต่ยุคอวสานเซียน หากท่านรู้ว่าร่างเวียนวัฏของหวังเย่อยู่ในศักราชแห่งมารล่ะก็ ท่านจะใช้วิธีการสารพัดไล่ล่าเขาแน่!”
ชายในอาภรณ์นักพรตลอบรำพึง
หายนะอวสานเซียนชะล้างระบบระเบียบดั้งเดิมในโลกเซียนไปสิ้น และยังแปรเปลี่ยนสถานการณ์ในโลกเซียนไปโดยสมบูรณ์ด้วย
โลกเซียนในปัจจุบัน การข้ามธารยาวแห่งมิติเวลายังเป็นไปไม่ได้ หาไม่ ปัญหาต่าง ๆ จะไม่เกิดขึ้นเลย เพียงส่งยอดฝีมือวิถีเซียนเข้าไปยังศักราชแห่งมารสักกลุ่ม ก็จับตัวร่างเวียนวัฏของหวังเย่ได้แล้ว!
“แต่จากคำพูดของเจ้า ดูเหมือนว่าร่างเวียนวัฏของหวังเย่จะมายังโลกเซียนในไม่ช้า! หาไม่ มีหรือจะกล้าขู่ข้าไม่ให้สร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นมาใหม่?”
เมื่อชายในอาภรณ์นักพรตคิดเช่นนี้ ประกายแสงในดวงตาของเขาก็วูบไหวอย่างเงียบงัน
โลกเซียนทุกวันนี้แตกต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง!
ไม่ใช่แค่ ‘ลัทธิไร้มลทิน’ ที่มองว่าร่างเวียนวัฏของหวังเย่เป็นเหยื่อ แต่ขุมกำลังไร้คู่เปรียบบางแห่งในโลกเซียนก็ยังรอจับตัวร่างเวียนวัฏของหวังเย่มิไหวแล้วเช่นกัน!
“งั้น… ก็รอดู!”
ชายในอาภรณ์นักพรตกล่าวกับตนเอง หัวใจพลุ่งพล่านด้วยจิตสังหาร
เขาคือฉีเนี่ย ศิษย์เอกของเซวี่ยเซียวจื่อ
และยามนี้ เขาก็เป็นเจ้าลัทธิไร้มลทิน เป็นตัวตนร้ายกาจผู้เถลิงขึ้นสู่ขอบเขตราชันวิถีเซียน!
โลกเซียนในทุกวันนี้ ดูจะกลายเป็นขอบเขตสูงสุดแห่งวิถีเซียนแล้ว
ขอเพียงร่างเวียนวัฏของหวังเย่ปรากฏขึ้นในโลกเซียน แม้ว่าจะไร้อาจารย์เซวี่ยเซียวจื่อหนุนหลัง เขาก็ยังมั่นใจว่าสามารถสู้ไหว!
……
ณ ศักราชแห่งมาร บรรพตมารหมางกู่
ในตำหนักแห่งนั้น
ซูอี้กล่าวขึ้นเบา ๆ “หากฉีเนี่ยผู้นั้นมีปัญญามาที่ศักราชแห่งมาร เขาคงส่งคนมาโดยเร็วที่สุดเป็นแน่”
“หากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าในศักราชแห่งมารทุกวันนี้ก็ยังมีหนทางสู่โลกเซียนเช่นกัน”
“เจ้าคิดเช่นไร?”
กล่าวจบ เขาก็มองไปยังมู่จิงซึ่งยืนอยู่ไกล ๆ
ร่างของมู่จิงชะงัก ก่อนจะก้มหัวลงพลางกล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้าจอมราชันกล่าวได้ถูกต้องยิ่งขอรับ”
เขาเห็นตอนที่ซูอี้กับฉีเนี่ยคุยกัน เดิมทียังคิดว่าใต้เท้าจอมราชันกำลังประกาศสงครามกับลัทธิไร้มลทินด้วยซ้ำ
ทว่ายามนี้เองเขาจึงตระหนักว่า ที่ใต้เท้าจอมราชันเผยร่องรอยของตน แท้จริงแล้วคือหาทางไปยังโลกเซียนอยู่ต่างหาก!
“ข้าจะรออยู่ที่นี่สามวัน คงเพียงพอให้ฉีเนี่ยส่งคนมาหาที่นี่ได้แล้ว”
ซูอี้กล่าวอย่างเอ้อระเหย “แต่หากอีกฝ่ายไม่มาล่ะก็ หมายความว่าการจะไปยังโลกเซียนจากศักราชแห่งมารในยามนี้ยังคงเป็นไปไม่ได้”
กาลก่อนที่เขาสนทนากับฉีเนี่ย ย่อมมิใช่เพื่อสำแดงเดช
เพราะเรื่องนั้นหาจำเป็นไม่ และฉีเนี่ยก็ไร้คุณสมบัติให้เขาทำเช่นนั้น
จุดประสงค์นั้นก็คือเผยที่อยู่ของเขา ทดสอบปฏิกิริยาของฉีเนี่ย และยืนยันว่า ศักราชแห่งมารมีทางไปยังโลกเซียนได้หรือไม่
เขาหาทำเพื่อตนเองไม่ แต่เป็นการกรุยทางสำหรับมู่จิง อูเหมิง ไป๋ท่าและคนอื่น ๆ
……
สามวันผันผ่านรวดเร็ว
มรสุมสงบเงียบ ไร้สิ่งแปลกประหลาดใดเกิดขึ้น
ในที่สุดซูอี้ก็ยืนยันได้ว่าศักราชแห่งมารกับโลกเซียนทุกวันนี้มิอาจติดต่อกันได้
หาไม่ ด้วยอุปนิสัยของเซวี่ยเซียวจื่อและฉีเนี่ย เมื่อรู้ข่าวว่าเขาอยู่ในศักราชแห่งมาร มีหรือจะอยู่เฉยได้?
วันเดียวกันนั้น ซูอี้ได้เดินทางจากไป
ก่อนลาจาก เขาได้บอกกับอูเหมิง มู่จิง และคณะเป็นพิเศษว่าภายหน้ายามเขาไปสู่โลกเซียน เขาจะหาโอกาสมารับ
จากนั้นซูอี้ก็ไปทอดสายตามองไปยังจวนตระกูลเสิ่นเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะจากไปอย่างไร้เสียง
……
ณ เขาจันทร์กระจ่าง วัดสรรพสุญตา
ยามซูอี้เดินทางสู่ศักราชแห่งมาร เขาได้สร้างแท่นเคลื่อนย้ายไว้ที่นี่แท่นหนึ่ง
ยามนี้ แท่นโบราณกู่คำรามแผ่วเบา ก่อนที่คลื่นอำนาจมิติประหลาดจะปรากฏขึ้น
จากนั้นร่างของซูอี้ก็ปรากฏจากอากาศ
“สหายทัศนาจารย์ กลับมาไวจัง?”
ไม่ห่างไปนัก หลวงจีนคงจ้าวผู้กำลังร่ำสุราคุยเล่นกับคนขายของเก่าเห็นร่างของซูอี้เข้าแล้วอดผงะไปมิได้
หลังคำนวณดู ซูอี้เพิ่งจากไปไม่ถึงเจ็ดวันเท่านั้น
“อันใดหรือ อยากให้ข้าอยู่ในศักราชแห่งมารไปชั่วชีวิตเลยหรือไร?”
ซูอี้เดินเข้ามาหยิบไหสุราที่โต๊ะแล้วกระดกดื่ม
“ดูเหมือนเรื่องราวจะราบรื่นดีนะ”
คนขายของเก่ากล่าวยิ้ม ๆ
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น ปราชญ์หงอวิ๋น สุนัขพื้นเมืองซิงเชวีย ชิงถัง เซียนดาบชิงซื่อและคนอื่น ๆ ล้วนได้ทราบข่าวแล้ว
เมื่อเห็นซูอี้ผู้จากไปกลับมา พวกเขาก็อดยิ้มมิได้
วันนั้น ทุกผู้จัดงานเลี้ยงฉลองคลายกังวลให้ซูอี้ด้วยกัน
หลังจากกินดื่มอิ่มหนำ
ทันใดนั้น ปราชญ์หงอวิ๋นก็กล่าวว่า “เมื่อสามวันก่อน ม่อซิงหลินและตระกูลม่อได้ข่าวว่าขุมกำลังโบราณหลัก ณ เขตหวงห้ามเซียนละล่องออกมาแสดงความยินยอมศิโรราบแก่สหายเต๋า แลกกับโอกาสปลดคำสาปในร่างของพวกเขาแล้ว”
“ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าสหายเต๋าจะส่งเงื่อนไขใดมา ขอเพียงขุมกำลังโบราณเหล่านั้นทำได้ พวกเขาจะตอบตกลง!”
ได้ยินเช่นนั้น ซูอี้ก็อดยิ้มมิได้ “อยู่เฉยไม่ได้แล้วหรือ?”
“ปราณกฎเกณฑ์วิถีเซียนเริ่มฟื้นฟู ทุกผู้ต่างรู้ว่าคงไม่นาน ก่อนที่เขตแดนสนามรบซึ่งห่างหายไปนานจะหวนคืนโลกหล้า”
สุนัขพื้นเมืองกล่าวขณะกำลังกินเนื้อ “นี่ยังหมายความว่าเส้นทางสู่โลกเซียนจะปรากฏอีกครั้งแน่นอน หากเป็นเช่นนั้น มีหรือเจ้าเฒ่าผู้กลายเป็นวิญญาณอาสัญเหล่านั้นจะมิรีบร้อน?”
ในฐานะวิญญาณอาสัญ พวกเขาเป็นคนก็ไม่ ผีก็มิเชิง นอกจากมิอาจก่อร่างวิถีขึ้นใหม่ จะแสวงวิถีต่อไปยังทำมิได้!
นี่คือปัญหาอันแก้ไม่ตกที่เหล่าขุมกำลังโบราณล้วนต้องเผชิญ
ชิงถังกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ก่อนหน้านี้ พวกเขาถืออาจารย์ข้าเป็นศัตรูร่วม ร่วมมือกันพยายามปราบอาจารย์ข้า ทว่ายามนี้ พอรู้ว่ามิใช่คู่มือท่านอาจารย์ พวกเขาเลยอยากขายความเห็นใจยอมศิโรราบ โลกามีเรื่องดีขนาดนี้อยู่หนใดกัน?”
ในอดีต ขุมกำลังโบราณเหล่านั้นริเริ่มศึกใหญ่มากมายเพียงเพื่อจะจัดการกับซูอี้
เช่นศึกแท่นนภาม่วง ศึกเขาจันทร์กระจ่าง ศึกมหานทีประกายหยกเป็นต้น
แต่ไม่ว่าจะยามใด ฝ่ายปรปักษ์ก็จะพ่ายแพ้ยับเยิน ไร้ข้อยกเว้น
โดยเฉพาะในศึกมหานทีประกายหยก ณ เขตหวงห้ามเซียนละล่องที่ซูอี้สังหารหมู่เซียนตายตกเยี่ยงพิรุณ
หลังจากศึกนี้ เหล่าขุมกำลังโบราณพวกนั้นก็กลัวกันหัวหด!
จวบยามนี้ ทั่วโลกหล้าไร้ขุมกำลังใดกล้าสู้กับซูอี้!
ยามนี้เมื่อเหล่าขุมกำลังโบราณคิดจำนน เห็นได้ชัดว่าจนปัญญาแล้วจึงทำได้เพียงจำยอมก้มหัว
“ถูกต้อง เจ้าจะรับปากพวกเขาไปง่าย ๆ ไม่ได้นะ”
คนขายของเก่าเหยียดยิ้ม “อย่างน้อยที่สุด… ก็ควรค้นเรือนให้เกลี้ยง จากนั้นก็ให้สาบานแรง ๆ แบบที่พวกนั้นมิกล้าขัดขืนให้ยอมสยบอย่างไม่อาจโงหัว แล้วค่อยพิจารณากันอีกที”
ทุกผู้ “…”
คำแนะของคนขายของเก่านั้นช่างไร้เมตตา!
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “งั้นเรื่องนี้ ให้เจ้าจัดการแล้วกัน”
“ข้าหรือ?”
คนขายของเก่าผงะไป ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “บรรพชนเอ๋ย อย่าล้อเล่นกันสิ ฝีมือเช่นข้าจะไปงัดข้อกับขุมกำลังโบราณพวกนั้นได้อย่างไร? ให้ข้าช่วยนับสินสงครามยังว่าไปอย่าง เพราะถึงอย่างไรเจ้าก็รู้ว่าข้าแยกแยะสมบัติเก่งที่สุด เชื่อใจได้เลยว่าข้าจะไม่ยอมให้ขุมกำลังโบราณเหล่านั้นลักไก่ใช้จำนวนเข้าว่าแน่นอน”
หลวงจีนคงจ้าวค่อนขอด “มีสหายทัศนาจารย์คุ้มกะลาหัวอยู่ เจ้ากลัวอันใด? ใช้มิได้เลย!”
“ข้า…”
ขณะที่คนขายของเก่ากำลังจะโต้แย้งอยู่นั้น ซูอี้ก็กล่าวขึ้นว่า “ตกลงเช่นนั้นนะ ข้าคิดจะกลับไปยังภูมิดาราฟ้าดินพรุ่งนี้ เลยไม่มีเวลามาสนใจเรื่องยิบย่อยพวกนี้น่ะ”
“กลับภูมิดาราฟ้าดิน?”
ทุกผู้อดประหลาดใจมิได้
“กลับไปแก้ปัญหาเล็กน้อยนิดหน่อยน่ะ หากไม่มีอุบัติเหตุอันใด เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
ซูอี้กล่าวเสียงราบเรียบ
ปราชญ์หงอวิ๋นครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “สหายเต๋า หากทำเช่นนั้นต้องเร่งมือหน่อยนะ จากการคาดเดาของข้า อย่างมากสุดก็สามเดือน เขตแดนสมรภูมิจะหวนคืนสู่โลกหล้าแน่นอน ส่วนเรื่องยิบย่อยข้าจะช่วยจัดการให้”
ซูอี้พยักหน้า “ขอบคุณมาก”
คนขายของเก่าเองก็แสนปรีดา เขาได้รู้แล้วว่าปราชญ์หงอวิ๋นเป็นตัวตนวิถีเซียนที่ร้ายกาจและลึกลับเพียงใด
เมื่อมีปราชญ์หงอวิ๋นคุ้มครอง เขาก็มั่นใจเหลือแสนว่าจะสามารถขูดรีดพวกขุมกำลังโบราณเหล่านั้นให้สิ้นเนื้อประดาตัวได้!
“ท่านอาจารย์ ข้าไปกับท่านด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ชิงถังเผยท่าทีคาดหวัง
ครั้งหนึ่ง นางเคยเป็นศิษย์ลำดับที่เก้าของถ้ำเสวียนจวินผู้ฝึกฝนอยู่หลายต่อหลายปีในมหาแดนดิน และยามนี้นางก็อยากถือโอกาสกลับไปเยี่ยมเยือนสักหน่อย
ซูอี้รับปากยินยอม
เช้าตรู่รุ่งขึ้น
ซูอี้และชิงถังออกเดินทาง ขึ้นเรือสมบัติลอยผ่านนภา
สำหรับซูอี้ในยามนี้ อย่าว่าแต่เดินทางด้วยเรือสมบัติเลย การจะข้ามจักรวาลพร่างดาวหวนคืนสู่ภูมิดาราฟ้าดินด้วยอำนาจมหาวิถีของตนก็มิยากเย็นอีกต่อไป
เพียงเจ็ดวันต่อมา เขากับชิงถังก็มาถึงวังวายุเร้นอาสัญ
กาลก่อน เมื่อซูอี้สัญจรจากภูมิดาราฟ้าดินมุ่งสู่จักรวาลพร่างดาว เขาก็เคยข้ามแดนดินอันตรายแห่งนี้มาก่อน
ทว่ายามนี้ เขาต้องการสัญจรกลับจากจักรวาลพร่างดาวเพื่อไปสู่ภูมิดาราฟ้าดิน
“หือ?”
หลังจากผ่านวังวายุเร้นอาสัญมา ซูอี้ก็พลันสัมผัสได้กับบางอย่างผิดปกติ