บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1543: ระบายโทสะ
ตอนที่ 1543: ระบายโทสะ
เสียงโห่ร้องดังกระหึ่มรอบสนามเต๋าเทียนติ่ง
เหวินเยวียนหมิงดูจะเป็นจุดสนใจของเหล่าผู้ชม
ขณะนั้น อาหนิงผู้พ่ายยับเยินถูกประคองกลับมาด้วยใบหน้าที่ซีดขาว
“พี่หญิง!”
อาหลีเข้าไปหาพี่สาวของตน นางมองสภาพการบาดเจ็บสาหัสของอาหนิงแล้วไม่อาจหยุดน้ำตาได้
ผู้อาวุโสหม่าสิงคงจากสำนักเซียนนภาหยกขมวดคิ้วกล่าว “อาหนิง ข้าบอกเจ้าแล้วว่าหากพบเหวินเยวียนหมิง เจ้าจะยอมแพ้ไปเลยก็ได้ แต่เจ้ามิฟัง!”
ดวงตาของอาหนิงหม่นประกาย เม้มปากมิกล่าววาจาใด
ผู้ทรงอำนาจอีกคนทอดถอนใจ “เอาเถอะ ไม่เพียงเจ้าจะถูกหยามเกียรติ แต่เราทั้งหลายในสำนักเซียนนภาหยกก็ไร้หน้าให้ชื่นมื่นเช่นกัน”
กระทั่งเฉียนอวี่ยังอดกล่าวมิได้ “ศิษย์พี่หญิง ไฉนท่านต้องดื้อดึงเช่นนี้ด้วย?”
ร่างของอาหนิงสั่นสะท้าน เย็นวาบทั้งกายใจ
นางเพิ่งกลับจากการต่อสู้ ทว่าไม่คิดเลยว่าจะต้องเผชิญกับเสียงติเตียนมิพอใจจากเหล่าผู้อาวุโส เอาแต่พูดถึงแต่เรื่องมิเป็นเรื่อง!
และวาจาเหล่านั้นยังทำให้อาหลีแสนเดือดดาล นี่คือผู้อาวุโสและศิษย์น้องร่วมสำนักพี่สาวข้าหรือ?
“ดูแลพี่เจ้านะ ข้าจะช่วยเจ้าระบายโทสะให้”
ซูอี้มาหาที่ข้างกายอาหลีและกล่าวขึ้นเบา ๆ
อาหลีตะลึงงัน
อาหนิงเพิ่งผ่านการประลองมา มิเพียงนางถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่อหน้าธารกำนัลโดยเหวินเยวียนหมิง นางยังถูกบรรดาผู้อาวุโสและศิษย์ร่วมสำนักปฏิบัติด้วยอย่างเย็นชา หัวใจของนางจึงเปี่ยมด้วยความอับอายขมขื่น
ดังนั้นยามได้ยินวาจาของซูอี้ โทสะอันมิอาจอธิบายก็เอ่อขึ้นในอก อดกล่าวมิได้ว่า
“ซูอี้! ป่านนี้แล้วเจ้ายังจะก่อเรื่องอีก! หากเกิดเรื่องใดขึ้นจริง ๆ ข้าจะช่วยเจ้าได้เช่นไร?”
นางกล่าวเช่นนั้น และดวงตาของนางก็แดงฉานน้ำตาคลอหน่วย
ซูอี้ผู้นี้น่าผิดหวังยิ่งนัก เขาจะช่วยแน่หรือ?
เห็นได้ชัดว่าจงใจก่อเรื่องโดยแท้!
ทว่าซูอี้หาได้รำคาญไม่ ทำเพียงยื่นมือออกไปตบบ่าอาหนิงเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างนุ่มนวล “เจ้าแค่มองเฉย ๆ ก็พอ”
อาหนิงตะลึงงัน หัวใจของนางปั่นป่วน น้ำตามิอาจหยุดไหลด้วยเหตุบางประการ
ซูอี้ผู้นี้ แม้เขาจะทำตัวน่าเป็นห่วงชวนผิดหวังเสมอ แต่เขา… แต่เขาเป็นคนแรกที่ยืนหยัดกล่าวว่าจะระบายโทสะให้นางและน้องสาว!
อาหลีอดกล่าวมิได้ “พี่ซู ท่าน…”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “ยายหนู ไม่ใช่เจ้าอยากให้ข้าเข้าร่วมงานชุมนุมเซียนนี้เสมอหรือ ตอนนี้ข้ารับปากเจ้าแล้วอย่างไรเล่า”
กล่าวจบ เขาก็ใช้มือไพล่หลังเดินจากไป
“ซูอี้ เจ้าจะทำอันใด? นี่ชุมนุมเซียนเจ็ดดารานะ หากเจ้ายังก่อเรื่อง สำนักเซียนนภาหยกของข้าจะมิคุ้มครองเจ้า!”
เฉียนอวี่ตวาด
“ไร้สาระ! ในเมื่อเขาอยากหาที่ตาย เจ้าก็ไม่ต้องไปหยุด!”
หม่าสิงคงแค่นเสียงอย่างเย็นชา
เขาและผู้ทรงอำนาจอื่น ๆ จากสำนักเซียนนภาหยกล้วนใบหน้าดำคล้ำ
ผู้น้อยซูอี้คนนี้ช่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง
“ตัวตนลึกลับนี่จะลงมือแล้ว ดูเหมือนว่า… เรื่องที่ศิษย์พี่หญิงอาหนิงบาดเจ็บจะทำให้เขามีโทสะขึ้นมา!”
ฉางเล่อสิงพึมพำในใจ
เขาเฝ้ารอดูทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปอย่างมิอาจอธิบาย!
“คู่ต่อไป เผิงชิงซง ศิษย์หลักจากสำนักเต๋าแปรนิลกาฬเผชิญหน้าเนี่ยอวิ๋นซวง ศิษย์หลักจากสำนักดาบอุดรยะเยือก”
เสียงหนึ่งดังออกมาในสนามเต๋าเทียนติ่ง
ทว่ายังมิทันสิ้นคำ ร่างสูงใหญ่ของซูอี้พลันปรากฏขึ้นบนสนามเต๋า
สนามประลองนี้ปกคลุมด้วยค่ายกลวิถีเซียน มีเพียงยอดฝีมือขอบเขตราชันแห่งภูมิเท่านั้นที่ก้าวขึ้นไปได้
ส่วนผู้ฝึกตนในขอบเขตอื่น ๆ จะถูกกันออก
ทว่าซูอี้สะกดการฝึกฝนของเขาที่เพิ่งฟื้นคืนได้ส่วนเดียวให้อยู่ในระดับราชันแห่งภูมิแล้ว
กล่าวสั้น ๆ คือ ซูอี้ผู้อยู่บนสนามประลองเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตราชันแห่งภูมิผู้หนึ่ง!
“คนผู้นี้คือใครน่ะ?”
“เหิมเกริมนัก เจ้าเป็นใคร กล้าดีเช่นไรขึ้นสนามประลองโดยไร้การอนุญาต?”
“ลงมาเร็ว!”
…เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเช่นซูอี้ปรากฏขึ้นบนสนามประลอง รอบข้างก็เกิดเสียงฮือฮามิขาดสาย
ในฐานะเจ้าภาพ ชายชราชุดดำผู้หนึ่งจากสำนักดาบอุดรยะเยือกลุกขึ้นตะโกนด้วยเสียงลึกล้ำ “ชายหนุ่มผู้นี้เป็นศิษย์ใคร?”
สายตามากมายมองไปยังสำนักเซียนนภาหยก
หม่าสิงคงกล่าวอย่างไร้อารมณ์โดยพลัน “คนผู้นี้มากับเราจริง แต่การกระทำปัจจุบันของเขาหาเกี่ยวกับเราไม่ หากต้องการเข่นฆ่าก็เชิญตามสบาย!”
เหล่าผู้ฟังผงะไป นี่หมายความเช่นไร?
หรือจะเกิดความขัดแย้งภายในทางฝั่งสำนักเซียนนภาหยก?
ชายชราชุดดำจากสำนักดาบอุดรยะเยือกแค่นเสียงเย็นชา จับจ้องซูอี้ด้วยดวงตาดุดัน “เจ้าหนุ่ม เจ้าจะทำอันใด? หากไม่ให้เหตุผลที่ฟังขึ้นมา เจ้าจะตายยามนี้แหละ!”
ซูอี้นำไหสุราออกจิบ กล่าวอย่างเฉยเมย “พิทักษ์สนามประลอง ตัดสินเป็นตาย”
วาจาไม่กี่คำดุจมนตรา บรรยากาศพลันเงียบกริบลงในทันใด
มิอาจทราบได้ว่ามีผู้ตกตะลึงมากเพียงใด
มีกฎเช่นนี้อยู่ในชุมนุมเซียนเจ็ดดาราจริง ๆ
ตัวตนในวิถีราชันแห่งภูมิอื่น ๆ ซึ่งมิได้เข้าร่วมชุมนุมเซียน หากต้องการเข้าร่วม จะเลือกพิทักษ์สนามประลองก็ได้!
ศึกพิทักษ์สนามประลองที่ว่านั้นคือ ให้บุคคลนั้นรับการท้าทายจากผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ทั้งหมด!
จนกระทั่งเมื่อไร้ผู้ใดท้าทายอีก จึงถือได้ว่าสำเร็จลุล่วง
ควรค่ากล่าวถึงว่าในศึกประลอง หากผู้พิทักษ์สนามประลองพ่าย เขาต้องจ่ายด้วยชีวิต
หากผู้พิทักษ์สนามประลองชนะ เขามิอาจทำร้ายชีวิตผู้ท้าทายได้
กฎเช่นนี้แสนอยุติธรรมอย่างจริงแท้ ทั้งยังร้ายแรงโหดร้ายเป็นอย่างยิ่ง
ทำให้ตลอดกาลผ่านมา ทุกการจัดชุมนุมเซียนเจ็ดดารา แทบไร้ผู้ใดกล้าเข้าร่วมการแข่งขันด้วยวิธีการเช่นนี้
แต่ใครเล่าจะคิดว่าวันนี้ที่นี่ จะมีผู้กล้ามาพิทักษ์สนามประลอง ตัดสินเป็นตาย!!
ใครเล่าจะมิแปลกใจ?
“พี่ซู เขา…”
หัวใจของอาหลีจุกในคอ ตะลึงอึ้งไป
ดวงตาของอาหนิงเบิกค้าง หัวใจสั่นสะท้าน ท้ายที่สุดนางก็ทำได้เพียงปลอบน้องสาวของนางเสียงเบา “อย่าห่วงเลย ในเมื่อเขาตัดสินใจเช่นนั้น เขาต้องมีสิ่งอื่นให้พึ่งพา”
และยามนี้ นางไร้โอกาสให้แก้ตัวแล้ว
“พิทักษ์สนามประลอง? เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ว่าเบื่อชีวิต!”
หม่าสิงคงส่ายหัว
เฉียนอวี่กล่าวเสริม “ผู้อาวุโสกล่าวได้จริงยิ่งนัก เจ้าเด็กนั่นไม่รู้จักการเขียนคำว่าตายเอาเสียเลย!”
เขานั้นแสนตื่นเต้น เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเสียหน้าต่อหน้าซูอี้ คิดหาโอกาสฆ่าซูอี้อยู่นานแล้ว ทว่ามิคิดเลยว่าซูอี้จะรนหาที่ตายเองในยามนี้!
ตู้ม!
บรรยากาศเงียบสนิทถูกทำลายด้วยเสียงฮือฮากระหึ่มลั่น
ราวกับสนามเต๋าเทียนติ่งระเบิดเป็นเสี่ยง
“คนผู้นี้เป็นใคร? ไฉนจึงกล้าเพียงนี้?”
“นี่มันเดิมพันด้วยชีวิตเลยนะ! ข้าว่าหากไม่เก่งจริง คงมิกล้ามายึดสนามประลองเช่นนี้หรอก!”
“มีเรื่องน่าสนุกให้ดูแล้ว!”
…เมื่อเสียงต่าง ๆ ดังระงม ตัวตนในขอบเขตราชันแห่งภูมิจากเจ็ดสำนักเซียนต่างมองมายังซูอี้เป็นตาเดียว ราวกับอยากเห็นว่าคนผู้นี้เก่งกาจมาจากหนใด
ทว่าท้ายที่สุด พวกเขาก็ล้วนผิดหวัง มิรู้จักซูอี้เลย
“พิทักษ์สนามประลอง?”
ทางฝั่งสำนักดาบอุดรยะเยือก ชายชราชุดดำแสยะยิ้ม “ได้ ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้า! เอาล่ะ ศึกพิทักษ์สนามประลองเริ่มได้! ใครอยากล้มคนบ้านี่ก็เชิญเลย!”
วาจานั้นสะท้อนก้องได้ยินถ้วนทั่ว และยังกลบเสียงอื้ออึงรอบข้างไป
“ข้าจะไปก่อน!”
หนึ่งเสียงดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ
เขาเป็นชายผู้หนึ่งในชุดสีน้ำเงิน เยื้องย่างบนอากาศไปยังสนามประลอง
เผิงชิงซง!
ศิษย์หลักจากสำนักเต๋าแปรนิลกาฬ
ก่อนหน้านี้ หากไม่ใช่เพราะซูอี้เข้ามาขัด เขาก็คงได้ขึ้นสนามประลองไปประลองกับเนี่ยอวิ๋นซวง ศิษย์หลักจากสำนักดาบอุดรยะเยือกแล้ว
การปรากฏตัวของซูอี้ย่อมทำให้เผิงชิงซงมิพอใจ
วูบ!
เขาปรากฏกายขึ้นบนสนามประลอง เรียกใช้วิชาดาบ
ทันใดนั้น ดาบโบราณลายสนเล่มหนึ่งก็ทะยานออกมา ลวดลายวิถีนั้นดูราวต้นสนโบราณเปี่ยมชีวิตชีวา แปรเปลี่ยนนภาเขียวชอุ่ม
ทันทีที่ดาบวิถีเล่มนั้นโผล่ออกมา แสงสว่างก็สาดขึ้นบนอากาศ สาดออกไปไกลร้อยจั้ง
ปราณของเผิงชิงซงแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายกดดัน
“เผิงชิงซงผู้นี้เป็นผู้เก่งกาจวิถีดาบในหมู่ราชันแห่งภูมิรุ่นเยาว์แห่งแคว้นจิ่ง เขาเป็นตัวตนสูงสุด แม้จะมิอาจเทียบกับเซี่ยอวิ๋นเฟิง โจวปู๋ตู้ เจิ้งเทียนถูและตัวตนไร้เทียมทานอื่น ๆ ได้ แต่เขาก็ยังเป็นหนึ่งในสิบตัวเต็งชิงสิบอันดับแรกในชุมนุมเซียนเจ็ดดารานี้อยู่ดี!”
อาหนิงกระซิบ ใบหน้าของนางเปี่ยมกังวล
“พี่ซูจะชนะแน่!”
ทันใดนั้น สีหน้าอาหลีก็แปรเป็นหนักแน่น “ข้าเชื่อเขา”
หม่าสิงคงและคนอื่น ๆ ส่ายหน้าเสสรวล
ความแข็งแกร่งของเผิงชิงซงทำให้ผู้ทรงอำนาจเหล่านี้รู้สึกตะลึง จะเทียนอันใดกับซูอี้ผู้เกาะชายกระโปรงสตรีไปวัน ๆ ได้?
อันที่จริง ไม่เพียงพวกหม่าซิงคงเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ แต่ผู้ชมคนอื่น ๆ ต่างเปี่ยมความมั่นใจในเผิงชิงซงด้วย
ในทางกลับกัน บางทีซูอี้อาจจะพิลึกเกินไป ผู้สนับสนุนเขาจึงมีน้อยคน
“ขานชื่อมา ดาบข้าไม่สังหารผู้ไร้นาม!”
บนสนามประลอง เผิงชิงซงกล่าวด้วยดวงตาเย็นชา
ซูอี้ทำเพียงเหลือบมอง “เจ้าไปเสียดีกว่า ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อปราบไอ้สารเลวนามเหวินเยวียนหมิงเท่านั้น”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าว เหล่าผู้ฟังต่างผงะตะลึง แทบคิดว่าตนหูเพี้ยน
บ้าไปแล้ว!
ตัวตนทรงพลังบางผู้อดขำมิได้ เจ้าหนุ่มนี่มิรู้อันใดเอาเสียเลย…
“เขา… เฮ้อ!”
อาหนิงถอนหายใจเบา ๆ ด้วยหัวใจปั่นป่วน
มีหรือนางจะไม่เห็น ว่าซูอี้หมายมาดระบายโทสะให้นาง?
มันทำให้นางซาบซึ้ง แต่ก็เป็นห่วงมากกว่า!
ทางฝั่งสำนักเซียนเมฆาโปรย เหวินเยวียนหมิงนั่งดื่มชา เมินเฉยไม่แม้แต่จะชายตาแล
ทว่าเผิงชิงซงมิอาจเมินเฉยได้!
ผู้พิทักษ์สนามประลองนี้หมายหัวเหวินเยวียนหมิง มิใช่หมายความว่าเขาซึ่งเป็นผู้ท้าทายไร้ความสามารถหรือ?
“งั้นก็รอดูว่าเจ้าจะผ่านข้าไปได้ก่อนหรือไม่!”
เผิงชิงซงลงมือทันที
ตู้ม!
วจีดาบคำรามลั่น เผิงชิงซงแกว่งกวัดโจมตี ปราณดาบควบแน่นบนอากาศราวขุนเขาโอฬาร ดูประหนึ่งจะบดขยี้ท้องนภา
วิชาดาบเช่นนี้ชวนตะลึงลืมหายใจ
คนมากมายจับจ้องไปยังซูอี้ อยากเห็นว่าเจ้าหนุ่มแปลกหน้าผู้กล้าเดิมพันชีวิตพิทักษ์สนามประลองจะรับมือศึกนี้เช่นไร
ทว่ากลับเห็นซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ ยื่นมือดุจหยก ดีดนิ้วหนึ่งแบบส่ง ๆ โดยไม่ชายตาแล
เบาหวิวเยี่ยงเมฆา เรียบง่ายเช่นสายลม
ไร้สิ่งใดพิเศษ
ทว่าทันใดนั้น
ตู้ม!!!
ปราณดาบอันยิ่งใหญ่โอ่อ่าดุจขุนเขาพลันระเบิดเยี่ยงฟองคลื่นแหลกสลายไป การโจมตีอย่างเดือดดาลของเผิงชิงซงนั้นปกติแล้วสังหารศัตรูส่วนใหญ่ในขอบเขตเดียวกันได้ ทว่ายามนี้กลับดูแสนปวกเปียก
นิ้วของซูอี้ดุจหลาวไม้ไผ่ไร้กำบัง หลังทำลายปราณดาบได้ นิ้วของเขาก็ดีดใส่ปลายดาบโบราณลายสนเบา ๆ ต่อหน้าสายตาตะลึงงันของเผิงชิงซง
เป๊าะ!
ดาบโบราณลายสนซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอาวุธวิเศษระดับสูงสุดในวิถีราชันแห่งภูมิเริ่มปริแตกจากปลาย กร่อนไปทีละน้อยราวทำจากกระดาษ
ท้ายที่สุด นิ้วของซูอี้ก็หยุดลงก่อนถึงอกของเผิงชิงซงเล็กน้อย ก่อนจะถอยออกไปเยี่ยงแมลงปอเหนือผิวน้ำ
และเผิงชิงซงก็ถูกดีดปลิวไปบนอากาศ กลิ้งหลุน ๆ รุนแรงออกไปนอกสนามประลอง อกของเขายุบเป็นรูโชกเลือก ส่งเสียงร้องโหยหวน
หนึ่งนิ้ว ทลายบรรพตดาบ ป่นดาบโบราณ ปราบเผิงชิงซง!!
เหล่าผู้ชมสิ้นวจีตะลึงพรึงเพริด!!!