บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1491: อสรพิษฟ้าอัคคีเขียว
ตอนที่ 1491: อสรพิษฟ้าอัคคีเขียว
สนามรบแรก
ลึกเข้าไปในแดนรกร้างสีเลือดซึ่งผู้คนมิอาจเข้าถึง มีวายุร้ายกราดเกรี้ยวชั่วกาล
ที่แห่งนี้ถูกถือเป็นเขตหวงห้ามโดยตัวตนขอบเขตจุติมงคลทั้งหลาย!
ตลอดกาลนานมา ผู้ฝึกตนขอบเขตจุติมงคลทั้งหลายผู้เข้ามาในสนามรบแรกล้วนไม่กล้าเฉียดกรายไปในสระอสนีบาตนี้แม้แต่ก้าวเดียว
ณ ส่วนลึกแห่งแดนรกร้างสีเลือดนี้มีขุนเขาอาบอสนีบาตทมิฬลูกหนึ่ง
อสนีบาตคลั่งพร่างพรมลงบนขุนเขาเยี่ยงคลื่นคลั่ง ส่งเสียงคำรามก้องสะท้านแดนดิน
ปราณทำลายล้างร้ายกาจทำให้บริเวณรอบข้างขุนเขานั้นบิดเบี้ยวพังทลาย
และบนบรรพตอสนีบาตนั้น จู่ ๆ ร่างหนึ่งก็ร่วงลง
ขณะยังอยู่กลางเวหา วงแหวนศักดิ์สิทธิ์สีเทาวงหนึ่งพลันปรากฏขึ้นล้อมร่างนั้น ประคองร่างทะยานลงสู่ตีนเขา
เมื่อมองดี ๆ จะพบว่านางเป็นสตรีผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มกระจ่างใสผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์สะท้อนแสง ที่หว่างคิ้วปรากฏตราลึกลับรูปทรงคล้ายงูกลืนหาง
นางคืออาไฉ่!
อสนีบาตทมิฬเกรี้ยวกราดในแดนดินนั้นฉีกกระชากร่างยอดฝีมือขอบเขตจุติมงคลได้โดยง่าย
ทว่าเมื่อมันฟาดลงบนร่างบอบบางของอาไฉ่ มันก็ถูกวงแหวนศักดิ์สิทธิ์สีเทาสกัดกั้นสลายไป
“เจ็บใจนัก พลาดอีกแล้ว!”
อาไฉ่กัดฟัน นัยน์ตางามเปี่ยมจิตวิญญาณของนางเจือความหงุดหงิด
บนยอดคีรีอสนีบาตนี้ ที่ข้างผาอันว่างเปล่า มี ‘สระอสนีบาต’ อันกว้างใหญ่อยู่
หยาดวารีในสระอสนีบาตนั้นแปรเปลี่ยนจากที่มาแห่ง ‘อัสนีเซียนทลายสุญตา’
และในสระอสนีบาตนั้นยังมีสมบัติศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นอีกชิ้นหนึ่ง
จุดประสงค์ของอาไฉ่ก็คือชิงสมบัติศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นชิ้นนั้น!
โชคร้ายที่นับแต่นางเข้ามายังสนามรบแรก นางก็พยายามทดลองหลายหน ทว่าก็ล้วนล้มเหลวไร้ข้อยกเว้น
อสนีบาตทมิฬบนขุนเขานั้นร้ายกาจเกินไป มันมีนามว่าอัสนีเซียนทลายสุญตาซึ่งแปรเปลี่ยนจากอำนาจกฎสวรรค์สนามรบแรกนี้ ถล่มทำลายตัวตนใด ๆ ใต้วิถีเซียนได้อย่างง่ายดาย
และสระอสนีบาต ณ ขอบเหวบนยอดเขานี้ก็คือที่มาแห่งอัสนีเซียนทลายสุญตา!
‘ไม่รู้ว่าสหายเต๋าซูเข้ามายังสนามรบแรกหรือยัง หากได้เขาช่วย เขาก็อาจเพิ่มความเป็นไปได้ได้บ้าง’
อาไฉ่ครุ่นคิดในใจ
ก่อนที่นางจะส่ายหน้าทันที ตัดสินใจรอเยียวยาบาดแผลแล้วลองอีกหน
หากไม่ได้การจริง ๆ นางก็จะไปยัง ‘แดนแรกเยือน’ แล้วรอให้ซูอี้มา
……
แดนแรกเยือน
หนึ่งพื้นที่ซึ่งอยู่ใจกลางสนามรบแรก
นี่คือที่ราบอันไพศาล จตุรทิศล้อมรอบด้วยยอดเขา
บนยอดเขาแต่ละแห่งมีอาคารเรียงตัวเป็นทิวแถว
สี่ยอดเขานี้ก็คือค่ายพำนักสำหรับจักรดาราทั้งสี่ มีนามว่ายอดเขาตงเสวียน ยอดเขาซีหาน ยอดเขาหนานหั่ว และยอดเขาเป่ยเยวียน
สี่ยอดเขาตั้งตระหง่านจตุรทิศ
บนที่ราบใจกลางยอดเขาทั้งสี่มีสนามเต๋าขนาดยักษ์ขนาดพันจั้งตั้งอยู่
พื้นสนามเต๋านั้นปกคลุมด้วยลวดลายประหลาดหนาแน่น
นี่คือ ‘แท่นแรกเยือน’!
เมื่อสิ้นระยะหนึ่งปี วิถีแรกเยือนจะปรากฏขึ้นในสนามเต๋านี้ ชี้นำตรงไปยัง ‘แท่นแปรเซียน’ ซึ่งอยู่ลึกขึ้นไปเหนือท้องนภา!
และยามนั้น ไม่ว่าผู้ใดที่ฆ่าฟันผ่านการประชันดุเดือดผ่านวิถีแรกเยือนได้ พวกเขาก็จะได้รับการยอมรับจาก ‘ทูตแรกเยือน’ จากโลกเซียนและทะยานสู่สรวง!
ทว่าขณะนี้ ทั้งวิถีแรกเยือนและแท่นแปรเซียนล้วนยังไม่ปรากฏ
เสียงการต่อสู้ดังระงม สนามเต๋า ณ ขณะนี้เกิดศึกดวลดุเดือด
สองฝ่ายซึ่งกำลังโรมรันมาจากจักรดาราเป่ยเยวียนและหนานหั่วตามลำดับ พวกเขาล้วนแต่เป็นยอดราชันจุติสรวงในขอบเขตจุติมงคล ความแข็งแกร่งสูงส่ง
ใกล้แท่นแรกเยือนมีผู้ชมศึกมากมาย
กระทั่งบนยอดเขาทั้งสี่ยังมีสายตามากมายจับจ้องมา
ในการดวลเช่นนี้ นอกจากจะชี้วัดแพ้ชนะยังมีรางวัลอีกด้วย ผู้พ่ายแพ้จะต้องเสียเกียรติประวัติครึ่งหนึ่ง!
กล่าวคือ หากพ่ายติดกันสองหน เกียรติประวัติทั้งหมดจะสลายสิ้น
และเมื่อไร้เกียรติประวัติ ยามวิถีแรกเยือนปรากฏ คนผู้นั้นก็จะสิ้นคุณสมบัติก้าวเดินบนวิถีแรกเยือน!
ในทางกลับกัน ยิ่งสั่งสมเกียรติประวัติมากมายเพียงไร ผลประโยชน์ยามก้าวเดินบนวิถีแรกเยือนก็ยิ่งสูงส่ง
โดยเฉพาะเมื่อไปถึง ‘แท่นแปรเซียน’ ยิ่งมีเกียรติประวัติมากมาย ยิ่งได้รับ ‘ปราณวิญญาณเซียน’ มากขึ้นเท่านั้น!
และ ‘ปราณวิญญาณเซียน’ ที่ว่านี้ก็หาใช่ปราณเซียนทั่วไปไม่ แต่เป็นอำนาจต้นกำเนิดอันก่อเกิดในวิถีเซียน
ยิ่งดูดซับปราณวิญญาณเซียนได้มากเพียงไร รากฐานวิถียามกลายเป็นเซียนยิ่งแข็งแกร่ง
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงก็อุทานในบริเวณสนามเต๋า
ปรากฏว่ายอดฝีมือขอบเขตจุติมงคลจากจักรดาราเป่ยเยวียนเอาชนะศัตรูกำชัยได้อย่างราบรื่น
และเกียรติประวัติครึ่งหนึ่งในป้ายสัญลักษณ์ของผู้แพ้ก็หายไปปรากฏในตราสัญลักษณ์ของผู้ชนะ
ไกลออกไป สตรีผู้หนึ่งในชุดผ้าลินินสวมหน้ากากสำริดมองศึกอยู่
นางเม้มปากสีชมพูระเรื่อ การดวลเช่นนี้ช่างน่าเบื่อแท้
ทว่า ผู้อื่นนั้นล้วนมองศึกอย่างสนอกสนใจยิ่ง
สตรีในชุดผ้าลินินผู้นี้รวบเรือนผมดำลวก ๆ เป็นหางม้าด้วยเชือกแดง นัยน์ตาเรืองประกายสีม่วง ร่างสูงสง่างาม
นางคือสตรีถือหอกลึกลับ
“ว่าแล้วเชียว ที่สูงช่างเหน็บหนาว ในขอบเขตจุติมงคลนี้ มีน้อยคนนักจะอยู่ในสายตา”
สตรีถือหอกพึมพำ
นางมองไปยังท้องนภา “ด้วยความแข็งแกร่งของข้า แม้จะหลบสายตาอำนาจกฎเกณฑ์แห่งเขตแดนสมรภูมินี้ได้ แต่ก็ยังหลบการคัดกรองจากกฎวิถีเซียนไม่ได้อยู่ดี เมื่อวิถีนั้นปรากฏ หากคิดลอบเข้าโลกเซียน เกรงว่าคงซับซ้อนยากเอาการ”
“ปวดเศียรจริงแท้”
นางยกมือขึ้นถูจมูก ทว่าก็แตะโดนหน้ากากสำริดบนใบหน้า ปลายนิ้วของนางพลันชะงักเล็กน้อย ก่อนจะลดมือกลับอย่างมิอภิรมย์นัก
“สหายเต๋าซูยังไม่มาอีกหรือ?”
“ยังเลย”
“อนิจจา หากสหายเต๋าซูอยู่ มีหรือจักรดาราตงเสวียนของเราจะตกต่ำเพียงนี้?”
…มิไกลนัก หนึ่งบทสนทนาละล่องสู่โสตของสตรีถือหอก
นางชะงักไปเล็กน้อย นั่นสิ เจ้าคนแซ่ซูผู้นั้น จวบยามนี้ยังมาไม่ถึงสนามรบแรกอีกหรือ?
ผิดปกติจริง ๆ!
สตรีถือหอกส่ายหัวและหันหลังจากไป
……
ในหนองน้ำท่ามกลางสายหมอกแห่งหนึ่ง
ตัวตนขอบเขตจุติมงคลกลุ่มหนึ่งจากจักรดาราหนานหั่วกำลังล้อมโจมตีอสรพิษสีเขียวตัวหนึ่งอย่างสุดกำลัง
ศีรษะของอสรพิษเขียวนั้นมีเขาเดี่ยวสีเลือดงอกออกมา ลำตัวยาวพันจั้งของมันยิ่งใหญ่เยี่ยงขุนเขา สี่กรงเล็บหุ้มเกล็ดบังเกิดขึ้นใต้ท้อง เผยสัญญาณการแปรเปลี่ยนเป็นมังกร
อสรพิษเขียวตัวนี้ดุดันร้ายกาจอย่างยิ่ง เคลื่อนไหวรวดเร็วเยี่ยงสายฟ้า บัญชาม่านหมอกเพลิงศักดิ์สิทธิ์ แม้ร่างของมันจะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังสังหารตัวตนในขอบเขตจุติมงคลได้
“อย่าลนลาน สัตว์ร้ายนี่กำลังจะสิ้นพิษสงแล้ว!”
“ทนไปอีกสักหน่อยนะ!”
…เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตจุติมงคลร่วมมือต่อสู้สุดกำลัง
ในสนามรบแรก นอกจากแดนแรกเยือนแล้ว ทุกแห่งหนทั่วแดนดินซุกซ่อนอันตรายถึงชีวิตสำหรับยอดฝีมือขอบเขตจุติมงคลทั้งหลายไว้มากมาย
แน่นอนว่ายังมีวาสนาต่าง ๆ อันยากพบพานในโลกภายนอกด้วย
เหมือนเช่นอสรพิษสีเขียวตรงหน้านี้เป็นสัตว์ร้ายบรรพกาลนามอสรพิษฟ้าอัคคีเขียว ซึ่งแทบจะสูญพันธุ์ไปแล้วในโลกหล้า
และอสรพิษฟ้าอัคคีเขียวตัวนี้ก็มีศักยภาพแปรเปลี่ยนเป็นมังกรได้!
ในสายตาเหล่าผู้ฝึกตน อสรพิษฟ้าอัคคีเขียวตัวนี้มองเช่นไรก็คือสมบัติ เทียบได้กับวาสนาอันหายากยิ่ง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การล่าสัตว์ร้ายเช่นอสรพิษฟ้าอัคคีเขียวก็สามารถสร้างเกียรติประวัติมากมายในสนามรบแรกนี้ได้เช่นกัน!
เพราะเช่นนี้ ตัวตนขอบเขตจุติมงคลจากสี่จักรดาราในสนามรบแรกจึงมักเดินทางไปไหนมาไหนเป็นกลุ่ม
ประการแรกคือค้นหาวาสนา และอีกประการคือตามล่าสัตว์ร้ายสั่งสมเกียรติประวัติ
ตู้ม!
ทันใดนั้น อสรพิษฟ้าอัคคีเขียวก็กู่ก้องคำรามสะเทือนสรวง ก่อนจะสะบัดกลุ่มศัตรู หันหลังเผ่นหายสู่ส่วนลึกของหนองน้ำ
“ตาม!”
“เร็วเข้า สัตว์ร้ายนี่ต้องทนมิไหวแล้วแน่!”
ตัวตนจากจักรดาราหนานหั่วทั้งหลายล้วนตื่นเต้นตามๆ กัน
พวกเขาล้วนบาดเจ็บสะบักสะบอม ทว่าหาใส่ใจตนเองไม่ ต่างคนต่างไล่ตามรวดเร็วทันที
หนองน้ำนี้แสนไพศาล ปกคลุมด้วยหมอก และมีพฤกษาโบราณยืนต้นโล้นเลี่ยนสูงตระหง่านมากมาย
อสรพิษฟ้าอัคคีเขียวรวดเร็วอย่างยิ่ง มันทะยานชนพฤกษาโบราณขวางทางไปเกินคณานับ
ทว่าท้ายที่สุด ก่อนจะหนีไปถึงขุนเขาศิลาสีเงินประหลาด ณ ส่วนลึกของหนองน้ำได้ เจ้าอสรพิษฟ้าอัคคีเขียวก็คำรามสะเทือนเวหาราวมิอาจทานทน แล้วร่างใหญ่โตเยี่ยงขุนเขาของมันก็ร่วงลงในหนองน้ำ สาดวารีกระเซ็นสายทั่วท้องนภา
ขณะที่เหล่ายอดฝีมือจากจักรดาราหนานหั่วกำลังจะเผยความปรีดานั้นเอง
ทันใดนั้น ม่านตาของพวกเขาก็พากันหดตัว หยุดฝีเท้าลงสิ้นวาจา
เพราะจุดที่อสรพิษฟ้าอัคคีเขียวล้มลง มิอาจทราบว่ามีร่างสูงใหญ่หนึ่งปรากฏแต่ยามใด
อาภรณ์เขียวสะอาดสะอ้านไร้มลทิน
เขาดูอ่อนเยาว์ยิ่ง ทว่ากลับไร้ปราณฝึกฝนบนร่าง ดูประหลาดผิดปกติยิ่งนัก
“ที่แท้ก็เป็นสหายเต๋าผู้หนึ่งจากจักรดาราตงเสวียน”
ชายวัยกลางคนชุดเหลืองผู้หนึ่งดูจะถอนหายใจโล่งอก เขาก้าวออกไปคำนับ “ข้ามาจาก ‘ศาลวิถีเอกขจี’ แห่งจักรดาราหนานหั่ว มาฆ่าสัตว์ร้ายนี่ในยามนี้ ขอให้สหายเต๋าเปิดทางด้วย”
กิริยาของเขาสุภาพอย่างยิ่ง มารยาทไร้ที่ติ
ชายหนุ่มชุดเขียวนั้นย่อมเป็นซูอี้ เขาชี้ไปยังอสรพิษฟ้าอัคคีเขียวพลางกล่าวว่า “ข้าเองก็มีส่วนในการตายของสัตว์ร้ายนี่นะ”
ชายวัยกลางคนชุดเหลืองและคณะนิ่งไป ก่อนจะมองตามนิ้ว
และพวกเขาก็เห็นทันทีว่าบนหัวของอสรพิษฟ้าอัคคีเขียวมีรูโลหิตรูหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าถูกปราณดาบเจาะทะลวง
ชายวัยกลางคนชุดเหลืองคิดชั่วขณะ และกล่าวว่า “หากเช่นนั้น สินสงครามนี้ก็แบ่งให้สหายเต๋าได้สามส่วนนะ”
ซูอี้ดูจะยิ้ม “แค่สามส่วนหรือ? มิเหมาะสมหรอก”
ชายวัยกลางคนชุดเหลืองและพวกมองหน้ากัน เห็นได้ชัดว่ามิชอบใจเล็กน้อย
ทว่าท้ายที่สุด ชายวัยกลางคนชุดเหลืองก็กล่าวอย่างครุ่นคิด “งั้นครึ่งต่อครึ่งเป็นไร? นี่เป็นการแสดงน้ำใจสูงสุดของเราแล้วนะ”
ซูอี้ประหลาดใจ เดิมทีเขาแค่ยียวน แต่มิคาดเลยว่าอีกฝ่ายจะเลือกยอมประนีประนอมซ้ำ ๆ!
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็กล่าวว่า “หากตอบคำถามหนึ่งของข้า ข้าจะมิถือหากจะสละสินสงครามส่วนของข้า”
ชายวัยกลางคนชุดเหลืองแย้มยิ้ม “สหายเต๋าว่ามาเถิด”
ซูอี้กล่าวเข้าประเด็น “ไฉนเจ้าจึงไม่ชิงมันไปเสียเล่า? เจ้าก็รู้ว่าหากฆ่าข้า นอกจากจะยึดสินสงครามไว้ได้ผู้เดียวแล้ว ยังได้เกียรติประวัติด้วย ไฉนจึงมิทำเช่นนั้นกัน?”
“ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าพวกเจ้ามาจากจักรดาราหนานหั่ว และข้าเป็นตัวตนจากจักรดาราตงเสวียน เราย่อมเป็นอริกันอยู่แล้ว แต่ไฉนเจ้าจึงเลือกยอมถอยครั้งแล้วครั้งเล่า?”
ซูอี้งุนงงอยู่จริงแท้ มันแตกต่างจากสถานการณ์ในสนามรบแรกที่เขาเข้าใจอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ยิ่งเกินคาดคือ ทันทีที่วาจาของเขาถูกกล่าว พวกชายวัยกลางคนชุดเหลืองต่างก็ดูประหลาดใจ
ดูพวกเขาจะคิดว่าคำถามนี้ของตนนั้นช่าง… โง่เง่า!