บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1542: ชุมนุมเซียนเจ็ดดารา
ตอนที่ 1542: ชุมนุมเซียนเจ็ดดารา
วันที่เจ็ดเดือนเจ็ด
ชุมนุมเซียนเจ็ดดาราซึ่งเป็นที่สนใจทั่วทั้งแคว้นจิ่งได้เปิดฉากขึ้น ณ ‘สนามเต๋าเทียนติ่ง’ ในนครเซียนเทียนติ่ง
ผู้เข้าร่วมชุมนุมเซียนเจ็ดดารามีสำนักเซียนเมฆาโปรย สำนักเต๋าแปรนิลกาฬ หุบเขาเทพเสียงสวรรค์ สำนักดาบอุดรยะเยือก ตำหนักเทพนภาม่วง สำนักเต๋าเคลื่อนวิญญาณ และสำนักเซียนนภาหยก
ในหมู่พวกเขา สำนักดาบอุดรยะเยือกคือเจ้าภาพ
รุ่งสางของวันถัดมา
ที่นั่งรอบสนามเต๋าเต็มไปด้วยผู้คนแต่หัววัน!
เหล่าผู้ทรงอำนาจจากเจ็ดสำนักเซียนแห่งแคว้นจิ่งล้วนนั่งแยกตามฝ่ายตน
ส่วนผู้เข้าร่วมชุมนุมเซียนเจ็ดดารานั้น นอกจากเหล่าคนรุ่นเยาว์ในขอบเขตราชันแห่งภูมิจากเจ็ดสำนักเซียนแล้ว ยังมียอดฝีมือในขอบเขตราชันแห่งภูมิผู้ลือนามในแคว้นจิ่งเข้าร่วมด้วยเช่นกัน
รวมทั้งสิ้นเกือบสามร้อยคน!
ยามเหตุการณ์สำคัญนี้เปิดฉากขึ้น เหล่าตัวตนรุ่นเยาว์ขอบเขตราชันแห่งภูมิจะแข่งขันกันบนสนามเต๋าเทียนติ่ง
หลังจากประชันกันแบบแพ้คัดออกไปเป็นรอบ ๆ แล้ว ก็จะได้ผู้เข้ารอบสิบคน!
ตามกาลเวลา ผู้เลิศล้ำรุ่นเยาว์ก็ปรากฏขึ้นในสนามเต๋าเทียนติ่งทีละคน
พวกเขาอาจหาญกล้าไม่ธรรมดา เย่อหยิ่งเย็นชาหรือไร้เทียมทาน
“เซี่ยอวิ๋นเฟิง หนึ่งในสิบผู้นำคนรุ่นเยาว์แห่งแคว้นจิ่ง มาจากหุบเขาเทพเสียงสวรรค์ ถือได้ว่ามีรูปลักษณ์เยี่ยงเซียน!”
“ชายหนุ่มผู้แต่งกายด้วยชุดขาวเยี่ยงหิมะ เคลื่อนกายเยี่ยงเซียนผู้นั้น หรือเขาจะเป็นโจวปู๋ตู้ ยอดอัจฉริยะผู้เจิดจรัสในหมู่คนรุ่นเยาว์จากสำนักเต๋าแปรนิลกาฬ?”
“เจิ้งเทียนถูจากสำนักเต๋าเคลื่อนวิญญาณก็อยู่ที่นี่เช่นกัน! เขาเป็นที่เลื่องลือในฐานะผู้เก่งกาจน่าอัศจรรย์แห่งเหล่าราชันแห่งภูมิรุ่นเยาว์ทั่วทั้งแคว้นจิ่ง!”
เซี่ยอวิ๋นเฟิงถือกระบี่ศึก เยื้องย่างเยี่ยงพยัคฆ์ ดูผ่าเผยสง่างาม
โจวปู๋ตู้สวมอาภรณ์ขาวยิ่งกว่าหิมะ ดูงดงามไร้มลทิน
เรือนผมยาวของเจิ้งเทียนถูแผดเผาเยี่ยงเปลวเพลิง ดวงตาร้อนรุ่มเยี่ยงประทีป ยิ่งใหญ่ลึกล้ำ!
การปรากฏตัวอันเฉิดฉายของทุกตัวตนล้วนสร้างเสียงฮือฮาทั่ว
“เซี่ยอวิ๋นเฟิงเป็นผู้ฝึกกระบี่ เป็นคนบ้ากระบี่ผู้ถูกยกย่องในหมู่ชนรุ่นเยาว์ของหุบเขาเทพเสียงสวรรค์ ส่วนโจวปู๋ตู้เป็นราชันแห่งภูมิอันดับหนึ่งในสำนักเต๋าแปรนิลกาฬ เป็นยอดผู้ฝึกตนซึ่งพบพานแสนยากในรอบพันปี และร่างวัชระของเจิ้งเทียนถูนั้นมิเลวเลย หากฝึกฝนในสำนักเต๋าเคลื่อนวิญญาณแล้วไปเผชิญหน้ากับเขา โอกาสชนะก็มีเพียงครึ่ง”
อาหนิงกระซิบแนะนำผู้เข้าประชันในชุมนุมเซียนเจ็ดดาราแก่อาหลี น้องสาวของนาง
“พี่หญิง ข้าเชื่อว่าท่านแข็งแกร่งที่สุด และท่านจะเอาชนะพวกเขา ชิงตำแหน่งผู้นำในชุมนุมเซียนเจ็ดดารานี้ได้แน่!”
อาหลีกล่าวเสียงใส
สาวน้อยพูดได้แล้ว สีหน้าของนางให้ความรู้สึกซึ่งมิเคยปรากฏมาก่อน
“ผู้นำ?”
อาหนิงส่ายหน้าพลางรำพันเบา ๆ “ในชุมนุมเซียนเจ็ดดารานี้มีคนผู้นั้นอยู่ ไม่มีใครประชันกับผู้นำผู้นั้นได้หรอก”
ทุกผู้รู้ว่าอาหนิงกำลังพูดถึงใคร
เหวินเยวียนหมิง!
ผู้นำศิษย์รุ่นเยาว์แห่งสำนักเซียนเมฆาโปรย ผู้นำอันดับหนึ่งจากสิบอันดับชนรุ่นเยาว์แห่งแคว้นจิ่ง และผู้เลิศล้ำไร้เทียมทาน หายากยิ่งชั่วกาลนาน!
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดในขอบเขตราชันแห่งภูมิในแคว้นจิ่งล้วนถูกกลบรัศมียามอยู่ตรงหน้าเขา!
ตั้งแต่เหวินเยวียนหมิงเกิด เขาก็ไร้เทียมทานมาโดยตลอด กล่าวกันว่าไม่เคยมีผู้ใดบีบให้เขาต้องใช้ความแข็งแกร่งอย่างเต็มที่ได้ หนึ่งบุคคลไร้คู่เปรียบทั่วขอบเขตราชันแห่งภูมิ!
“พี่หญิง ท่านอาจไม่ด้อยไปกว่าเขาก็ได้นะเจ้าคะ!” อาหลีกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“อาหลี เจ้าไม่เคยเห็นเหวินเยวียนหมิงลงมือ คงมิรู้หรอกว่าเขาเป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวเพียงไร”
รอยยิ้มแห้งปรากฏขึ้นบนใบหน้าอาหนิงอย่างช่วยไม่ได้ “แม้ข้าจะอยู่ในสิบอันดับแรก แต่หากเผชิญหน้ากับเขา พี่แพ้แน่นอน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ดวงตาของอาหนิงก็อดเผยร่องรอยความหวาดกลัวจับใจ และ… ชื่นชมมิได้
ทุกผู้รอบข้างนิ่งงัน
กระทั่งอาหลีก็สงบจิต
ในใจของนางคิดว่า พี่สาวผู้ทะนงตนเสมอของนางออกปากยอมรับว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา? เหวินเยวียนหมิงต้องเป็นตัวตนไร้เทียมทานเช่นไรกัน?
มีเพียงซูอี้ที่นั่งเอกเขนกอยู่ข้างกายนาง ดวงตามองไปยังท้องนภาราวใจลอย
ผู้เลิศล้ำอัจฉริยะอันใด ตัวตนไร้เทียมทานอันใด… ท้ายที่สุดคนพวกนี้ก็แค่ราชันแห่งภูมิผู้หนึ่งในแคว้นจิ่ง
หากเปรียบเทียบทั่วทั้งแดนเซียน เขาก็ไม่มีสิ่งใดให้พูดถึง
สิ่งสำคัญที่สุดคือก่อนที่เขาจะมายังแดนเซียน ตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าวิถีเซียนไม่ได้อยู่ในสายตาของชายหนุ่มมานานแล้ว
มิใช่เพราะความเย่อหยิ่ง แต่สำหรับซูอี้ผู้สังหารเซียนแท้ขอบเขตสุญตา ทำลายทูตสวรรค์มานักต่อนัก ตัวตนรุ่นเยาว์เหล่านี้ก็ไม่มีคุณสมบัติให้เขาสนใจจริง ๆ
“พี่ซู ด้วยความแข็งแกร่งและฝีมือของท่าน น่าเสียดายจริง ๆ ที่มิอาจเข้าร่วมงานชุมนุมเซียนเช่นนี้ได้” อาหลีพลันกระซิบ
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวขึ้น หลายผู้ก็ขุ่นเคือง
คนแซ่ซูผู้นั้นเกาะชายกระโปรงสตรีได้ดี หากมิใช่เพราะอาหนิงพาเขามา เกรงว่าเขาคงมิอาจเข้ามาในสนามเต๋าเทียนติ่งนี้ได้!
หม่าสิงคงและผู้ทรงอำนาจอื่น ๆ จากสำนักเซียนนภาหยกเองก็รู้สึกขบขัน แม่หนูน้อยนี่ช่างมิรู้อันใดเลย!
ทว่าพวกเขาคร้านเกินกว่าจะสนใจ
มีเพียงฉางเล่อสิงที่ดูพิกล ลอบกล่าวกับตนเองในใจว่าตัวตนปริศนาผู้นี้ทำให้เซียนทั้งหลายต้องสงวนท่าที มีหรือจะเข้าร่วมงานชุมนุมเซียนเช่นนี้?
ซูอี้หรือจะสนใจสายตาผู้อื่น?
เขาเพียงกล่าวกับอาหลีเบา ๆ ด้วยรอยยิ้ม “เดี๋ยวชี้ให้ข้าดูหน่อยนะว่าใครคือซุนอวิ๋นฉี”
อาหลีนิ่งไป
อาหนิงขมวดคิ้วกล่าวเตือนโดยมิรอให้นางพูด “ซูอี้ เจ้าจะก่อเรื่องมิได้นะ หากเกิดอันใดขึ้น ข้ามิอาจช่วยเจ้าได้นะ”
เมื่อสองวันก่อน ชายหนุ่มบอกว่าจะช่วยนางกับอาหลีระบายโทสะ
เดิมที อาหนิงคิดว่าเขาเพียงปลอบใจนาง ใครเล่าจะคิดว่าคนผู้นี้ดูจะทำจริงตามว่า!
อาหลีเองก็เกลี้ยกล่อมอย่างเร่งร้อน เพราะกลัวว่าซูอี้จะโมโห
ทันใดนั้น หม่าสิงคงพลันกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา “ไอ้หนุ่ม ดูตาม้าตาเรือหน่อย หากเจ้ากล้าก่อเรื่อง สำนักเซียนนภาหยกของข้าจะมิคุ้มกะลาหัวเจ้านะ!”
หัวใจของผู้คนเย็นเฉียบ
ซูอี้เมินเฉย หาสนใจไม่
ทันใดนั้น เสียงอุทานก็ดังขึ้นในสนามเต๋าสนั่นลั่นทั่วฟ้าดิน
เหวินเยวียนหมิงมาแล้ว!
สายตานับไม่ถ้วนเบนมองมายังจุดเดียว
เหล่าผู้ทรงอำนาจทั่วทิศหยุดเสวนา หันมองไปยังจุดเดียวกัน
และพบชายหนุ่มชุดม่วงคนหนึ่งเดินมายังสนามเต๋าจากไกล ๆ
สองมือของเขาไพล่หลัง ผมยาวถูกรวบขึ้นลวก ๆ ด้วยมงกุฎสีทอง ดวงตาเจิดจรัสเยี่ยงนภากว้าง ไร้การแสดงสีหน้าทุกข์สุขราวจักรพรรดิเยือนแดน
ทั่วทั้งร่างเปี่ยมด้วยความยิ่งใหญ่เยี่ยงสวรรค์!
ผู้เลิศล้ำไร้เทียมทานในขอบเขตราชันแห่งภูมิของแคว้นจิ่งปรากฏตัวขึ้น ดึงความสนใจทุกผู้มาที่เขา!
“เขา… ดูแข็งแกร่งจริง ๆ ด้วย… พี่ซู พี่คิดเช่นไร?” อาหลีร้องถาม
แม้สาวน้อยจะมิเคยก้าวสู่วิถีฝึกฝน แต่นางก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกไร้เทียมทานยามมองไปที่เหวินเยวียนหมิงจากไกล ๆ!
แตกต่างจากตัวตนอื่น ๆ มาก
ซูอี้นั่งนิ่งอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวอย่างเฉยชา “ภายหน้ายามเจ้าก้าวสู่วิถีราชันแห่งภูมิ เจ้าจะแข็งแกร่งกว่าเขามากเลยล่ะ”
อาหลีผงะ
คนอื่น ๆ อดขำมิได้ ไม่สนใจจะมาโต้เถียง เพราะมองว่าวาจาของซูอี้นั้นเป็นการแสดงออกอย่าง ‘ไม่รู้ความ’
ไม่นานนัก เซียนผู้หนึ่งจากสำนักดาบอุดรยะเยือกซึ่งเป็นเจ้าภาพลุกขึ้นประกาศกฎการเข้าร่วมการแข่งขันในงานชุมนุม
เมื่อเสียงระฆังดังกังวานสู่โสตของทุกผู้ ชุมนุมเซียนเจ็ดดาราซึ่งเป็นที่รอคอยก็เริ่มขึ้นในที่สุด
เมื่อมีผู้ปรากฏขึ้นประชันกันบน ‘สนามประลอง’ กลางสนามเต๋ามากขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นร้อนรุ่ม
ส่วนทุกผู้ที่นี่ ชุมนุมเซียนเจ็ดดารานั้นบอกได้ว่าเจิดจรัสน่าอัศจรรย์
ทุกตัวตนผู้ปรากฏล้วนให้บรรยากาศเจิดจรัสอย่างยิ่ง
เมื่อเกิดการต่อสู้ระหว่างตัวตนสูงสุดในขอบเขตราชันแห่งภูมิศึกแล้วศึกเล่า เสียงอุทานและโห่ร้องให้กำลังใจก็ดังกระหึ่มมิขาดสาย
เจี๊ยวจ๊าวไปหมด
เหล่าตัวตนทรงพลังจากเจ็ดขุมกำลังเซียนในงานต่างมองศึกอย่างตั้งใจ นาน ๆ ครั้งจะออกความเห็น
กระทั่งอาหลียังตกตะลึงไป ใบหน้าน้อยของนางเปี่ยมความโหยหา
นี่คืออำนาจของผู้ฝึกตน!
แผดเผาบรรพตทลายทะเล ทะยานล่องนภา เหนือสรรพชีวิตใด!
ซูอี้เองก็จับจ้องอย่างตั้งใจ
ทว่าท้ายที่สุด…
ละสายตาและค่อย ๆ หลับตาลง
มิใช่เพราะการแข่งขันมิเร้าใจพอแต่อย่างใด
ทว่าหากมองด้วยขอบเขตและทัศนคติในปัจจุบันของเขา มันก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเลย
เขาเริ่มคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับการฝึกฝนของตนเอง
โอสถเซียนที่ชิงเวยส่งมาถูกเขากลืนกินไปแล้วสามส่วน สรรพคุณของมันเด่นชัด และร่องรอยอำนาจราชันเซียนซึ่งอัดแน่นเต็มร่างเขาก็ถูกกำจัดไปแล้วสี่ส่วน
มันยังทำให้การฝึกฝนอันแห้งเหือดของเขาเริ่มฟื้นตัวกลับมาบ้าง ซึ่งเทียบได้กับอำนาจหนึ่งส่วนหากเทียบกับยามสมบูรณ์พร้อม!
อย่ามองว่าเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยรากฐานมหาวิถีอันแข็งแกร่งเกินคาดหยั่งของเขา การฝึกฝนส่วนเดียวนี้ก็เพียงพอให้กระทำเรื่องหลายสิ่งได้แล้ว
“จากสถานการณ์นี้ ในเจ็ดวัน บาดแผลในร่างของข้าจะฟื้นตัวสมบูรณ์ และการฝึกฝนก็จะฟื้นตัวครบถ้วน!”
เค้าความคาดหวังฉายวาบขึ้นในแววตาของซูอี้
ทันใดนั้น เสียงอุทานอย่างกังวลของอาหลีก็ดังขึ้นในหู
ซูอี้ลืมตาขึ้นทันที
เขาพบว่าอาหลีกำลังมองไปบนสนามประลอง ใบหน้าน้อยของนางซีดขาว เต็มไปด้วยความกังวลประหม่า คู่หัตถ์หยกกุมเข้าหากันแน่น
สีหน้าของตัวตนอื่น ๆ ในสำนักเซียนนภาหยกเองก็บิดเบี้ยวนัก
เมื่อมองไปบนสนามประลอง ซูอี้ก็พบว่าอาหนิงกำลังต่อสู้กับเหวินเยวียนหมิง!
ทว่าสภาพของอาหนิงนั้นทุลักทุเลยิ่ง
อาภรณ์สะท้อนแสงของนางเปรอะไปด้วยโลหิต ได้รับบาดเจ็บสาหัส เรือนผมยาวกระเซอะกระเซิง เห็นได้ชัดว่ามิอาจรับมือไหว
ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของเหวินเยวียนหมิงเป็นเยี่ยงสายรุ้ง ดวงตาราวเนตรทิพย์ ชนะอย่างขาดลอย!
รอบข้างเกิดเสียงอุทานด้วยความตะลึงกับอำนาจการต่อสู้ของเหวินเยวียนหมิงที่คำรามลั่นเยี่ยงสายฟ้า
เสียงแสดงความเสียใจที่มีต่ออาหนิงเองก็ดังมิรู้จบ
ไร้ผู้ใดประหลาดใจ
อาหนิงพ่ายแพ้ยับเยิน!
นางถูกฟาดจนกระเด็นออกนอกสนามประลองด้วยฝ่ามือของเหวินเยวียนหมิง เนื้อตัวโชกเลือด มิอาจทราบว่ากระดูกหักไปกี่ท่อน
“พี่หญิง!”
อาหลีกังวลเสียจนน้ำตาริน
ผู้คนล้วนเงียบกริบอย่างตกตะลึง
ทุกสายตาที่มองไปยังเหวินเยวียนหมิงต่างเปี่ยมความยำเกรง ตะลึง และชื่นชม
และสภาพสะบักสะบอมของอาหนิงยามแพ้พ่ายนั้นสะเทือนใจเสียยิ่งกว่าเหวินเยวียนหมิงเสียอีก!
บนสนามประลอง เหวินเยวียนหมิงไพล่มือไว้เบื้องหลัง ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “ก่อนการประลอง ข้าให้เจ้ายอมแพ้แล้ว แต่เจ้าก็ไม่ประมาณตน ช่างน่าขำเสียนี่กระไร?”
“ว่าตามตรง ตัวตนเช่นเจ้าไม่คู่ควรเป็นศัตรูข้าอีกต่อไป และเจ้าก็ไร้คุณสมบัติเป็นหนึ่งในสิบผู้นำราชันแห่งภูมิในแคว้นจิ่งแล้ว จากนี้ไป เจ้าจะถูกคัดออก!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ผู้คนก็ฮือฮาเซ็งแซ่
สีหน้าของเหล่าผู้ทรงอำนาจในสำนักเซียนนภาหยกดำคล้ำยิ่ง
ความหมาายวาจานั้นมิเพียงดูถูกเหยียดหยามอาหนิง แต่ยังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางจนจมดิน!
อาหนิงนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ร่างสั่นสะท้านเล็กน้อย
ใบหน้าของนางซีดขาว
ดวงตาของอาหลีเบิกขึ้นด้วยโทสะ ใบหน้าแดงก่ำอย่างโกรธเคือง
ข้างกายนาง คิ้วของซูอี้ย่นหากัน
………………..