บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1547: ผู้ค้ำจุน
ตอนที่ 1547: ผู้ค้ำจุน
เมื่อมาคุกเข่าตรงหน้าอาหนิงกับอาหลี ยอดคนจุติสรวงอย่างซุนอวิ๋นฉีจึงเข้าใจเสียทีว่าเหตุใดเขาจึงถูกหยามเกียรติ
ทุกสิ่งก็เพราะยายหนูใบ้ผู้มีคุณสมบัติธรรมดาคนนี้!
“ซูอี้ เจ้ากระทำเรื่องใหญ่เพียงนี้ สำนักดาบอุดรยะเยือก…”
เฉียนอวี่กล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ
ทว่าเพิ่งพูดได้ไม่ทันขาดคำ เมื่อซูอี้หันมองมา เฉียนอวี่ก็ตัวสั่น ตกใจจนเข่าอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้น
“ขยะสิ้นดี”
ฉางเล่อสิงลอบค่อนแคะ
“ก่อเรื่องในเขตสำนักดาบอุดรยะเยือกของข้า ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ต้องชดใช้!”
เสียงคำรามของจ่านจ่างหูกึกก้องไปทั่ว
ซูอี้มองขึ้นไป และเห็นว่าไกลออกไป จ่านจ่างหูกำลังเดือดดาล ก่อนที่เขาจะขยี้ยันต์ลับชิ้นหนึ่งจนแหลก
เปรี้ยง!
รุ้งทิพย์หนึ่งสายทะยานขึ้น เจิดจรัสจ้าทั่วสวรรค์ทั้งเก้าชั้น
เหล่าผู้ชมล้วนอื้ออึง ใครเล่าจะไม่เห็นว่าเซียนจ่านจ่างหูกำลังขอความช่วยเหลือ?
“พี่ซู ข้าต้องทำเช่นไรดี?”
หัวใจของอาหลีแล่นมาจุกในลำคอ ใบหน้าน้อยเต็มไปด้วยความกังวล
ซูอี้กล่าวอย่างไร้แยแส “อย่ากลัวไป ยิ่งปัญหาเยอะยิ่งตายไว”
เขานำไหสุราออกมาจิบพลางกล่าวว่า “เรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ ในสายตาข้าบอกได้เพียงว่าน่าเบื่อ”
ทุกผู้ “…”
ไม่นานนัก ตัวตนวิถีเซียนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนอากาศ กลิ่นอายรอบกายเต็มไปด้วยความมาดร้าย
ผู้นำเป็นชายชราผู้หนึ่งผู้มีจอนผมหงอกขาว เปี่ยมอำนาจยิ่งใหญ่ คู่เนตรมองมาอย่างดุดัน
ม่อจวิน!
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักดาบอุดรยะเยือก เซียนแท้ขอบเขตสุญตาผู้ลือนาม!
เมื่อเซียนกลุ่มนี้มาถึง บรรยากาศในสนามเต๋าเทียนติ่งพลันเงียบสงัดเปี่ยมจิตสังหาร ทุกผู้รู้สึกอึดอัดมิอาจหายใจคล่อง
อำนาจแห่งเซียนเป็นเช่นไร?
ต่อหน้าพวกเขา ตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าวิถีเซียนต่างเป็นเพียงมด!
“คนแซ่ซูผู้นี้จบเห่แน่!”
เหวินเยวียนหมิงกัดฟัน
ตัวตนทรงอำนาจอื่น ๆ จากขุมกำลังเซียนล้วนพรั่นพรึง ใครเล่าจะมิเห็นว่าในสถานการณ์วิกฤตนี้ ชะตาของชายหนุ่มได้ถูกกำหนดไว้แล้ว?
สายตาของหม่าสิงคงกับคณะมองซูอี้ด้วยสายตาเจือสงสาร
ชายหนุ่มผู้นี้มีความสามารถท้าทายสวรรค์แล้วอย่างไร?
หากไม่รู้จักแยกแยะชั่วดี ก็ต้องตายอยู่ดี!
ยามนี้ เซียนแท้ขอบเขตสุญตาม่อจวินและกลุ่มเซียนขอบเขตจักรวาลได้รู้เรื่องราวทั้งหมดจากจ่านจ่างหูแล้ว และสายตาของพวกเขาต่างมองมายังซูอี้ผู้เดียว
“ปล่อยซุนอวิ๋นฉี แล้วข้ารับปากว่าเจ้าจะรับเคราะห์ผู้เดียว ไม่มีผู้อื่นมาพัวพัน”
ม่อจวินออกคำสั่งอย่างเย็นชา
เยี่ยงราชันออกโองการ!
การลั่นวาจานั้นประหนึ่งอสนีบาตฟาดลงมาจากเก้าชั้นฟ้า สะท้อนกึกก้องอยู่ในโสตของผู้ฟัง
ทุกผู้ตัวสั่นหนาวเยือก
แรงกดดันจากเซียนแท้ขอบเขตสุญตานั้นร้ายกาจจริง ๆ!
ทั้งอาหลีและอาหนิงต่างหน้าซีดเผือด ดูกระวนกระวายอย่างยิ่ง สีหน้าดูกังวลแทนชายหนุ่ม
ซูอี้ซัดมือออกไปโดยมิพูดพร่ำ
เปรี้ยง!!
ร่างที่คุกเข่าอยู่ของซุนอวิ๋นฉีแหลกสลายกลายเป็นธุลี
เหล่าผู้ชมล้วนผงะ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ม่อจวินก็รู้สึกเดือดดาล แววตามาดร้ายเพ่งมายังชายหนุ่ม
เหล่าเซียนที่อยู่เบื้องหลังของเขาต่างคิดสังหารชายหนุ่มมิต่างกัน
“อย่ากลัวไป หลังฆ่าพวกเกะกะสายตาเหล่านี้แล้ว ข้าจะพาพวกเจ้าไป”
ซูอี้กล่าวกับอาหลีและอาหนิงอย่างราบเรียบ
ทุกผู้ “!!!”
ใครเล่าจะกล้าคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ซูอี้จะยังกำแหงได้อีก?
“เจ้าหนุ่ม หากเจ้ากล้าล่วงเกินสำนักดาบอุดรยะเยือกของข้า เจ้าต้องมีสิ่งอื่นให้พึ่งพา เรียกผู้ค้ำจุนเจ้าออกมาได้เลย!”
ม่อจวินเคลื่อนกายผ่านนภาเข้าโจมตีใส่ซูอี้เต็มแรง
ทรงพลังเยี่ยงเทพ!
ทว่ายังไม่ทันไร หัตถ์หยกเรียวบางข้างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นฟาดบนอากาศ
เปรี้ยง!!!
เซียนแท้ขอบเขตสุญตาม่อจวินปลิวละลิ่วออกไป
เขาร่วงลงห่างออกไปหลายร้อยจั้งเยี่ยงว่าวสายป่านขาด อกยุบเป็นรอย โลหิตไหลลงมาจากจมูกและปาก
ขณะเดียวกัน ร่างสูงสง่าร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนเวหา
นางสวมชุดคลุมยาวดูเรียบง่าย ใบหน้างดงามสะกดสายตา ผิวกระจ่างไร้ตำหนิเยี่ยงหิมะ ดูประหนึ่งนางเซียนไร้เทียมทานปรากฏสู่หล้า กิริยาโดดเด่นตะลึงโลกา
เมื่อนางปรากฏกาย แรงกดดันอันมิอาจมองเห็นก็กวาดไปทั่วเยี่ยงคลื่นยักษ์ถาโถม
ฟ้าดินพลันหม่นรัศมี
แดนดินเคลื่อนคำราม
ผู้ชมศึกทั้งหลายล้วนครั่นคร้าม รู้สึกสิ้นหวังเยี่ยงมด!
ม่อจวินและเหล่าเซียนจากสำนักดาบอุดรยะเยือกล้วนอ้าปากค้าง หน้าเปลี่ยนสีไปโดยสมบูรณ์
ราชันเซียน!!
ตัวตนเช่นนั้นนับเป็นยักษ์ใหญ่ทั่วแคว้นจิ่ง
เจ็ดขุมกำลังเซียนที่นี่กล่าวได้แล้วว่าเป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งในแคว้นจิ่ง ทว่าหากเผชิญราชันเซียน พวกเขามิใช่คู่ต่อสู้โดยสิ้นเชิง!
ราชันเซียน?
พวกหม่าสิงคงทึ่มทื่อ หนังศีรษะชายุบยิบอย่างตกใจ นี่เป็นตัวตนดุจตำนาน
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นยอดคนจุติสรวงจากสำนักเซียนนภาหยก พวกเขาก็แทบไม่มีโอกาสได้พบพานราชันเซียน!
ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากตัวตนระดับราชันเซียนนั้นจะเป็นมังกรศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจมองเห็นได้ครบถ้วนด้วยสายตา ปรากฏให้เห็นได้เพียงในขุมกำลังราชันเซียน
อาหนิงและอาหลีเองก็ตะลึงราวได้เห็นปาฏิหาริย์บังเกิดขึ้นตรงหน้า
มีเพียงซูอี้ที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาส่ายหน้า ก่อนจะหยิบไหสุราออกมาจิบเบา ๆ ทันที
“หรือท่านจะเป็นผู้ค้ำจุนเบื้องหลังชายหนุ่มผู้นั้น?”
ม่อจวินรีบสงบใจตน ขณะกล่าวเสียงลุ่มลึกด้วยวาจาสุภาพยิ่ง
อันที่จริง หัวใจของเขากำลังลนลาน รู้สึกขมฝาดในปาก เขาเพิ่งข่มขู่ให้ชายหนุ่มเรียกผู้ค้ำจุนออกมาอยู่เมื่อครู่
พริบตาต่อมา ราชันเซียนผู้หนึ่งก็ลงมือ!
สิ่งนี้ทำให้เขาตระหนักชัดเจนว่าบางสิ่งไม่ปกติ
“ผู้ค้ำจุน?”
สตรีผู้ดูราวนางเซียนคนนี้ก็คือชิงเวย
นางส่ายหน้าน้อย ๆ พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าคิดมากไปแล้ว ต่อหน้าใต้เท้าซู ข้านั้นช่างเล็กจ้อยเยี่ยงหิ่งห้อย”
ทุกผู้ “???”
เซียนแท้ขอบเขตสุญตาม่อจวินตะลึงมึนงง ราชันเซียนเรียกชายหนุ่มผู้นั้นเป็น ‘ใต้เท้า’ อย่างนอบน้อม?
ใครเล่าจะกล้าเชื่อ?
บรรยากาศเงียบสงัดวังเวงไปชั่วขณะ
ชิงเวยกล่าวเสริมขึ้นว่า “สาเหตุที่ข้าลงมือก็เพราะมิอยากให้เจ้า ซึ่งเป็นตัวตนเล็กจ้อยต้องมาตายด้วยน้ำมือของใต้เท้าซู เพราะมันจะทำให้มือของเขาแปดเปื้อนก็เท่านั้น”
นางเป็นสตรีผู้สามารถทำให้เซียนทั้งหลายตะลึงอึ้ง ทว่าวาจาของนางกลับเปี่ยมความชื่นชมซูอี้ยิ่ง
สิ่งนี้ทำให้ทุกผู้งุนงง
ซูอี้ต้องมีตัวตนเช่นไร จึงได้รับความเคารพจากราชันเซียนเช่นนี้?
ม่อจวินตื่นตระหนกอย่างสมบูรณ์ เขามิอาจสนใจเรื่องใดได้อีก แล้วจึงรีบกล่าวขึ้นว่า “ผู้อาวุโส ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด! สำนักดาบอุดรยะเยือกของข้า…”
“มีเพียงความตายที่นับเป็นการสำนึกอันจริงใจสูงสุด”
นางใช้มือฟาดฟันออกไปเยี่ยงดาบ
ฉัวะ!
ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง ร่างของม่อจวินถูกผ่าครึ่ง เพลิงศักดิ์สิทธิ์โหมแผดเผาเป็นธุลี
เซียนแท้ขอบเขตสุญตาถูกสะบั้นเยี่ยงผักหญ้า!
“แล้วก็พวกเจ้า”
คู่เนตรงามเปี่ยมเสน่ห์ของชิงเวยเบนมองเซียนคนอื่น ๆ ที่มาจากสำนักดาบอุดรยะเยือก
ยามนี้ เหล่าเซียนต่างตื่นตระหนก ก่อนจะเผ่นหนีกระเจิดกระเจิง
“หากสวรรค์ลิขิตให้ตาย พวกเขาก็จะบ้าคลั่ง และหากเซียนถูกลิขิตให้ตายก็จะไม่ต่างกัน”
เสียงอันกระจ่างชัดดูน่าดึงดูดของชิงเวยยังมิทันสิ้นคำ ลำแสงทองเจิดจรัสก็ทะยานออกไปพร้อมกัน
เพียงชั่วพริบตาเดียว เซียนขอบเขตจักรวาลทั้งหมดก็ถูกสังหาร!
ในสนามเต๋าเทียนติ่ง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งและจิตสังหารปกคลุมหนาแน่น
ชิงเวยผู้แต่งกายด้วยอาภรณ์เรียบง่าย กิริยาโดดเด่นดูจะกลายเป็นจุดสนใจเดียวที่นี่!
และภายใต้สายตาเหลือเชื่อทุกคู่ ราชันเซียนวิถีปีศาจผู้นี้ก็ทิ้งอำนาจและความเย่อหยิ่ง หันมาโค้งให้แก่ซูอี้อย่างรีบร้อน พลางกล่าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ราวเพิ่งกระทำความผิด
“ผู้น้อยบุ่มบ่ามลงมือ มิกล้าบ่ายเบี่ยงแก้ตัว ขอใต้เท้าลงทัณฑ์ด้วยเจ้าค่ะ!”
วาจานั้นเผยเค้าความพรั่นพรึงอันมิอาจปกปิด
ท่าทีของนางสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดินอยู่บนชั้นน้ำแข็งบางเฉียบ!
ทุกผู้ตกตะลึงพรึงเพริดราวได้พบเรื่องน่าขันสูงสุดในโลกา
ราชันเซียนผู้นี้มาช่วยพลิกสถานการณ์อย่างเห็นได้ชัด เพียงดีดนิ้วก็สังหารเซียนกลุ่มหนึ่งลงได้ ต้องทรงพลังเพียงใดกัน?
ทว่าใครจะคาดคิดว่านางจะกล่าวขอโทษชายหนุ่มผู้หนึ่งอย่างพรั่นพรึงจากใจราวกระทำเรื่องผิด?
แม้แต่แก้ตัวยังไม่กล้า แล้วยังบอกให้อีกฝ่ายลงโทษอีก!
เหลือเชื่อนัก!
“ก็แค่เรื่องเล็กน้อย ข้าหรือจะลงโทษเจ้าได้”
ซูอี้โยนไหสุราให้ชิงเวย “หากเจ้าคิดชดใช้จริง ๆ งั้นก็ไปเติมสุราใส่ไหให้ข้าก็พอ”
ชิงเวยรับไหสุราด้วยสองมือ รอยยิ้มโล่งใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า และกล่าวอย่างยินดีว่า “ขอบคุณความเมตตากรุณาของใต้เท้าเจ้าค่ะ!”
“เจ้ามาจัดการเก็บกวาดเสีย”
ซูอี้หมดความสนใจแล้ว และพาอาหนิงกับอาหลีผู้ยังเหม่อลอยจากไป
เสียงของชิงเวยดังออกมาอย่างเชื่อฟังจากเบื้องหลัง “รับคำสั่งใต้เท้า”
จนเมื่อร่างของพวกซูอี้หายลับไป
อำนาจและปราณที่เก็บไว้ของชิงเวยพลันปรากฏขึ้น คืนสู่ท่าทางเย็นชา เย่อหยิ่ง และเฉยเมยเยี่ยงกาลก่อน
“เว่ยหมิง พาคนมาเก็บกวาดที่นี่ที”
นางกล่าวเบา ๆ “ข้าผู้นี้ขออย่างเดียว ผู้ใดที่ดูหมิ่นใต้เท้าเมื่อกาลก่อนต้องถูกลงทัณฑ์”
“ขอรับ!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
เว่ยหมิงผู้แต่งกายเยี่ยงบัณฑิตและเซียนคนอื่นที่ปะปนในหมู่ผู้ชมต่างลุกขึ้นตาม ๆ กันในยามนี้
ชั่วขณะนั้น รอบข้างต่างเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
เหวินเยวียนหมิงสิ้นสติ!
หม่าสิงคงหมดหวัง!!
เฉียนอวี่สิ้นอาลัย!!!
…ผู้คนมากมายที่กล่าวร้ายต่อซูอี้ล้วนถอดใจสิ้นคำนึง
ใครเล่าจะไม่รู้ว่าพวกตนกำลังจะถูกคิดบัญชี?
มีเพียงฉางเล่อสิงผู้แสนปรีดา!
ถนนคับคั่งเยี่ยงสายน้ำไหลริน
ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง เดินไปยังหอน้อยสมปรารถนา
อาหนิงกับอาหลีก็เดินตามเขาไปเช่นกัน
บางทีอาจเป็นเพราะสิ่งที่ประสบ ณ สนามเต๋าเทียนติ่งนั้นร้ายแรงเกินไป สองพี่น้องจึงทึ่มทื่อราวตกอยู่ในภวังค์
จนกระทั่งมาถึงหอน้อยสมปรารถนา อาหนิงจึงรวบรวมความกล้ากล่าวถามขึ้นมา “ซู…ซูอี้ เจ้า… เป็นใครกันแน่?”
อาหลีมองตามอย่างไม่รู้ตัว
นางเองก็อยากรู้
ซูอี้นิ่งไปและกล่าวว่า “ไม่ใช่ข้าบอกเจ้าแล้วหรือ?”
อาหนิงนิ่งไป และจำได้ทันทีว่าระหว่างมายังนครเซียนเทียนติ่ง นางก็เคยถามซูอี้เช่นนี้แล้ว
ยามนั้น ชายหนุ่มตอบกลับมาว่าเขาคือเซียนอันดับหนึ่งในวิถีดาบ ปราบทั่วสวรรค์แดนเซียน!
ทว่าอาหนิงมองว่ามันเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น หาได้ใส่ใจมันไม่
ทว่ายามนี้ เมื่อเห็นฝีมือมากมายของซูอี้ และท่าทีพินอบพิเทาของชิงเวยผู้เป็นถึงราชันเซียน หัวใจของอาหนิงก็สั่นสะท้าน ตระหนักแล้วว่าซูอี้ดูจะมิได้ล้อเล่นตั้งแต่ยามนั้น!
เซียนอันดับหนึ่งในวิถีดาบ?
ช่างเป็นนามอันสูงส่ง!
ทว่าเขาช่างแสนเยาว์วัย และก้าวขึ้นบนสนามประลองด้วยการฝึกฝนขอบเขตราชันแห่งภูมิแท้ ๆ ไฉนเขาจึงกล้าเรียกตนสูงส่งนัก?
อาหนิงงุนงง
ทว่าอาหลีไม่ได้คิดมาก นางทำเพียงถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เล็กน้อย “พี่ซู ข้า… ข้ายังเรียกพี่แบบนี้ได้หรือไม่?”
ซูอี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “แน่นอน”
อาหลีพลันแย้มยิ้ม
ไม่ว่าซูอี้จะมีตัวตนที่มาเช่นไร นางหาใส่ใจไม่