บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1546: ซักซ้อม
ตอนที่ 1546: ซักซ้อม
ทุกผู้เห็นได้ชัดว่าเหวินเยวียนหมิงแพ้แล้ว
พ่ายแพ้ยับเยิน!
กระทั่งผู้เลิศล้ำอหังการเช่นเขายังต้องยอมแพ้!
ผู้ชมล้วนเงียบกริบ กระทั่งเข็มตกยังได้ยิน
หัวใจของอาหนิงเต้นระทึก ตกตะลึงเกินพรรณนา
ก่อนซูอี้ปรากฏขึ้นบนสนามประลองในวันนี้ นางมองว่าชายหนุ่มเป็นคนที่ได้รับต้องปกป้องมาตลอด
ทว่ายามนี้ นางตระหนักแล้วว่าคิดผิดเพียงใด!
‘การกระทำก่อนหน้านี้ของข้าคงดูน่าขันในสายตาเขา…’
อาหนิงหัวเราะเยาะตนเองในใจ
ทว่านางหาเสียใจกับเรื่องนี้ไม่ และแสนตื่นเต้นยินดีนัก
เพราะทุกสิ่งที่เขากำลังทำในยามนี้คือการระบายโทสะเพื่อนาง!
ก่อนหน้านี้ เหวินเยวียนหมิงเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางจนจมดิน ทว่ายามนี้กลับถูกซูอี้อัดเยี่ยงสุนัข!
“พี่หญิง พี่ซูแข็งแกร่งเพียงไหนหรือ?”
อาหลีพึมพำ
สาวน้อยงุนงงยิ่ง นางรู้สึกเพียงว่าความรู้ความเข้าใจถูกล้มล้างหนแล้วหนเล่า ไม่อาจคาดคิดว่าซูอี้แท้จริงแล้วแข็งแกร่งเพียงไร
คำถามนี้ กระทั่งอาหนิงก็มิอาจตอบได้
เพราะแม้จะกำลังปราบเหวินเยวียนหมิง เขาก็ดูผ่อนคลายเหมือนเชือดไก่แถวบ้าน ซึ่งเห็นชัดเจนว่ายังไม่ได้ใช้ความแข็งแกร่งอย่างเต็มที่!
หม่าสิงคงและคณะล้วนเงียบกริบ
เฉียนอวี่เองก็เงียบเสียง
การต่อสู้ครั้งนี้ชวนตะลึงจนไม่มีใครสามารถหาคำพูดมาบรรยายอารมณ์ในยามนี้ได้
“ยังไม่หยุดอีก!”
บางผู้คำราม
เขาเป็นชายชราผู้หนึ่งจากสำนักเซียนเมฆาโปรย
เขาทั้งตะลึงและฉุนโกรธ ใบหน้าดำคล้ำบูดบึ้ง
ทุกสายตาผู้ชมล้วนมองไปยังซูอี้เป็นตาเดียว
ซูอี้แค่นเสียง ออกแรงที่ปลายนิ้วเท้า เตะเหวินเยวียนหมิงออกจากสนามประลอง
เปรี้ยง!
ขณะยังอยู่บนอากาศ ร่างของเหวินเยวียนหมิงพลันระเบิดโลหิตสาดทั่วทิศ เหลือเพียงจิตวิญญาณ
มันทำให้ทุกผู้ตื่นตระหนกจนมิอาจเชื่อลง
ทำลายร่างวิถีของเหวินเยวียนหมิง!
แม้ภายหน้าเหวินเยวียนหมิงจะฟื้นวิถีการฝึกฝนขึ้นมา เกรงว่าเขาก็คงได้รับบาดเจ็บสาหัส จนส่งผลต่อการฝึกฝนของเขา!
“คนแซ่ซู เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!!”
จิตวิญญาณของเหวินเยวียนหมิงตะโกนด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
“ข้าไว้ชีวิตเจ้าเพราะกฎเกณฑ์ หากยังกล้าเอะอะ อย่าโทษข้าที่ไม่สนกฎเกณฑ์แล้วกัน”
น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงราบเรียบ
เหวินเยวียนหมิงโกรธจนวิญญาณสั่นเทิ้ม แต่เขาดูจะกลัวอำนาจของซูอี้ จึงหาได้กล้ากล่าววาจาไม่ ก่อนจะหันหลังจากไป
สีหน้าของทุกผู้ในหมู่ผู้ชมดูซับซ้อนขึ้น
เหวินเยวียนหมิงพ่ายแพ้ย่อยยับ มิเพียงชื่อเสียงของเขาจะถูกทำลาย ทว่าความเจิดจรัสของเขาก็สลายไปด้วย
ราชันแห่งภูมิรุ่นเยาว์ผู้ไร้พ่ายอันใด ผู้นำสิบยอดยุทธ์ราชันแห่งภูมิอันใด… ทั้งหมดมลายไปในศึกวันนี้!
“เป็นเช่นไร ข้าพิทักษ์สนามประลองสำเร็จหรือไม่?”
ซูอี้หันไปกล่าวกับชายชราชุดดำทางฝั่งสำนักดาบอุดรยะเยือก
“ขึ้นกับว่ายังมีผู้อื่นท้าทายเจ้าอีกหรือไม่”
สีหน้าของชายชราชุดดำบิดเบี้ยว
เดิมทียามชายหนุ่มปรากฏตัวบนสนามประลอง เขาเคยกล่าวร้ายแก่ซูอี้ คิดว่าอีกฝ่ายมีแต่จะตายกับตาย
ทว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้เหมือนเป็นการตบหน้าเขาอย่างเจ็บแสบ
ซูอี้มองไปรอบ ๆ “มีผู้ใดอีก?”
ไร้ผู้ใดตอบ
บรรยากาศเงียบกริบ เหล่าตัวตนผู้เข้าร่วมชุมนุมเซียนมิกล้ามองซูอี้
ยามนี้ ไม่ต้องรอให้สำนักดาบอุดรยะเยือกประกาศ ผู้ทรงอำนาจคนหนึ่งจากตำหนักเทพนภาม่วงก็ลุกขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของสหายน้อยด้วย!”
ทันใดจากนั้น ผู้ทรงอำนาจคนอื่น ๆ ก็เอ่ยปากพลางยิ้มแย้มแสดงความยินดี
ชุมนุมเซียนเจ็ดดาราในหนนี้ ปรากฏว่าม้ามืดผู้ชวนตะลึงเป็นฝ่ายกำชัย ทำให้ขุมกำลังเซียนทั้งหลายล้วนหัวใจสะท้าน เกิดความรู้สึกชอบใจ
พวกเขากระทั่งเริ่มคิดหาวิถีดึงซูอี้เข้าสำนักตน
“เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดบอกข้าเลยว่าเจ้าคนเกาะชายกระโปรงสตรีผู้นี้จะเป็นผู้เลิศล้ำแฝงตน?”
หม่าสิงคงกล่าวพลางมองผู้ทรงอำนาจคนอื่น ๆ “พวกเจ้าว่าข้ายังมีโอกาสเสนอหน้าแก่ ๆ ไปดึงตัวผู้เลิศล้ำเช่นนี้ได้หรือไม่?”
ทุกผู้มองหน้ากันแล้วเงียบไป
“หวังลม ๆ แล้ง ๆ!”
ฉางเล่อสิงลอบเย้ยหยัน
ใครเล่าจะลืมว่ายามชายหนุ่มตัดสินใจสู้พิทักษ์สนามประลองก่อนหน้านี้ หม่าสิงคงกล่าวขีดเส้นคั่นพวกตนกับซูอี้โดยสิ้นเชิง?
หม่าสิงคงกล่าวกับอาหนิงอีกครั้ง “อาหนิง หากเจ้าพาซูอี้มาร่วมสำนักเซียนนภาหยกของเราได้ เมื่อกลับสำนัก ข้าจะปูนบำเหน็จแก่เจ้า!”
อาหนิงเมินเสียสนิท
สิ่งนี้ทำให้หม่าสิงคงอับอายเล็กน้อย ใบหน้าของเขาคล้ำเครียดขึ้นและไม่คิดกล่าวอันใดอีก
“กล่าวคือ ข้าเป็นที่หนึ่งในวันนี้หรือ?”
ซูอี้ที่อยู่บนสนามประลองกล่าวอีกครั้ง
“ถูกต้อง!”
หลายผู้พยักหน้าแย้มยิ้ม
“ได้ เมื่อจบชุมนุมเซียนเจ็ดดารา ส่งรางวัลให้กับอาหนิง ศิษย์สำนักเซียนนภาหยกนะ”
ซูอี้ว่าพลางลงจากสนามประลอง ก้าวตรงไปยังสำนักดาบอุดรยะเยือก “ใครคือซุนอวิ๋นฉี ออกมานี่ซิ!”
น้ำเสียงนั้นสนั่นได้ยินชัดถ้วนทั่ว
ผู้คนตะลึงจนอ้าปากค้าง ซูอี้ผู้นี้คิดจะทำอันใดกัน?
มีเพียงอาหนิงกับอาหลีที่เข้าใจ คู่พี่น้องอดตัวสั่นเมื่อนึกถึงสิ่งที่ซูอี้กล่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนได้…
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ครานี้ชายหนุ่มมิได้คิดเพียงปราบเหวินเยวียนหมิง แต่ยังจะช่วยพวกนางสองพี่น้องล้างอายด้วย!
แค่ว่า…
ทั้งสองพี่น้องล้วนไม่คาดคิดว่าซูอี้จะประกาศสงครามกับซุนอวิ๋นฉี ผู้อาวุโสแห่งสำนักดาบอุดรยะเยือกต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้!
ต้องทราบว่าเดิมที สำนักดาบอุดรยะเยือกเป็นเจ้าภาพจัดชุมนุมเซียนเจ็ดดาราในครั้งนี้ และนครเซียนเทียนติ่งนี้ก็เป็นถิ่นของสำนักดาบอุดรยะเยือก
ทว่าซูอี้กลับทำเช่นนั้น!
สายตาของคนบางผู้มองไปทางเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย
ชายในชุดคลุมที่นั่งอยู่นั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซุนอวิ๋นฉี ผู้อาวุโสแห่งสำนักดาบอุดรยะเยือก
เมื่อได้ยินซูอี้ขานนามเรียก ใบหน้าชราวัยของซุนอวิ๋นฉีก็บูดบึ้งด้วยโทสะ “เจ้าหนุ่ม เจ้าเบื่อชีวิตแล้วหรือไร!”
ผู้คนเงียบกริบด้วยความกระอักกระอ่วน
“ใจเย็นก่อน ไถ่ถามเหตุผลกันก่อนเถิด”
ชายชราชุดขาวซึ่งมีบรรยากาศเยี่ยงเซียนกล่าวขึ้น
จ่านจ่างหู!
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักดาบอุดรยะเยือก เซียนขอบเขตจักรวาลผู้สูงส่ง!
จ่านจ่างหูก็เป็นเซียนเพียงคนเดียวในการชุมนุมเซียนเจ็ดดารา ซึ่งนั่งอยู่เหนือผู้ชมทั้งหลายและเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด
“สหายน้อย ผู้อาวุโสซุนอวิ๋นฉีจากสำนักข้าล่วงเกินอันใดเจ้าหรือ?”
จ่านจ่างหูลุกขึ้น พลังกดดันแห่งเซียนพลันปกคลุมทั่วทิศ ทุกผู้เงียบสงัดวาจา
อำนาจเซียนเช่นนั้นทำให้ผู้ทรงอำนาจในวิถีจุติสรวงทั้งหลายตัวสั่น ไม่กล้ากล่าววาจาใด
มีเพียงซูอี้ที่ดูมิใส่ใจ เขาก้าวเข้ามาอย่างเฉยชาโดยไม่คิดอธิบาย
เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้าจัดการไอ้แก่นี่เสร็จ เจ้าค่อยถามเขาก็ได้”
ซู้ด!
เสียงสูดหายใจเฮือกดังขึ้น
ต่อหน้าจ่านจ่างหู เขาด่าซุนอวิ๋นฉีเป็นไอ้แก่! แล้วยังจะจัดการซุนอวิ๋นฉีอีก!
“เด็กนี่… บ้าไปแล้วหรือ…?”
หม่าสิงคงพึมพำ
เขาตกตะลึงเกินกว่าจะเชื่อลง
“เจ้าหนุ่ม เจ้าโอหังเกินไปแล้ว!”
สีหน้าของจ่านจ่างหูคล้ำเครียดขึ้น ขณะหัวเราะอย่างโกรธเคือง
เขาคือเซียนผู้ทรงสิทธิ์ มีอำนาจยิ่งใหญ่ล้นฟ้า จึงสมควรได้รับการไว้หน้า
ทว่าไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มผู้นี้จะโอหังจนมิเห็นเขาในสายตา!
“โอหัง?”
ซูอี้ขมวดคิ้วก่อนจะรำพึงขึ้นเบา ๆ “วันนี้ข้าโอนอ่อนพอแล้ว…”
ว่าพลาง เขาก็ทะยานเข้าหาซุนอวิ๋นฉี
“หยุดนะ!”
จ่านจ่างหูเดือดดาลเต็มที่ โบกมือเข้าใส่ซูอี้
เซียนบันดาลโทสะ ฟ้าดินแปรเปลี่ยนลักษณ์
เพียงอำนาจกดดันร้ายแรงนั้นก็ทำให้คนมากมายผงะ
และด้วยฝ่ามือที่จ่านจ่างหูฟาดออกไป กฎวิถีเซียนอันเจิดจรัสก็แปรเปลี่ยนเป็นบรรพตทิพย์โถมเข้าใส่ซูอี้
หวังจะปราบชายหนุ่มลงโดยสิ้นเชิง!
“อุตส่าห์ไว้หน้า ยังไม่รักดี!”
ซูอี้แค่นเสียงอย่างเย็นชา ใช้ฝ่ามือเยี่ยงดาบฟาดฟันบนอากาศ ผลคือบรรพตทิพย์นั้นปริร้าว
ท่ามกลางพิรุณแสงโปรยปราย ซูอี้พลันสะบัดแขนเสื้อ
ตู้ม!
กว่าเขาจะตั้งหลักได้ ก็ต้องถอยไปหลายสิบจั้ง
ใบหน้าชราวัยของเขาเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวขาว เปี่ยมด้วยความพรั่นพรึง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดเสียงอุทานขึ้นรอบข้าง ทุกผู้ตะลึงจนกรามแทบร่วง
เซียนถูกผลักออก?
สะเทือนแดนดินโดยแท้!
ต้องทราบว่าแม้ซูอี้จะปราบเหวินเยวียนหมิงลงก่อนหน้านี้ ทุกผู้ก็เผลอมองเขาว่าเป็นเพียงแค่ตัวตนขอบเขตราชันแห่งภูมิ
ใครเล่าจะคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะสามารถผลักเซียนกระเด็นไปได้เพียงโบกแขนเสื้อเท่านั้น?
ส่วนฝั่งสำนักดาบอุดรยะเยือกนั้นก็ปั่นป่วนด้วยความตกตะลึงยกใหญ่แล้ว
ซุนอวิ๋นฉียิ่งตระหนกกว่าผู้ใด หัวใจรู้สึกหนาวยะเยือก สัตว์ประหลาดนี่มาจากแห่งหนใด?
ก่อนเขาจะทันได้คิด ซูอี้ก็ปรากฏกายขึ้นจากอากาศธาตุ คว้าคอเขาไว้ ดวงตาคู่นั้นดูลึกล้ำและไร้อารมณ์ “กล่าวกันว่าผู้เหยียดหยามผู้อื่นจะสิ้นเกียรติ ทว่าเจ้าล่ะเคยได้ยินหรือไม่?”
ซุนอวิ๋นฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงลนลานยิ่ง “เจ้า… เจ้าจะทำอันใด!?”
ซูอี้แย้มยิ้ม “เหยียบย่ำเกียรติเจ้าไง”
ยังมิทันสิ้นคำ ซูอี้ก็แบกร่างซุนอวิ๋นฉีไปทางสำนักเซียนนภาหยกแล้ว
“วอนตาย!”
จ่านจ่างหูโจมตีอีกครั้ง
การโจมตีของเขาสะเทือนผืนนภา ฟาดฝ่ามือออกไปเบื้องหน้าอย่างสุดกำลัง รัศมีเซียนปกคลุมทั่วนภาดูน่าสะพรึงกลัว
“ไสหัวไป”
ซูอี้ยกมือซ้ายขึ้นตีบนอากาศเหมือนตีกลอง
เปรี้ยง!!!
จ่านจ่างหูมาอย่างรวดเร็ว ทว่าจากไปรวดเร็วยิ่งกว่า เขาถูกฝ่ามือของซูอี้ฟาดกระเด็น รัศมีเซียนคุ้มกายแหลกสลายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
นี่ยังเป็นเพราะซูอี้ในยามนี้ฟื้นการฝึกฝนได้เพียงส่วนเดียว
ยามเขาสมบูรณ์พร้อม เพียงหนึ่งการโจมตีนี้ของเขาก็สามารถฆ่าเซียนขอบเขตจักรวาลได้อย่างง่ายดายแล้ว กระทั่งเซียนแท้ขอบเขตสุญตาก็มิควรค่าให้สนใจ!
“นี่…นี่มันแข็งแกร่งเกินไปแล้วกระมัง?”
ทุกผู้แตกตื่น
หากการที่เซียนเพลี่ยงพล้ำในครั้งแรกนับเป็นอุบัติเหตุ
ทว่าเกิดครั้งที่สองเช่นนี้จะเป็นอุบัติเหตุไปได้เช่นไร?
ขณะที่เหล่าผู้ชมตะลึงอึ้ง ชายหนุ่มก็หิ้วซุนอวิ๋นฉีมายังฝ่ายสำนักเซียนนภาหยกแล้ว
“ซูอี้ เจ้า เจ้า…เจ้าจะทำอันใด?”
หม่าสิงคงและคณะลุกจากที่ ระแวดระวังสุดตัวเยี่ยงกระต่ายตื่นตูม
“คุกเข่า”
ซูอี้ยกมือกดซุนอวิ๋นฉีลงกับพื้น
กร๊อบ! กร๊อบ!
กระดูกเข่าของซุนอวิ๋นฉีแตกละเอียด ขณะถูกกดตัวลงคุกเข่ากับพื้น โลหิตหลั่งรินย้อมปฐพี เขาจะกรีดร้องทว่าก็ถูกซูอี้ตรึงร่าง จะส่งเสียงยังทำมิได้
“รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
เสียงของซูอี้นุ่มนวล ขณะมองไปยังอาหนิงกับอาหลี
สองพี่น้องถึงกับยืนอึ้ง
ภาพตรงหน้าทำให้พวกนางเหม่อลอยเยี่ยงฝันไป
หนึ่งยอดคนจุติสรวงถูกซูอี้ปราบจนต้องคุกเข่าลงเช่นนั้นยังกระตุ้นให้พวกหม่าสิงคงและเหล่ายอดคนจุติสรวงทั้งหลายขนลุกขนพอง ตื่นตระหนกจนไม่กล้าขยับเขยื้อน
………………..