บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1472: ห้ามหาทูตสวรรค์
ตอนที่ 1472: ห้ามหาทูตสวรรค์
ระหว่างที่กลิ่นอายพลังน่ากลัวกำลังถาโถมโหมซัด จู่ ๆ ร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้น
คนผู้นี้คือผู้เฒ่าร่างผอมราวกับไม้เสียบผี สวมชุดยาวสีเขียว รัดผมด้วยเกล้าหยกสีทองหม่น ใบหน้าเรียวแหลม
สายฟ้าสีขาวอมเทาล้อมรอบตัวเขา ส่องประกายแห่งความลี้ลับน่ากลัว
เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้น ผู้ฝึกตนโดยรอบต่างพากันสั่นสะท้านราวกับเห็นเทพสูงส่งเสด็จลงมา!
“ทูตสวรรค์อีกแล้ว!” ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อันที่จริง เขาไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์มาตัดสินเลย เพราะว่าหลังจากที่ชายชุดสีแดงกับผู้เฒ่าร่างผอมเหมือนไม้เสียบผีในชุดสีเขียวปรากฏตัวขึ้น ดาบเก้าคุมขังที่สงบเงียบอยู่ในห้วงความนึกคิดของเขาก็เริ่มกระสับกระส่าย ปล่อยพลังน่ากลัวออกมา
ตอนที่เห็นหมีเจินกับช่างเสื้อหยิบยืมพลังของเทพในครั้งนั้น ก็เคยเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น!
เพียงแต่ว่าซูอี้ระงับยับยั้งความเคลื่อนไหวของดาบเก้าคุมขังไว้ตลอด ไม่ปล่อยให้ดาบเก้าคุมขังพุ่งออกไป
ทว่าตอนนี้ สถานการณ์เช่นนี้กำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง!
“ท่านคือ?”
ชายชุดแดงที่มีใบหน้าราวกับหนุ่มน้อยถาม
“ผู้ติดตามภายใต้การปกครองของเทพมารเชียนอวี่ นามว่าลู่ทง คารวะสหายเต๋า”
ผู้เฒ่าชุดสีเขียวยิ้มพลางประสานมือคารวะ
ชายชุดแดงร้องอ้อแล้วกล่าว “ท่านมาตามบัญชาเทพเช่นกันหรือ?”
“ถูกต้อง”
ผู้เฒ่าชุดเขียวที่เรียกตัวเองว่าลู่ทงพยักหน้าพลางกล่าว “แต่ที่มาในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ข้าคนเดียวเท่านั้น ยังมีสหายเต๋าคนอื่นอีก ตอนนี้กำลังรีบเดินทางมา”
ชายชุดแดงกล่าว “ข้าก็ได้รับบัญชาจากองค์เทพเช่นกัน ทราบมาว่าในการปฏิบัติการครั้งนี้ยังมีผู้ใต้บัญชาขององค์เทพท่านอื่น ๆ ร่วมด้วย”
ผู้เฒ่าชุดเขียวลู่ทงกล่าว “ถ้าเช่นนั้น… พวกเรารอต่ออีกสักครู่ด้วยกันดีหรือไม่? สหายเต๋าก็เห็นแล้ว ม่านพลังฮุ่นตุ้นรอบสี่ด้านของภูมิดาราฟ้าดินนี้เหนือกว่าอำนาจกฎเกณฑ์ทั่วไปมาก หากว่าพวกเราสองคนทะลวงอย่างเต็มกำลัง บางทีอาจจะสามารถเปิดทางได้ แต่จะต้องสูญเสียกำลังแห่งเทพที่เราทั้งสองควบคุมไปมากเช่นกัน ได้ไม่คุ้มเสีย”
ชายชุดแดงครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงพยักหน้ารับปาก
สองคนนี้ยืนสนทนากันกลางอากาศของจักรวาลพร่างดาวราวกับไร้บุคคลอื่นอยู่ข้างกาย
ทว่าพลังอำนาจในตัวพวกเขากลับกดดันจนจักรวาลพร่างดาวในบริเวณนี้เกิดความสับสน ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งหลายถึงกับตัวสั่น หวาดกลัวครั่นคร้าม
คำต่าง ๆ เช่น ‘เทพมารเชียวอวี่’ ‘บัญชาจากองค์เทพ’ ‘กำลังแห่งเทพ’ และอื่น ๆ ที่พวกเขาเอ่ยถึงขณะสนทนาทำให้คนอื่น ๆ คิดกันไปต่าง ๆ นานา จินตนาการกันไปอย่างเลื่อนลอย
“เทพ?”
ชิงถังก็อดตื่นตระหนกไม่ได้เช่นกัน ถึงกับต้องเบนสายตามองอาจารย์ที่อยู่ข้างกาย
นางจำได้ชัดเจนว่าเมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์เคยประลองกำลังกับทูตสวรรค์ตนหนึ่งในส่วนลึกเขตหวงห้ามดาราหยก
“ไม่ต้องกลัว คอยดูต่อไปว่าพวกเขาคิดจะทำอะไร” ซูอี้ถ่ายทอดเสียงกล่าวเบา ๆ
เขารู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
ทูตสวรรค์สองคนนั้นมาตามคำบัญชา เห็นได้ชัดว่าต้องการจะเข้าสู่ภูมิดาราฟ้าดิน
เช่นนี้หมายความว่าม่านพลังฮุ่นตุ้นที่ครอบคลุมรอบภูมิดาราฟ้าดินไม่ใช่ฝีมือของเหล่าเทพเช่นนั้นหรือ?
สถานการณ์ผิดปกติเช่นนี้ทำให้ซูอี้เข้าใจได้เช่นกันว่าการคาดคะเนของตนเองเมื่อก่อนหน้าอาจจะผิดเพี้ยนไป
และก็เป็นเพราะเหตุนี้ ซูอี้จึงคิดจะคอยดูต่อไปอีก
ทูตสวรรค์สองตนทยอยมาถึงเพื่อจะเข้าสู่ภูมิดาราฟ้าดิน เช่นนี้เพียงพอที่จะแสดงว่าความเปลี่ยนแปลงของภูมิดาราฟ้าดินไม่เพียงแต่สร้างความสนใจต่อเทพเท่านั้น
ทวยเทพไม่อาจลงสู่โลกมนุษย์ แต่กลับส่งทูตสวรรค์มา!
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ซูอี้ถึงกับขมวดคิ้วไปชั่วขณะ แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับภูมิดาราฟ้าดินกันแน่ ถึงสร้างความอลหม่านได้มากมายเพียงนี้?
ไม่นานนัก มีทูตสวรรค์อีกสามตนทยอยมาถึง
คนหนึ่งเป็นผู้เฒ่าหน้าตาอิ่มเอิบสวมชุดนักพรต มือถือดาบปลายมนหยกสีเขียว สัญลักษณ์ประหลาดบางอย่างหมุนเหนือศีรษะ
คนหนึ่งเป็นผู้ชายสวมชุดหนังสัตว์ กลางหน้าผากประทับรูปลายงูผงาด ผิวคล้ำ สะพายหอกรบสีเงิน ราวกับเทพยักษ์เดินออกมาจากป่าร้าง
อีกคนหนึ่งเป็นหลวงจีนวัยกลางคน ร่างสูง แต่งตัวในชุดหลวงจีน เหยียบแท่นดอกบัวสีดำใต้เท้า รอบตัวมีลายอักขระพระธรรมจำนวนนับไม่ถ้วนรายรอบ
เมื่อทูตสวรรค์ทั้งสามตนนี้ปรากฏตัว พลังอำนาจของแต่ละคนดุดันน่ากลัวจนทำให้จักรวาลพร่างดาวในแถบนี้เกิดความระส่ำระสาย
ผู้ฝึกตนที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ พากันหลบอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้
ในห้วงความนึกคิดของซูอี้ ดาบเก้าคุมขังสั่นสะเทือนพร้อมกับส่งเสียงคำรามราวกับได้รับแรงกระตุ้นอย่างใหญ่หลวง ดุดันจนแทบจะพุ่งออกจากห้วงความนึกคิดอย่างควบคุมไม่อยู่!
“สงบใจก่อน!”
ซูอี้สูดหายใจลึก ๆ ระงับยับยั้งดาบเก้าคุมขัง
เวลาเช่นนี้ สถานการณ์ยังไม่เด่นชัด ไม่ใช่เวลาที่จะลงมือ
“ทุกท่าน จะรอช้าไม่ได้ ร่วมมือกันทลายม่านพลังฮุ่นตุ้นก่อน เมื่อเข้าสู่ภูมิดาราฟ้าดินแล้ว พวกเราค่อยแยกย้ายปฏิบัติตามบัญชา คิดว่าอย่างไร?”
ชายชุดแดงที่มาถึงคนแรกกล่าว
“ได้”
….ทูตสวรรค์อีกสี่ตนพากันรับปาก
ทันใดนั้น ทั้งห้าตนก็ลงมือพร้อมกัน
ครืน!
จักรวาลพร่างดาวสั่นสะเทือน ดวงดาราจำนวนนับไม่ถ้วนสั่นคลอน
ทูตสวรรค์ทั้งห้าต่างก็สำแดงอานุภาพเทพของตัวเอง ต่างหยิบสมบัติล้ำค่าออกมา ซัดม่านพลังฮุ่นตุ้นที่อยู่ห่างออกไป
ม่านพลังฮุ่นตุ้นถูกกระหน่ำอย่างแรง จนสั่นสะเทือน
“พลังน่ากลัวมาก!”
“หรือว่าใต้เท้าเหล่านั้นจะเป็นผู้ใต้บัญชาของเทพจริง ๆ? มิเช่นนั้นจะควบคุมพลังที่น่ากลัวเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“หากสามารถติดตามใต้เท้าเหล่านั้นบุกเข้าไปในภูมิดาราฟ้าดินได้ก็คงจะดี…”
ห่างออกไป ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนถึงกับตื่นตะลึงในฝีมือที่ทูตสวรรค์ทั้งห้าแสดงออกมา
แม้กระทั่งวิญญาณอาสัญขอบเขตจุติสรวงเหล่านั้นก็ยังรู้สึกหวาดเกรง ความตื่นตระหนกและหวาดกลัวผุดขึ้นในใจอย่างระงับไม่อยู่
“ท่านอาจารย์ คนเหล่านั้น… เป็นผู้ใต้บัญชาของเทพจริง ๆ หรือ?”
ชิงถังอดถ่ายทอดเสียงมาถามไม่ได้
นางก็ตื่นตระหนกเช่นกัน บนใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย
ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็นเพราะระดับการฝึกตนอ่อนเกินไป ภาวะจิตกับจิตวิญญาณถูกพลังอานุภาพของทูตสวรรค์ทั้งห้าสยบ จึงเกิดความหวาดเกรงขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
“เพียงแค่สุนัขรับใช้ของเทพที่กระจายตัวอยู่ในโลกมนุษย์เท่านั้น”
ซูอี้เอ่ยขึ้นลอย ๆ “แน่นอน ถือได้ว่าเป็นผู้ใต้บัญชาของเทพเช่นกัน”
ในคำพูดที่ราบเรียบ เต็มไปด้วยความดูแคลน
ความเป็นจริงแล้ว ซูอี้ก็ไม่ได้มองทูตสวรรค์ที่ว่าเหล่านี้อยู่ในสายตาจริง ๆ
เพราะอย่างไรเสีย ทูตสวรรค์เหล่านี้ก็เหมือนกับช่างเสื้อและหมีเจิน ล้วนเป็นสาวกที่เลื่อมใสและศรัทธาต่อเทพบางตน พลังที่ควบคุมก็ได้มาจากเทพเช่นกัน
มาคิด ๆ ดู หากว่าเป็นผู้ใต้บัญชาที่ทวยเทพพึ่งพาจริง เกรงว่าด้วยความสามารถของพวกเขาไม่น่ามีทางลงสู่โลกมนุษย์ได้
เปรียบเทียบกันเช่นนี้แล้ว สามารถรู้ได้ว่าทูตสวรรค์ที่เดินบนโลกมนุษย์เหล่านี้มีความสามารถเช่นใด
แน่นอน นี่คือความเข้าใจของซูอี้
สำหรับผู้ฝึกตนทุกคนในโลก พลังที่ทูตสวรรค์ทั้งห้าครอบครองนั้นไม่แตกต่างไปจากเทพที่มีอำนาจเหนือโลกมนุษย์!
“เปิด…!”
ทันใด ผู้ชายในชุดหนังสัตว์ที่มีลักษณะประดุจเทพยักษ์ส่งเสียงร้องคำราม ควงหอกรบสีเงิน แทงเข้าไปในม่านพลังฮุ่นตุ้นอย่างเต็มแรง
เสียงดังสนั่นดังขึ้นตามแรงกำลังของเขา ภายใต้สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนที่จับจ้องดูด้วยความตื่นตระหนก ทันใดนั้นม่านพลังฮุ่นตุ้นที่แข็งแกร่งก็ปรากฏรอยร้าวขึ้นมารอยหนึ่ง!
คล้ายกับหนทางที่มุ่งตรงเข้าไปในภูมิดาราฟ้าดิน!
“ไปกัน!”
ผู้ชายในชุดหนังสัตว์พุ่งเข้าไปในรอยร้าวรอยนั้น
ทูตสวรรค์อีกสี่ตนตามหลังไปติด ๆ
ทว่าในชั่วขณะนี้เอง ร่าง ๆ หนึ่งโฉบออกมาจากด้านในของรอยร้าวรอยนั้น!
คนผู้นี้เป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีลวดลายวิถีแปลกประหลาดล้อมรอบตัว
เมื่อเขาฟาดฝ่ามือออกมา
ปัง!!!
ผู้ชายในชุดหนังสัตว์ที่พุ่งเข้าไปก่อนคนแรกสุดถึงกับถอยออก
ทูตสวรรค์อีกสี่ตนรู้สึกไม่ชอบมาพากล หยุดเดินในทันใด เลือกหลบก่อนชั่วคราว
จากนั้น สายตาของพวกเขาทุกคนต่างก็มองไปที่ชายหนุ่มรูปงามคนนั้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ผู้ที่คอยดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ตื่นตระหนกมากเช่นกัน!
ในภูมิดาราฟ้าดิน มีคนที่สามารถทัดทานทูตสวรรค์ได้เช่นนั้นหรือ?
ชายหนุ่มรูปงามคนนั้นมีกลิ่นอายพลังที่พิศดารมาก ลวดลายอักขระนับไม่ถ้วนรายล้อมรอบตัว บ้างคดงอเหมือนกับไส้เดือน บ้างปลิวว่อนราวกับกลีบดอกไม้ บ้างสะท้อนแสงเทวะอันงดงามออกมา ช่างตระการตายิ่งนัก
ทว่า กลิ่นอายพลังของชายหนุ่มรูปงามคนนี้ต่างไปจากทูตสวรรค์ทั้งห้าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ซูอี้เกิดความรู้สึกไม่เข้าใจขึ้นมา
“เจ้าคือใคร!?”
ผู้ชายในชุดหนังสัตว์เอ่ยถาม น้ำเสียงดังกึกก้องทั่วจักรวาลพร่างดาว
เขาปล่อยพลังดุดัน ในสายตาเต็มไปด้วยประกายที่น่ากลัว จับจ้องดูชายหนุ่มรูปงามคนนั้นไม่คลาดสายตา
ชายหนุ่มรูปงามไม่ได้ให้ความสนใจ
เขากวาดสายตามองทูตสวรรค์ทั้งห้า ทันใดส่งเสียงหัวเราะขึ้นพร้อมกับกล่าวหมิ่นประมาท “เพียงแค่สุนัขรับใช้ที่ไม่รู้จักประมาณตนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากว่าเป็นนายของพวกเจ้าแต่ละคนมา บางทีข้าอาจจะหันไปให้ความสนใจขึ้นมาบ้างก็ได้”
เขามีท่าทีปล่อยตัวตามสบาย วาจาที่กล่าวไร้ซึ่งความเกรงกลัว เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและผยองอย่างเต็มที่
คำกล่าวนี้ทำให้สีหน้าของทูตสวรรค์ทั้งห้าถึงกับบูดบึ้งขึ้นมา
“ไสหัวไป โชคของภูมิดาราฟ้าดิน ไม่ใช่ของพวกเจ้า”
ชายหนุ่มรูปงามปัดมือ
“ทุกท่าน ไม่ต้องสนว่าเขาเป็นใคร ลงมือพร้อมกัน จัดการเขาก่อน!”
ผู้ชายชุดสีแดงเอ่ยพูดน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ดี!”
ทูตสวรรค์อีกสี่คนรับคำ
ครืน!
ทันใด ทั้งห้าร่วมมือกันอย่างเต็มที่
แต่ละตนดุดัน ปล่อยพลังเทพน่ากลัวออกมา จักรวาลพร่างดาวในแถบนี้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ชายหนุ่มรูปงามขมวดคิ้ว ทันใดพุ่งตัวไปข้างหน้า ระหว่างที่โบกมือ อักขระจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปอย่างแรงจนสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น การร่วมมือของทูตสวรรค์ทั้งห้าถูกถล่มจนสลาย!
ทว่าร่างของชายหนุ่มรูปงามก็สั่นคลอนไปในทันใดเช่นกัน กลิ่นอายพลังในตัวอ่อนลงไปมาก
“ให้ตายสิ คาดการณ์ผิดไปแล้ว รู้เช่นนี้แต่แรก ไม่น่าแยกเจตจำนงเช่นนี้มาเลย…”
ชายหนุ่มรูปงามตบหัวตัวเอง บ่นพึมพำขึ้นมาด้วยความเจ็บใจ
ทูตสวรรค์ทั้งห้าอึ้งตะลึงไปชั่วครู่ ทันใดแสดงสีหน้ายินดีออกมา ต่างก็รู้แล้วว่าที่แท้ชายหนุ่มรูปงามดีแต่ภายนอก มีแต่พูดจาโอ้อวด!!
“ฆ่า!”
โดยไม่รีรออีก ทูตสวรรค์ทั้งห้าบุกโจมตีอีกครั้ง แต่ละตนดุดันน่ากลัว
ชายหนุ่มรูปงามมุมปากกระตุก ไม่คิดอะไรอีก รับมืออย่างสุดกำลัง
ครืน!
ศึกใหญ่ปะทุขึ้น
ชายหนุ่มรูปงามดุดันรุนแรงมาก พลังที่ควบคุมน่ากลัวเกินกว่าที่คาดคิด สู้กันหนึ่งต่อห้าไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย
เขาเริ่มกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบขึ้นมาอย่างช้า ๆ
ย้อนกลับไปมองดูทูตสวรรค์ทั้งห้า กลับมีท่าทีฮึกเหิม กระหน่ำซัดชายหนุ่มรูปงามคนนั้นไม่ยั้ง
“ท่านอาจารย์ ดูเหมือนว่าชายคนนั้นรับมือไม่ไหวแล้ว…”
ชิงถังกล่าว
ก่อนหน้านี้นางคิดว่าชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเป็นตัวตนที่เก่งฉกาจเอาเรื่อง ทว่าตอนนี้เข้าใจแล้วว่า ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนจะลวดลายแพรวพราว แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เรื่อง
“คนผู้นี้เป็นเพียงแค่เจตจำนงที่ใกล้จะสลายตัวแล้วเท่านั้น สามารถต่อสู้จนถึงขั้นนี้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถเปรียบได้”
ซูอี้กล่าวเบา ๆ
เพิ่งพูดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มรูปงามที่กำลังต่อสู้ห้ำหั่นกับทูตสวรรค์ทั้งห้าอย่างดุเดือดคนนั้นพลันหันไปที่ซูอี้พร้อมกับร้องตะโกนเสียงดัง
“ท่านลุง! ขืนท่านยังไม่ลงมือ เจตจำนงของหลานนี้คงต้องจบเห่แล้วจริง ๆ!”
เสียงดังไปทั่วบริเวณ ดังกึกก้องในจักรวาลพร่างดาว
ซูอี้ “???”