บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1545: ข้าชอบท่าทางโอหังของเจ้า
ตอนที่ 1545: ข้าชอบท่าทางโอหังของเจ้า
ในสนามเต๋าเทียนติ่งเงียบสงัด
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้ทรงอำนาจจากสำนักเซียนใหญ่ ตัวตนราชันแห่งภูมิอื่น ๆ หรือกระทั่งผู้ชมรายล้อมต่างตกตะลึงสิ้นวาจา
ก่อนหน้านี้ การที่ซูอี้เอาชนะเผิงชิงซงและเนี่ยอวิ๋นซวงด้วยหนึ่งดีดนิ้วนั้นทำให้เหล่าผู้ชมประหลาดใจเกินคาด ดึงความสนใจของทุกผู้มาที่เขา
เมื่อเซี่ยอวิ๋นเฟิง โจวปู๋ตู้ และเจิ้งเทียนถูปรากฏตัวขึ้น ผู้คนคิดว่าจะเป็นศึกตัดสินอันดุดันสุดขีด
ทว่าไร้ผู้คาดว่าซูอี้จะทรงพลังยิ่ง!
สามตัวตนเลิศล้ำในขอบเขตราชันแห่งภูมิแห่งแคว้นจิ่งล้วนแพ้พ่ายยับเยินในพริบตา!
ส่วนซูอี้นั้นผ่อนคลายสบายใจ ยกมือปราบเยี่ยงบี้มด ไร้ความพยายามแต่ต้นจนจบ!
สายตาตะลึงตกใจนับไม่ถ้วนจับจ้องมายังซูอี้
ชายหนุ่มชุดเขียวผู้นี้ยืนนิ่งเฉยชา เงียบงันเยี่ยงทะเลสาบนิ่ง ราวเมื่อครู่เขาทำเรื่องแสนปกติธรรมดา
“เป็นไปได้เช่นไร!”
ทางฝั่งสำนักเซียนนภาหยก หม่าสิงคงและตัวตนทรงอำนาจอื่น ๆ ไม่อาจอยู่เฉย แทบไม่อาจเชื่อตาตน
ดวงตาของเฉียนอวี่แทบร่วงจากเบ้า ตะลึงทึ่มทื่อ
ไม่ว่าจะโง่สักเพียงใด พวกเขาก็ควรทราบแล้วว่าตัวตนที่พวกเขามองว่าเป็นพวกเกาะชายกระโปรงสตรีผู้นี้ทรงพลังเพียงใด!
คู่พี่น้องอาหนิงและอาหลีมองหน้ากันอย่างตะลึงงัน ความแข็งแกร่งของซูอี้นั้นเหนือความคาดหมายของพวกนางไปโดยสิ้นเชิง!
“นั่นน่าตกใจหรือ? เพราะพวกเจ้าไม่รู้เอาเสียเลยว่าผู้ที่ยืนบนสนามประลอง ณ ยามนี้เป็นตัวตนลึกล้ำเพียงใด”
ฉางเล่อสิงพึมพำในใจ
เขาดูคลุมเครือที่สุด
เพราะมีเพียงเขาที่รู้ ว่าแม้ตัวตนระดับราชันเทพยังต้องสงวนท่าทีพินอบพิเทาต่อซูอี้!
เทียบกันแล้ว ตัวตนในขอบเขตราชันแห่งภูมิ ไม่ว่าจะแข็งแกร่งท้าทายสวรรค์เพียงใด ต่อหน้าซูอี้พวกเขาก็ถูกกลบรัศมี มิควรค่าถือรองเท้าให้อีกฝ่ายด้วยซ้ำไป!
“คนผู้นี้แข็งแกร่งเพียงนี้เลยหรือ?”
ดวงตาของเหวินเยวียนหมิงตกตะลึง คิ้วของเขาขมวดหากัน
ก่อนหน้านี้เขาหามีซูอี้ในสายตาไม่ ดังนั้นแม้จะรู้ว่าซูอี้หมายหัวตนอยู่ เขาก็มิได้สนใจลงมือเอง
ทว่ายามนี้ เขาตกตะลึงอย่างจริงแท้!
แม้เขาจะลงมือ แต่หากเผชิญเซี่ยอวิ๋นเฟิง โจวปู๋ตู้ และเจิ้งเทียนถูร่วมมือ เขาก็ยังต้องต่อสู้อย่างดุเดือดกว่าจะสยบอีกฝ่ายลงทีละคนได้
ทว่าซูอี้เอาชนะศัตรูเพียงชั่วดีดนิ้ว!
“ทำให้เจ้ากลัวหรือ?”
ท่ามกลางความเงียบสงัด ซูอี้พลันหันมามองเหวินเยวียนหมิงจากไกล ๆ
ร่างของเหวินเยวียนหมิงชะงักเล็กน้อย เขาลุกพรวดขึ้น ดวงตาจ้องเขม็ง กล่าวอย่างเย็นชา “ข้าใฝ่หาความไร้เทียมทาน มองข้ามความเป็นความตาย มีหรือจะกลัว?”
“ในเมื่อเจ้าไม่กลัว ก็มาสู้กัน”
ซูอี้กล่าวอย่างมิแยแส
ผู้คนล้วนเซ็งแซ่ฮือฮา ดวงตาต่างมองเหวินเยวียนหมิง
“รีบร้อนอยากตายนักหรือ? ข้าจะสงเคราะห์ให้!”
เหวินเยวียนหมิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา ร่างวูบไหวทะยานเวหา เดินมายังสนามประลอง
ผู้คนแตกฮือ
หนึ่งคือผู้พิทักษ์สนามประลองซึ่งจู่ ๆ ก็โผล่มา และพิสูจน์ตนแล้วว่าแข็งแกร่งเพียงไร
หนึ่งคือเหวินเยวียนหมิงผู้ไร้คู่ต่อกรในหมู่ราชันแห่งภูมิแคว้นจิ่ง สูงส่งดุจท้องนภา ตะลึงทั่วโลกหล้า
ยามนี้ ทั้งสองเริ่มประชัน ดึงความสนใจจากคนทุกผู้รอบข้างในทันที
“เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ข้าหรอก”
เหวินเยวียนหมิงกล่าว ย่างก้าวสง่างามดุจหงส์มังกร ปราณบนร่างสูงส่งเยี่ยงสวรรค์ ดวงตาจ้องมองเยี่ยงผู้เป็นนาย ทำให้เหล่าผู้ชมล้วนครั่นคร้าม
“เจ้าอาจมีภูมิหลังท้าทายสวรรค์ วิถีสูงส่งไร้เทียมทาน แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นเพียงตัวตนในขอบเขตราชันแห่งภูมิ ส่วนข้านั้นข้ามขอบเขตไปฆ่ายอดฝีมือในขอบเขตจิตทารก วิถีจุติสรวงได้แล้ว!”
ทุกย่างก้าวของเหวินหยวนหมิงบังเกิดแสงทองขึ้นรองใต้เท้า และท้ายที่สุด แสงทองรอบกายของเขาก็จ้าจรัสทั่วทิศราวเทพจุติ สูงส่งเหนือผู้ใด
ร่างของเขาดูจะหลอมรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดินเกินแยกออก เพียงหนึ่งขยับมือดูจะทำให้ทัณฑ์อสนีบาตเหนือสรวงปรากฏ สยบพายุ!
ตู้ม!
ผู้คนล้วนอื้ออึง
ด้วยการฝึกฝนขอบเขตราชันแห่งภูมิ สังหารยอดคนจุติสรวงขอบเขตจิตทารก?
ทุกสายตาล้วนมองไปยังเหวินเยวียนหมิงอย่างเหลือเชื่อ
“นี่…”
หัวใจของอาหนิงบีบตัวแน่น ความกังวลหวนปรากฏในสีหน้า หากเป็นเช่นนั้นจริง เหวินเยวียนหมิงก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
“มิน่าเล่า พวกเจ้าสำนักเซียนเมฆาโปรยจึงนั่งนิ่งเฉยเมย ที่แท้เหวินเยวียนหมิง คนผู้นี้ก็ทรงพลังท้าทายสวรรค์เช่นนี้”
ตัวตนทรงพลังจากสำนักวิถีเซียนอื่น ๆ ล้วนครั่นคร้าม
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเหวินเยวียนหมิงมิเพียงมีภูมิหลังเหนือล้ำกว่าตัวตนขอบเขตเดียวกัน ณ แคว้นจิ่ง แต่ยังมีความสามารถสูงล้ำกว่าขอบเขตราชันแห่งภูมิ ประชันกับตัวตนขอบเขตจิตทารกในวิถีจุติสรวงได้ ทิ้งห่างบุคคลขอบเขตเดียวกันไปแสนไกล!
“ด้วยเหตุเช่นนี้ ซูอี้หรือจะมีโอกาสชนะ ต้องคุกเข่าลงขอความเมตตาเสียไม่ว่า?”
เฉียนอวี่อดกล่าวเย้ยมิได้
“หากคนผู้นี้ได้ตายด้วยมือคนเช่นเหวินเยวียนหมิง ก็ไร้ความอาวรณ์แล้ว”
หม่าสิงคงกล่าว
อาหลีกำมือของนางเงียบ ๆ
ยามนี้ สายตาที่ทุกผู้มองไปยังซูอี้แปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ
“นับแต่ข้าฝึกฝนมา ข้าก็ไม่เคยพบคู่ต่อสู้ในแคว้นจิ่งมาก่อน และหวังว่าเจ้าจะเป็นคู่ต่อสู้ข้าได้ น่าเสียดาย…”
เหวินเยวียนหมิงส่ายหน้าน้อย ๆ กล่าวอย่างเสียดาย “เจ้าไร้โอกาสใด”
กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็เฉยเมย “หากไม่ใช่เพราะจะชิงตำแหน่งสูงสุดในวันนี้ ข้าคงก้าวสู่วิถีจุติสรวงไปแล้ว มิคิดมาแข่งขันกับราชันแห่งภูมิใดในโลกหล้าอีก!”
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ มีเพียงเสียงทะนงตนของเหวินเยวียนหมิงที่สะท้อนทั่วฟ้าดิน
ซูอี้ใช้หนึ่งมือไพล่หลัง กล่าวอย่างใจร้อนเล็กน้อย “ลงมือก่อนค่อยว่ากัน ข้ารีบอยู่จริง ๆ นะ”
คนทุกผู้ “…”
คนทุกผู้มองซูอี้เยี่ยงมองคนบ้า เผชิญคู่ต่อสู้อย่างเหวินเยวียนหมิงแล้วยังกล้าเร่งเร้า นี่โอหังหรือไร?
รนหาที่ตายโดยแท้!
“หากนี่คือปัจฉิมวาจาของเจ้า มันก็ตลกดีนะ อาหนิงเรียกเจ้าว่าซูอี้ นามนี้ข้าจะจำไว้”
เหวินเยวียนหมิงกล่าวเบา ๆ ราวกับการจดจำชื่อซูอี้นั้นเพียงพอให้ซูอี้รู้สึกเป็นเกียรติได้
ซูอี้ชี้สนามประลอง “ขึ้นมาก่อนได้หรือไม่?”
“วาจาดีมิอาจช่วยให้คนตายรอด เช่นนั้นก็ตามใจ!”
เหวินเยวียนหมิงถอนหายใจยาว ก่อนจะทะยานผ่านนภา
ตู้ม!
ทันทีที่เขามาถึงสนามประลอง เขาก็มิได้หยุดมือ โบกแขนเสื้อใส่ซูอี้โดยพลัน
อำนาจเดือดพล่านเยี่ยงทะเลทะลักออกจากร่างของเหวินเยวียนหมิง ยามออกหมัด อำนาจยิ่งใหญ่พลันแปรเปลี่ยนเป็นกระแสคลื่น พัฒนาเป็นรอยประทับหมัดอันเจิดจรัสใสกระจ่าง
ในตราประทับหมัดนั้นดูจะมีทะเลอสนีบาตจรัสจ้า
“หมัดอัสนีสรวงแปรโลกา!”
มีผู้อุทาน
นี่คือมรดกโบราณในสำนักเซียนเมฆาโปรย หากไร้รากฐานแข็งแกร่งก็ไม่มีทางฝึกฝนได้
เพราะเมื่อใช้เคล็ดวิชาสูงสุดเช่นนี้ หนึ่งหมัดจะเป็นเช่นโลกาอันแปรเปลี่ยนจากอสนีบาตสวรรค์ ใช้อำนาจฝึกฝนมหาศาล พลังของมันจึงน่าสะพรึงกลัว
เมื่อเหวินเยวียนหมิงออกหมัดนี้ ท้องนภาสะท้านสั่น สุญญะรวนเร
อำนาจค่ายกลบนสนามประลองสั่นคลอนรุนแรง
ทว่าซูอี้กลับยืนเฉย ยกมือขึ้นดีดนิ้ว
เปรี้ยง!
หนึ่งปราณดาบทะยานพาดเวหา บดขยี้หมัดของเหวินเยวียนหมิงระเบิดสนั่นลั่นเยี่ยงอัสนี ง่ายดายเช่นหักไม้
ก่อนที่ทุกผู้จะทันไหวตัว ปราณดาบนั้นก็ฟาดเข้าใส่เหวินเยวียนหมิงอย่างไร้สิ่งกั้นขวาง
“ทลาย!”
ม่านตาของเหวินเยวียนหมิงหดตัว กู่ร้องลั่น
ตู้ม!
ในมือของเขาปรากฏกระดานวงล้ออสนีบาตชิ้นหนึ่งขึ้น เขาทะยานขึ้นฟาดฟันอย่างดุเดือดราวกับถือวงล้อสวรรค์
กระดานเทพอัสนี!
ทว่าภาพที่ทำให้คนทุกผู้ตกตะลึงก็บังเกิด
กระดานเทพอัสนีขนาดสิบจั้งกลับถูกปราณดาบของซูอี้ผ่าแยกในพริบตาเยี่ยงใช้มีดหั่นเต้าหู้
หลังปราณดาบผ่ากระดานเทพอัสนีได้ มันก็ฟาดฟันร่างของเหวินเยวียนหมิงทันที
ร่างของเหวินเยวียนหมิงปกคลุมด้วยชั้นปราณ สมบัติลับคุ้มกายปรากฏขึ้นชิ้นแล้วชิ้นเล่า ทว่าพวกมันล้วนแหลกสลายไปภายใต้ปราณดาบนั้น
ท้ายที่สุด เหวินเยวียนหมิงผู้ดูตื่นตระหนกก็ถูกหนึ่งดาบฟาดฟันกระเด็นหัวทิ่มลงที่ขอบสนามประลอง
เกือบออกนอกสนามประลองฉิวเฉียด!
ริมฝีปากของเขากระอักเลือด บาดแผลชุ่มเลือดปรากฏบนอก ลึกจนมองเห็นกระดูก
“นี่…”
คนทุกผู้ล้วนตะลึงอึ้ง สมองสับสนงุนงง
เหล่าตัวตนทรงพลังจากสำนักเซียนทั้งหลายล้วนสีหน้าแข็งค้างตะลึงงัน
เหวินเยวียนเมิง ยอดอัจฉริยะล้ำเลิศท้าทายสวรรค์ สังหารยอดคนจุติสรวงขอบเขตจิตทารกมาแล้ว
ก่อนหน้านี้ ยามปรากฏกาย วาจาดังสนั่นและท่าทีเย่อหยิ่งของเขาชนะใจผู้คนมากมาย
และยังทำให้ทุกผู้เชื่อว่าซูอี้มีแต่ต้องตายในครานี้!
แต่ใครเล่าจะคิด…
ว่าเขาจะปราชัย!
พ่ายตั้งแต่ก้าวขึ้นสนามประลอง!
ซูอี้ยืนนิ่งมิขยับจากที่แต่ต้นจนจบ และด้วยการดีดนิ้วไร้สิ่งสลักสำคัญ เขาก็บดขยี้หมัดอันแข็งแกร่งที่สุดของเหวินเยวียนหมิง หั่นกระดานเทพอัสนี ทะลวงชั้นการป้องกันของเหวินเยวียนหมิงและฟันร่างของเขากระเด็น!
ความแตกต่างเดียวจากผู้พ่ายแพ้ซูอี้ยับเยินเมื่อกาลก่อนคือ เขามิได้ร่วงออกไปนอกสนามประลอง…
แน่นอน ไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่านี่คือความตั้งใจของซูอี้!
ไร้ผู้ใดรู้ว่านับแต่ยามเขาอยู่ในขอบเขตราชันแห่งภูมิ ซูอี้ก็สังหารวิญญาณอาสัญขอบเขตจุติมงคลด้วยมือเดียว เข่นฆ่าศัตรูในวิถีจุติสรวงมาเกินคณานับ!
“ไฉนเป็นเช่นนี้…”
เหวินเยวียนหมิงเองก็ดูจะสับสนในชีวิต สีหน้าไม่อยากเชื่อของเขาเปี่ยมโทสะคล้ำเขียว
เขาลุกขึ้นคำรามลั่นนภา ก่อนจะทะยานเข้ามาอย่างดุดัน
ยามนี้ ในที่สุดซูอี้ก็ขยับตัว เขาก้าวเข้ามา ยื่นหนึ่งมือออก และคว้าคอของเหวินเยวียนหมิงอย่างง่ายดายเยี่ยงไก่ตัวหนึ่ง
จากนั้นเขาก็ฟาดลงพื้น
เปรี้ยง!!
กร๊อบ เปรี๊ยะ!
พื้นสนามประลองอันปกคลุมด้วยค่ายกลวิถีเซียนสั่นสะท้านรุนแรง และทันใดนั้น กระดูกของเหวินเยวียนหมิงก็แตกแหลกไปไม่รู้กี่ท่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยเศษเลือดเนื้อ
เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากปากเขา
คนทุกผู้ตัวสั่นระรัว คิดให้ตายอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางเข้าใจ ว่าไฉนเหวินเยวียนหมิง ผู้นำในราชันแห่งภูมิแห่งแคว้นจิ่งจะพ่ายสิ้นท่าเพียงนี้!
แล้วซูอี้เล่า เขาต้องมีความแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเพียงใด จึงบดขยี้เหวินเยวียนหมิงได้ง่าย ๆ เช่นนี้?
“ข้าทนฟังเจ้ามานานแล้ว”
ซูอี้กล่าว
ว่าพลางคว้าคอเหวินเยวียนหมิงกระแทกลงพื้นอีกหน
เปรี้ยง!!
เลือดเนื้อสาดกระจาย ร่างของเหวินเยวียนหมิงแหลกร้าว อาภรณ์รุ่งริ่ง ส่งเสียงกรีดร้องเยี่ยงสุกร
สภาพสะบักสะบอมนั้นทำให้หัวใจคนทุกผู้เต้นกระตุก
เหล่ายอดฝีมือผู้พ่ายแก่ซูอี้ก่อนหน้านี้ลอบกล่าวกับตนว่าแสนโชคดี เทียบกับเหวินเยวียนหมิงแล้ว พวกเขามิได้พ่ายน่าเกลียดนัก…
“คนแซ่ซู ปล่อยข้านะ!”
เหวินเยวียนหมิงแค่นเสียง
ซูอี้รำพึงเบา ๆ “ข้ายังชอบท่าทางโอหังของเจ้าเมื่อครู่อยู่นะ”
………………..