บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1490: แท่นทะยานสรวง
………………..
ตอนที่ 1490: แท่นทะยานสรวง
ไร้ซึ่งอุบัติเหตุใด ๆ
เมืองหนานหั่วซึ่งปกครองโดยยอดฝีมือขอบเขตรวมวิถีจากจักรดาราหนานหั่วเองก็ดำเนินตามรอยเท้าเมืองซีหานและเป่ยเยวียนไป
หนึ่งดาบทะยาน ทั่วเมืองถูกกวาดล้างสิ้น
ยามนี้ สามแดนเหย้าจักรดาราใหญ่ถูกทำลายแทบราบคาบ!
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป จักรดาราใหญ่ทั้งหลายย่อมต้องตกตะลึง ทว่ายามนี้ ยอดฝีมือจากเมืองตงเสวียนทั้งหลายล้วนมีสีหน้าทึ่มทื่อ
ชนะขาดลอย!
เมื่อตกตะลึงติดต่อกันบ่อยครั้งเข้า อารมณ์ของผู้คนจะเข้าสู่ภาวะมึนตึง
สำหรับซูอี้ เขายังคงไร้อารมณ์ ไร้ความปรีดาหรือทอดถอนใจราวกระทำเรื่องเล็กน้อยทั่วไป
เขาออกคำสั่งราบเรียบ “ไปรวบรวมสินสงครามเสีย ข้าจะกลับก่อน”
กล่าวจบ เขาก็เดินจากไป
คนทุกผู้จากเมืองตงเสวียนมองหน้ากัน
เนิ่นนานจากนั้น พวกเขาก็ฟื้นสติจากภาวะมึนงง สีหน้าแปรเปลี่ยนซับซ้อนคลุมเครือ
“ยามนี้ ข้าอดสงสัยไม่ได้เลยว่ายามใต้เท้าซูไปยังสนามรบแรก พวกคนในขอบเขตจุติมงคลจะรับคมดาบของท่านไหวหรือ”
บางผู้รำพัน
“หนึ่งดาบล้างเมือง เรื่องเช่นนี้ไม่เคยบังเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์เขตแดนสมรภูมิ…”
บางผู้พึมพำ
“ในสายตาสหายเต๋าซู ยอดฝีมือในวิถีจุติสรวงนั้น เกรงว่าคงไม่ต่างจากมดไร้ทางสู้แล้วกระมัง?”
บางผู้ดูตะลึงัน
เพียงชั่วข้ามคืน สามนครก็ถูกทำลายตาม ๆ กัน!
……
เมืองตงเสวียน
ซูอี้ทอดกายสบายใจบนเก้าอี้หวาย จิบสุราพลางชมโฉมจันทร์เพ็ญสีเลือดเหนือท้องนภาเงียบงัน
“ไม่รู้เลยว่าผลงานศึกคืนนี้จะมอบ ‘หยกลี้ลับมหาวิถี’ แก่ข้ามากเพียงไร”
ณ สนามรบที่สองนี้ ทุกสองเดือนหลังผ่านราตรีจันทราสีเลือด ผู้ฝึกตนจะได้รับหยกลี้ลับมหาวิถีอันบังเกิดจากกฎสวรรค์โดยอิงจากผลงานสะสมในป้ายสัญลักษณ์ของแต่ละผู้!
นี่คือรางวัลจากสนามรบที่สอง
จำนวนเกียรติประวัติการศึกจะเป็นตัวตัดสินจำนวนหยกลี้ลับมหาวิถีที่ได้รับ
‘หยกลี้ลับมหาวิถี’ ที่ว่านี้ แท้จริงก็คือก้อนสสารอันควบรวมจากอำนาจต้นกำเนิดมหาวิถีแห่งสนามรบที่สอง มีปราณกำเนิดฮุ่นตุ้นอยู่ภายใน
มันมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนในขอบเขตรวมวิถีเหลือคณานับ
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนจากฝ่ายใด สมบัติเช่น ‘หยกลี้ลับมหาวิถี’ ก็ล้วนถูกเรียกเป็นวาสนายิ่งใหญ่!
จนกระทั่งเช้าตรู่รุ่งขึ้น ยอดฝีมือทั้งหลายจากเมืองตงเสวียนก็นำสินสงครามมหาศาลกลับมา
“พวกเจ้าแบ่งสมบัติอื่น ๆ กันเถิด”
ซูอี้เลือกศิลาเบญจขันธ์สามร้อยกว่าชิ้นออกจากบรรดาสินสงคราม ส่วนสมบัติอื่น ๆ นั้นยากจะกระตุ้นความสนใจเขาได้
คนทุกผู้ที่เหลือมองหน้ากันเหลอหลา ทว่าไร้ผู้ใดกล้าออกมารับสินสงคราม
เพราะถึงอย่างไร เมื่อคืนพวกเขาก็มิได้ทำอันใดเลย ไฉนจึงมีหน้ามาขอส่วนแบ่งกันด้วย?
“รับไว้เถอะ ข้าใช้สมบัติพวกนี้ไม่ได้แล้วล่ะ”
ซูอี้กล่าวอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะแบ่งสมบัติเหล่านั้นแก่ทุกผู้
ทุกผู้ล้วนจนใจ แสนตื้นตันจนสิ้นวาจา หัวใจไหวสะท้าน
ว่าไปแล้ว ซูอี้เพิ่งมาถึงสนามรบที่สองเมื่อสามวันก่อน ทว่าวันนี้ เขากลับทำลายรังสามจักรดาราใหญ่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า!
ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกเกินจริงราวฝันไป
ทว่าทุกผู้แน่ใจ ว่าจากนี้ อย่างน้อยก็ในสนามรบที่สอง คนจากจักรดาราตงเสวียนก็มิต้องห่วงจะถูกศัตรูภายนอกรังแกกันอีกต่อไป!
อันที่จริง ยามนี้แม้อาจจะมียอดฝีมือจากจักรดาราใหญ่ทั้งสามรอดชีวิต แต่ก็คงเหลือไม่มากแล้ว
หมายความว่ามีภัยคุกคามเหลืออยู่ไม่มาก
และทั้งหมดนี้มาจากฝีมือของซูอี้!
……
เช้ารุ่งขึ้น
ท้องนภาสว่างไสว เมฆมงคลทองอร่ามปรากฏเหนือท้องนภา
ซูอี้ยืนบนกำแพงเมือง เงยหน้าขึ้นมองท้องนภา
เมื่อแบมือออก ป้ายสัญลักษณ์หนึ่งก็ปรากฏขึ้น
มันคือป้ายประจำตัวของเขา
วูบ!
ป้ายประจำตัวทะยานสู่เวหา เปล่งปราณมหาวิถีล่องหนทะยานสู่เก้าชั้นสรวง
เมฆมงคลเหนือนภาสั่นระรัวรุนแรง
จากนั้น พิรุณแสงนับไม่ถ้วนก็พร่างพรมเช่นน้ำตกเข้าหาซูอี้ตาม ๆ กัน
เมื่อมาถึงตรงหน้าซูอี้ พิรุณแสงเหล่านี้ก็ควบรวมกันเป็นหยกวิญญาณขนาดเท่ากำปั้นทารกร้อยกว่าชิ้น
หยกวิญญาณแต่ละชิ้นล้วนปกคลุมด้วยปราณกำเนิดฮุ่นตุ้นบริสุทธิ์หนาแน่น
หยกลี้ลับมหาวิถี!
เมื่อเหล่ายอดฝีมือจากจักรดาราตงเสวียนในเมืองเห็นเข้า พวกเขาก็อดตะลึงไม่ได้ ดวงตาเปี่ยมความริษยา
ในสนามรบที่สองนี้ ทุก ๆ สิบแต้มเกียรติประวัติสังหารจะเท่ากับได้รับหยกลี้ลับมหาวิถีหนึ่งชิ้น
และยามนี้ หยกลี้ลับมหาวิถีอันหนาแน่นนี้ก็ทะยานเข้าหาซูอี้ตาม ๆ กัน
ภาพเช่นนี้เป็นเช่นการอุบัติแห่งปาฏิหาริย์!
ท้ายที่สุด ซูอี้ก็ได้รับหยกลี้ลับมหาวิถีทั้งสิ้น 179 ชิ้น
กล่าวคือ ศึกเมื่อคืนนี้ อย่างน้อยก็มีศัตรู 1,790 คนตายด้วยมือซูอี้!
นี่คือสิ่งที่กล่าวได้ว่าไม่เคยปรากฏ!
เพราะในอดีตกาล ไม่ว่าเป็นผู้เลิศล้ำเพียงไรก็ยังห่างไกล มิร้ายกาจน่าสะพรึงเท่าซูอี้ มิอาจบุกเดี่ยวล้างบางผู้อื่นได้เช่นนี้
หลังรวบรวมหยกลี้ลับมหาวิถีได้ ซูอี้ก็กลับเมือง ตัดสินใจฝึกฝนชั่วขณะเพื่อดูดซับหยกลี้ลับมหาวิถีและศิลาเบญจขันธ์ที่รวบรวมได้ให้เสร็จสิ้นก่อน
……
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ครึ่งเดือนเร่งเร็วผ่านไป
การฝึกฝนของซูอี้มาถึงขอบเขตแปรสัจธรรมขั้นกลาง และความคืบหน้าพลังจิตวิญญาณของเขาก็ยิ่งน่าอัศจรรย์ เพียงพอให้ตัวตนวิถีจุติสรวงใด ๆ ละอายต่อตนได้
ครึ่งเดือนมานี้ สนามรบที่สองสงบเงียบอย่างน่าประหลาดใจ
ยอดฝีมือทั้งหลายจากเมืองตงเสวียนสิ้นกังวล พวกเขาเริ่มออกไปสำรวจหาโอกาสตามสถานที่ต่าง ๆ ในสนามรบ
สำหรับพวกเขา พวกตนสิ้นโอกาสเข้าสู่สนามรบแรก
ดังนั้นจึงหวังกอบโกยโอกาสให้เพียงพอ พัฒนาการฝึกฝนและรอดชีวิตกลับจักรดาราตงเสวียนให้ได้
……
อีกหนึ่งเดือนเคลื่อนผ่านรวดเร็ว
วันนี้ การฝึกฝนของซูอี้เข้าสู่ขอบเขตแปรสัจธรรมขั้นปลายอย่างราบรื่น
หยกลี้ลับมหาวิถีและศิลาเบญจขันธ์ที่เขารวบรวมมาถูกใช้สิ้นแล้ว
“สำหรับตัวตนในวิถีจุติสรวงอื่น ๆ เพียงดูดซับสมบัติเหล่านี้ก็เคลื่อนผ่านหนึ่งขอบเขตใหญ่ได้ง่าย ๆ แล้ว ต่อให้เป็นสองขอบเขตใหญ่ก็หายากเย็นไม่”
‘ทว่าสำหรับข้า มันทำได้เพียงให้การฝึกฝนของข้ามาถึงขอบเขตแปรสัจธรรมขั้นปลายเท่านั้น…’
ซูอี้ครุ่นคิด
หากวิถีเต๋าแข็งแกร่งเกินไป หมายความว่าการเคลื่อนขอบเขตก็โหดหินเกินจินตนาการเช่นกัน
ทว่าซูอี้ก็พอใจแล้ว
ต้องทราบว่าเขาเพิ่งก้าวสู่ขอบเขตแปรสัจธรรมได้เพียงเดือนกว่า
และยามนี้ เขาก็อยู่ในขั้นปลายขอบเขตแปรสัจธรรมแล้ว!
ความแข็งแกร่งของเขาเองก็เพิ่มพูนเหินทะยาน
จวบยามนี้ ประสบการณ์ของชาติที่หกหวังเย่เองก็ยากตัดสินความแข็งแกร่งของซูอี้ ณ ขณะนี้ได้
อันที่จริง วิถีจุติสรวงที่ซูอี้กำลังดำเนินอยู่นั้นกล่าวได้ว่าไม่เคยปรากฏตลอดกาลนาน กระทั่งหวังเย่เองก็มิเคยก้าวเดิน และด้วยประสบการณ์การฝึกตนของหวังเย่ จึงย่อมมิอาจอนุมานอำนาจต่อสู้ปัจจุบันของเขาได้
“ถึงกาลไปสนามรบแรกแล้ว”
ซูอี้กล่าวกับตนเอง
เขายืนขึ้นและประกาศเจตนาตน
แม้คนทุกผู้จากเมืองตงเสวียนจะรู้อยู่แล้วก็ตามว่าซูอี้จะมิอยู่ในสนามรบที่สองนานเกินไป แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะไป พวกเขาก็ยังคงอิดออดอยู่ดี
“ใต้เท้าซู โปรดให้ข้าส่งท่านที่แท่นทะยานสรวงเถิด!”
มีผู้กล่าวเสนอ
หากต้องการไปยังสนามรบแรก ก็ต้องเอาชนะ ‘ทวารบาล’ สามสิบหกตนอันก่อกำเนิดจากกฎมหาวิถีบนแท่นทะยานสรวงเสียก่อน
ความแข็งแกร่งของทวารบาลแต่ละตนนั้นเทียบได้กับตัวตนสูงสุดขอบเขตรวมวิถี
แน่นอน ทุกผู้ต่างรู้ว่าระดับเช่นนั้นช่างแสนง่ายสำหรับซูอี้
“ก็ได้”
ซูอี้พยักหน้า
พวกเขาทั้งหลายออกจากเมืองตงเสวียน เดินทางสู่ ‘แท่นทะยานสรวง’ ณ ใจกลางสนามรบที่สองกันทันที
……
แท่นทะยานสรวง
มันมีรูปลักษณ์เหมือนสนามเต๋าสูงอันมีกว้างไกลหลายพันจั้ง เป็นสีดำทมิฬ
“ใต้เท้าซู นับแต่ราตรีจันทราโลหิตแรกจากการเปิดเขตแดนสมรภูมิ ตัวตนสูงสุดกลุ่มเล็ก ๆ จากสามจักรดาราหลักอื่น ๆ ได้ผ่านบททดสอบของแท่นทะยานสรวงและไปยังสนามรบแรกแล้วเจ้าค่ะ”
ก่อนมาถึงแท่นทะยานสรวง จ่านอวิ้นได้กล่าวว่า “ว่ากันว่าในหมู่ผู้ผ่านบททดสอบ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือตัวตนไร้เทียมทานจากจักรดาราหนานเยวียน มีนามว่า ‘หวนชิงซง’ ซึ่งมีผลการทดสอบเป็นอันดับ 39 บนแท่นทะยานสรวงเจ้าค่ะ”
“ยามนั้น ท้องนภาเหนือแดนก็บังเกิดนิมิตทั่วฟ้าดิน สะท้านสะเทือนทั่วสมรภูมิที่สอง”
ซูอี้พยักหน้าอย่างเหม่อลอย “ก็ดีนะ”
สีหน้าของทุกผู้แปรเปลี่ยนละเอียดอ่อน
สำหรับพวกเขา ตัวตนเช่นหวนชิงซงนั้นนับว่าพวกเขาทำได้เพียงหวังอยากเป็น กล่าวได้ว่าเป็นตัวตนล้ำเลิศเหนือโลกา
แต่ในสายตาซูอี้ เขาควรค่าเพียงคำว่า ‘ก็ดี’…
“เอาล่ะ พวกเจ้าส่งข้าที่นี่ก็พอ”
ซูอี้ก้าวขึ้นไปบนแท่น
ตู้ม!
อำนาจกฎเกณฑ์ปรากฏบนแท่นทะยานสรวง หนึ่งร่างมายาก่อตัวขึ้นบนนภา
ร่างนั้นปกคลุมด้วยเกราะดำ ถือดาบ ปราณร้ายกาจเทียบได้กับตัวตนสูงสุดขอบเขตรวมวิถี
นี่คือทวารบาลผู้ควบรวมจากอำนาจกฎเกณฑ์
มีเพียงการฆ่าทวารบาลทั้งสามสิบหกเท่านั้นจึงมีสิทธิ์เข้าสู่สนามรบแรกได้
ส่วนลำดับในบททดสอบนั้นจะคำนึงจากเวลาที่ใช้และการบาดเจ็บต่าง ๆ ในการผ่านบททดสอบ
“ฆ่า!”
ทันทีที่ทวารบาลปรากฏตัว เขาก็เหวี่ยงดาบโจมตีซูอี้ทันควัน
ดุร้ายทรงพลัง
ซูอี้ดีดนิ้วโดยมิชายตาแล
เปรี้ยง!
ร่างของทวารบาลระเบิดแหลกเป็นพิรุณแสง
และทวารบาลอีกตนก็ถูกประกอบร่างขึ้นทันที
ครานี้ ซูอี้ยกมือขึ้นเล็กน้อย แล้วมันก็สลายไปเยี่ยงทำจากกระดาษโดยไม่ทันได้ลงมือด้วยซ้ำ
ภาพอันเรียบง่ายผ่อนคลายนี้ ยอดฝีมือจากจักรดาราตงเสวียนทั้งหลายมองหน้ากัน หัวใจเรรวนเกินสงบ
สำหรับซูอี้ บททดสอบเช่นนี้เฉื่อยแฉะน่าเบื่อโดยไร้กังขา
เพียงไม่กี่อึดใจ ทวารบาลทั้งสามสิบหกซึ่งปรากฏตาม ๆ กันก็ปราชัยอย่างง่ายดาย
จากนั้น แท่นทะยานสรวงก็ส่งเสียงคำราม
บนท้องนภาทั่วสนามรบที่สอง วจีวิถีดังสนั่นสูงส่งกระหึ่มขึ้น สารพัดแสงทองปรากฏ
เป็นนิมิตตระการตา!
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็เห็นลำดับของเขา
เหมือนเช่นตอนทิ้งนามไว้บน ‘แท่นหินทำเนียบศึกมหาวิถี’ ณ สนามรบที่สาม
นามของซูอี้ปรากฏ ณ อันดับหนึ่งบนแท่นทะยานสรวง!
และทันทีจากนั้น หนึ่งเส้นแสงอันเป็นชื่อเขาก็ทะยานหายเข้าไปในอำนาจกฎเกณฑ์สนามรบที่สอง
‘ถูกแล้ว อย่างน้อยที่สุดนี่ก็พิสูจน์ได้ว่าในขอบเขตแปรสัจธรรม ความแข็งแกร่งของข้าเหนือล้ำเกินกว่าจะเทียบยอดฝีมือในขอบเขตรวมวิถีซึ่งเคยมารับบททดสอบที่นี่ห่างไกล’
ซูอี้คิดในใจ
“ลาแล้ว”
ซูอี้หันกลับไปโบกมือให้เหล่ายอดฝีมือจากจักรดาราตงเสวียน ก่อนที่ร่างของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงทะยานนภา
“ใต้เท้าซูรักษาตัวด้วย!”
คนทุกผู้จากจักรดาราตงเสวียนต่างก้มหัวพร้อมเพรียง
เพียงพริบตา ร่างของซูอี้ก็ถูกอาบด้วยอำนาจกฎเกณฑ์หายไป