บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1556: บุตรหลานของปี้อัน
ตอนที่ 1556: บุตรหลานของปี้อัน
เช้าวันถัดมา
ซูอี้ออกจากโรงเตี๊ยมไปเพียงคนเดียว มุ่งหน้าไปยังตลาดมังกรดำเพื่อซื้อโอสถเซียน
เดิมทีชิงเวยตั้งใจว่าจะตามไปด้วย แต่ถูกซูอี้ปฏิเสธ และบอกให้นางทำความเข้าใจในสิ่งที่เขามอบให้ เพื่อเตรียมรับงานเทศกาลของลัทธิหมื่นวิญญาณที่จัดขึ้นในวันพรุ่งนี้
“นอกจากเก็บรวบรวมโอสถเซียนที่ใช้สำหรับฝึกตนขอบเขตแปรสุญตาแล้ว ยังต้องเตรียมตัวเพื่อฝึกฝนรากฐานวิถีเซียนเวลาที่พิสูจน์เต๋ากลายเป็นเซียนอีกด้วย”
ซูอี้พลางครุ่นคิด พลางเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนน
แสวงวิถีกลายเป็นเซียน เป็นหนทางวิถีเส้นใหม่เอี่ยมทั้งหมด
ส่วนขอบเขตจักรวาล ก็คือขอบเขตที่หนึ่งของวิถีเซียน!
ต้นไม้ขนาดใหญ่ ล้วนเติบโตจากต้นกล้าต้นเล็ก ๆ
แท่นสูงเก้าชั้น ต้องเริ่มจากการสั่งสม
รากฐานเวลาที่ย่างก้าวสู่ขอบเขตจักรวาล เกี่ยวข้องกับหนทางวิถีในวันข้างหน้าว่าจะสามารถก้าวเดินไปได้ยาวไกลหรือไม่
แต่ซูอี้แตกต่างออกไป
หนทางวิถีที่เขาเสาะหา ไม่เคยมีมาก่อนในบรรพกาล ด้วยเหตุนี้เวลาที่ย่างก้าวสู่ขอบเขตจักรวาล รากฐานมหาวิถีที่สร้างขึ้นจึงมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ
“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหลอม ‘ยาประกายทองหมื่นจุด’ ออกมาสักเตาให้ได้!”
ซูอี้คิดตรึกตรองไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว
ในความทรงจำของหวังเย่ชาติที่หก มีตำรับยาวิถีเซียนเก่าแก่หาได้ยากจำนวนนับไม่ถ้วน
และยาประกายทองหมื่นจุดนี้ เป็นยาสร้างฐานวิถีเซียนอันดับหนึ่ง!
เป็นเพราะโอสถนี้มีข้อห้ามเยอะเกินไป เวลาที่ทำยาสำเร็จจะนำมาซึ่ง ‘ภัยพิบัติ’ อันน่ากลัว
นี่ก็คือภัยพิบัติยา!
ด้วยเหตุนี้ต่อให้เป็นปรมาจารย์หลอมโอสถระดับสุดยอดของภูมิเซียนก็ยังยากที่จะหลอมโอสถเช่นนี้ออกมาได้
ทว่าสำหรับซูอี้แล้ว การหลอมโอสถไม่ใช่ปัญหายากอะไรเลย
มีสมบัติล้ำค่าอย่างเตาเสริมสวรรค์อยู่ด้วย ต่อให้ต้องนำมาซึ่ง ‘ภัยพิบัติยา’ ก็ยังสามารถต้านได้
“ข้าต้องการวัตถุดิบจำนวนหนึ่ง ราคาไม่ใช่ปัญหา”
ซูอี้เดินเข้าไปในร้านยาแห่งหนึ่ง แสดงเจตจำนงในการมา
เมื่อเขาเดินออกมาจากร้านยา ชายหนุ่มก็หมดหยกเซียนไปเก้าร้อยก้อน ซื้อวัตถุดิบล้ำค่าหายากมาได้สามสิบเก้าตัว
ทว่า แค่นี้ไม่พอ
ในช่วงเวลาถัดมา ซูอี้จึงเดินเข้าร้านยาร้านแล้วร้านเล่า
จนกระทั่งถึงพลบค่ำ สุดท้ายซูอี้หมดหยกเซียนไปเจ็ดพันก้อน ซื้อวัตถุดิบมาได้เกือบสองร้อยชนิด
ในจำนวนนั้น ‘ไผ่อัสนีพันพิบัติ’ เป็นวัตถุดิบที่แพงที่สุด มีมูลค่าถึงหนึ่งพันหยกเซียน เท่ากับหินเซียนหนึ่งแสนก้อน!
แต่เสียดาย ยังคงเก็บรวบวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการหลอมสร้าง ‘ยาประกายทองหมื่นจุด’ ไม่ครบ
“เหลือเพียงแค่คางคกทองถอดร่าง น้ำค้างเย็นสงบจิต ผงช้างมงคล ใบสวรรค์กระดูกหงส์ กับบัวห้ามณี ห้าตัวยานี้เท่านั้น…”
ซูอี้นวดขมับ
เหลือวัตถุดิบเพียงแค่ห้าตัวนี้เท่านั้น ราคาไม่ถึงกับสูงนัก แต่หายากมาก
ก่อนหน้านี้ซูอี้เคยถามจากร้านค้าที่ข้อมูลฉับไวมาบ้างเช่นกัน ปรากฏว่าคำตอบที่ได้คือช่วงระยะเวลานี้ แม้กระทั่งตลาดมังกรดำก็ยังไม่พบวัตถุดิบห้าตัวนี้
จนถึงตอนนี้ ซูอี้จึงได้แต่ปล่อยไปก่อน
แต่ที่ซูอี้รู้สึกพึงพอใจมากก็คือ เขาซื้อวัตถุดิบที่เพียงพอต่อการฝึกตนในขอบเขตแปรสุญตามาได้จำนวนหนึ่งแล้ว ไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องการฝึกตนไปนานช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว
พลันเสียงร้องตะโกนเชื้อเชิญเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น สร้างความสนใจให้แก่ซูอี้ไม่น้อย
“ทุกท่าน ของขายปิดท้ายมาแล้ว! เหลือเพียงแค่ทาสชั้นดีคนเดียวเท่านั้น เรื่องที่ควรรู้ก็รู้หมด ประโยคเดียวเท่านั้น ผู้ที่ให้ราคาสูงจะได้ไป!”
“เด็กน้อยคนนี้ เป็นบุตรหลานของเผ่าภูตปี้อันจริง ๆ หรือ?”
……
ห่างไปไม่ไกลนัก คือลานสนามกว้าง
กลางลานสนาม มีกรงขังวางเรียงรายแน่นขนัด กรงขังแต่ละกรงกักขังทาสเพื่อรอการซื้อขาย
มีทาสต่าง ๆ นานา รูปแบบหลากหลาย
เวลานี้ ผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งโอบล้อมอยู่หน้ากรงขังกรงหนึ่ง กำลังพิจารณาดูหนุ่มน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรง
หนุ่มน้อยเป็นลูกสายเลือดผสม ปิดหน้าปิดตา ที่คอ มือทั้งสองข้าง และขาทั้งสองข้างของเขาถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน
ดูจากท่าทางเขาเพิ่งอายุสิบกว่าปีเท่านั้น เสื้อผ้าสกปรก ก้มหน้าคอตก นั่งนิ่งไม่ขยับ ทำให้มองดูใบหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจน
ชายสวมชุดสีทองไว้หนวดทรงหนวดแพะยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มพลางกล่าว “หากว่าทาสน้อยคนนี้ไม่ใช่บุตรหลานของเผ่าภูตปี้อันล่ะก็ เด็ดหัวของข้าจินหยวนมู่ก็ยังได้!”
เงียบไปสักครู่ เขากล่าว “ตอนนี้ ทุกท่านเสนอราคามาได้แล้ว”
“ข้าเสนอหยกเซียนสามสิบก้อน”
มีคนเสนอราคา เพื่อนำร่องไปก่อน
ทันใด คนอื่น ๆ ก็ทยอยเสนอราคาตาม เพิ่งเริ่ม ทุกคนต่างก็เสนอราคาไม่สูงมากนัก
ทว่าเมื่อมีคนแก่งแย่งแข่งขันกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ราคาที่เสนอก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักพุ่งไปถึงหยกเซียนห้าร้อยก้อน!
อีกทั้งราคาที่เสนอยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ทำให้ชายชุดสีทองที่เรียกตัวเองว่าจินหยวนมู่คนนั้นยิ้มจนหน้าบาน
ส่วนซูอี้ มาอยู่ตางหน้ากรงขังกรงนั้นแล้วยืนอยู่อย่างเงียบ ๆ
หนุ่มน้อยในกรงขัง นั่งเศร้าไม่ขยับเขยื้อน ก้มหน้านิ่ง ทำท่าจะตายให้ได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด
เมื่อรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายสายเลือดที่คุ้นเคยในตัวของหนุ่มน้อยคนนั้นแล้ว ซูอี้กระตุกวาบขึ้นมาในใจ เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นในสมอง ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ นานาผุดขึ้นมา
นอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ศพสุมกองเป็นภูเขา เลือดนองเต็มทะเล ไฟสงครามคละคลุ้ง เสียงกลองรบดังสนั่นกึกก้องไปทั่วปฐพี
ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังต่อสู้กันอย่างเข้มข้นจนเลือดอาบ เข่นฆ่าประหัตประหารเอาเป็นเอาตายกับกองทัพเผ่ามารจากเขตแดนอื่น
บนกำแพงเมืองอันสูงตระหง่านของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ผู้เฒ่าที่ร่างมีแต่บาดแผล เลือดอาบไปทั้งตัว จับมือของหวังเย่แน่น ส่งเสียงแหบแห้ง พูดกระท่อนกระแท่น “ใต้เท้าจอมราชัน ผู้น้อยทำให้ท่านต้องขายหน้าแล้ว…”
สีหน้าของผู้เฒ่าซีดเผือด สายตาหม่นหมอง “เดิมทีคิดไว้ว่า จะติดตามท่านสู้รบไปตลอดและฆ่าพวกมารเหล่านั้นจนไม่เหลือกับท่านได้ เพื่อแลกกับความสันติสุขของร่มฟ้าแดนเซียน แต่…”
ผู้เฒ่าหัวเราะฝืดขึ้นมาทีหนึ่ง “ต้องโทษที่ผู้น้อยชีวิตสั้น!!”
ดวงตาของหวังเย่แดงก่ำ ในใจเต็มไปด้วยความโศกเศร้า กัดฟันกล่าว “เฒ่าฟาง ข้ารับรอง จะช่วยเจ้าฆ่าพวกมารเหล่านั้นให้สิ้น!”
ผู้เฒ่าฉีกปากยิ้ม “ใต้เท้าจอมราชัน สิ่งที่ผู้น้อยภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตนี้ ก็คือได้ติดตามท่านออกสงครามเพื่อสรรพชีวิตในแดนเซียน คนทั้งหมดในเผ่าปี้อันของข้า ไม่ว่าหญิงชาย เด็กหรือคนแก่ ล้วนยินดีตายในสนามรบ!”
พูดจบ ผู้เฒ่าก็กระอักเลือดอย่างแรง ร่างชักกระตุก สุดท้ายใช้แรงกำลังทั้งหมดที่มีฝืนพูด
“หากว่าทำได้ ขอให้ใต้เท้าจอมราชัน นำกระดูกของผู้น้อยสาดเทบนด่านสวรรค์ที่เจ็ดนี้ แม้ว่าผู้น้อยจะตายไปแล้ว ก็ยังจะเฝ้ารักษาสถานที่แห่งนี้!”
นี่คือคำพูดสุดท้ายของผู้เฒ่า
เขามาจากเผ่าภูตปี้อัน ติดตามทำสงครามอยู่ข้างกายหวังเย่เป็นเวลาสามหมื่นเก้าพันปี ร่วมเป็นร่วมตาย ฟาดฟันศัตรูนับไม่ถ้วน
ชื่อของเขาคือฟางซิว
สู้จนตัวตายคือความหมายของชื่อเขา!
การตายของฟางซิวกลายเป็นเรื่องเศร้าของหวังเย่ในตอนนั้น เจ็บลึกฝังใจ
ในช่วงเวลาถัดมา ทุกครั้งที่เขานึกถึงฟางซิวที่สู้รบจนตาย ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดขึ้นมา ก็จะอดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้
และความรู้สึกเช่นนี้ เวลานี้ราวกับคลื่นทะเลซัดกระหน่ำอยู่ในใจของซูอี้ไม่หยุดหย่อน!
สายตาของเขามองหนุ่มน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรง ในใจคล้ายกับโดนมีดแหลมแทง ความรู้สึกโกรธเกรี้ยวอย่างบอกไม่ถูกประเดประดังขึ้นมาในหัวใจ
ลึกเข้าไปในสายตาคู่นั้น ราวกับมีเพลิงไฟกำลังแผดเผา
หวนคิดถึงเมื่อตอนนั้น ผู้แข็งแกร่งของเผ่าภูตปี้อันภายใต้การนำของฟางซิว ต่อสู้จนเลือดอาบ ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ร่วมเป็นร่วมตาย ก็เพื่อสร้างความสงบสุขให้แก่ภูมิสวรรค์
แต่ตอนนี้ บุตรหลานของเผ่าภูตปี้อันกลับถูกกักขังอยู่ที่นี่ ตกเป็นทาสรับใช้ที่ต่ำต้อยอย่างที่สุด ถูกคนเสนอราคาซื้อตัวกันอย่างง่ายดาย!
แดกดันกันสิ้นดี!
เหลวไหลเหลือเกิน!
และ… อัปยศสิ้นดีด้วย!
“เซียนหยกแปดร้อยก้อน! ยังมีใครเสนอราคาสูงกว่านี้อีก?”
ด้านข้าง การเสนอราคาใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ชายสวมชุดสีทองตื่นเต้นดีใจมาก เพราะราคานี้เกินกว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก
เขามองรอบ ๆ เมื่อสังเกตเห็นซูอี้ที่ยืนอยู่หน้ากรงขัง พลันรู้สึกได้ในทันใดว่าสีหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ดูแปลก ๆ!
“หากว่าท่านถูกชะตากับทาสน้อยนี้ สามารถเสนอราคาได้”
ชายชุดสีทองพูดด้วยความยิ้มแย้ม “แน่นอน ราคาที่เสนอจะต้องสูงกว่าเซียนหยกแปดร้อยก้อนจึงจะได้”
ซูอี้ไม่ได้ให้ความสนใจ
เขายื่นมือไปกดกรงขัง จากนั้นใส่พลัง
วิ้ง!
กรงขังระเบิดลวดลายลึกลับต้องห้ามอันเจิดจ้าออกมา ส่องแสงสว่างไสว ทันใด กรงเหล็กรอบสี่ด้านก็ระเบิด
ภายในกรงขัง หนุ่มน้อยที่นั่งนิ่งไม่ยอมขยับ เนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเลือด พลันเงยหน้าขึ้น
ชั่วขณะนั้น ดวงตาของหนุ่มน้อยราวกับดาบคมของปีศาจถูกชักออกจากฝัก ฉายแววอาฆาตพยาบาท ราวกับต้องการจะหาใครสักคนมาเขมือบกิน!
“เจ้าทำอะไร!”
ชายชุดสีทองตะลึงงัน เดินเข้ามาห้ามในทันใด
ทว่าซูอี้ไม่แม้แต่จะมอง สะบัดแขนเสื้อเสียงดังพรึบ ร่างชายผู้นั้นกระเด็นออกไปหลายสิบจั้ง กระแทกกับพื้นอย่างแรง
ความเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความโกลาหลให้แก่รอบด้าน เสียงดังอึกทึกดังรอบสี่ทิศ
สายตาจำนวนมากมองไปที่ซูอี้อย่างพร้อมเพรียงกัน สีหน้าของแต่ละคนตื่นตระหนกตกใจ
ทว่ากระโจนไปได้ครึ่งทางก็ถูกซูอี้คว้าแขนไว้
ความโกรธเกรี้ยวลุกโชนในสายตาของหนุ่มน้อย แผดเสียงตะโกน “ปล่อยข้า!!”
“ไม่ต้องกลัว ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่”
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ด้วยพลังของตัวเจ้า ไม่มีทางหนีไปได้พ้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้เลือกที่จะเชื่อข้าดีกว่า”
หนุ่มน้อยมีสีหน้าสับสน สุดท้ายก็เลิกขัดขืน
ไม่ใช่เพราะเชื่อคำพูดของซูอี้ แต่เป็นเพราะเขาพบว่าถูกซูอี้จับเช่นนี้ ไม่อาจดิ้นหลุดไปได้
“คนชั่ว! กล้าแย่งสินค้าของข้าเช่นนั้นหรือ? ทุกคนฆ่าเขาทิ้ง!”
ห่างออกไป ชายชุดสีทองมีสีหน้าดุดันน่ากลัว ร้องตวาดเสียงดัง
ฟิ้ว!
ผู้แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งพลันปรากฏออกมาจากบริเวณรอบ ๆ
แต่ละคนดุดันน่ากลัว ล้วนเป็นตัวตนในขอบเขตจุติมงคลด้วยกันทั้งสิ้น มุ่งหน้าตรงไปหาซูอี้
แววตาของซูอี้สั่นสะท้าน เดิมทีในใจก็มีไฟโกรธที่กำลังปะทุแผดเผาจนไม่อาจเก็บกดได้อยู่แล้ว ไฉนเลยจะต้องรั้งมือ?
เขาใช้มือกดอากาศ
โครม!
ปราณดาบเต็มนภาพลันปรากฏ ร่างของผู้แข็งแกร่งขอบเขตจุติมงคลเจ็ดแปดคนที่พุ่งเข้ามาระเบิดในชั่วพริบตา เลือดอาบชโลมนภา
ซี้ด!
เสียงสูดปากดังขึ้นจากบริเวณรอบ ๆ ผู้คนที่มามุงดูเหล่านั้นพากันตื่นตกใจกับภาพเหตุการณ์ที่รุนแรงและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเช่นนี้
หนุ่มน้อยเนื้อตัวสกปรกมีแต่รอยคราบเลือดก็ตกใจมากเช่นกัน ตัวเกร็งขึ้นมา ยิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อน
“เจ้า…”
ชายชุดสีทองก็ตกใจเช่นกัน ลูกตาแทบจะร่วงหลุดลงมา เขากรีดร้อง “ท่านฮั่ว มีคนก่อเรื่อง! แล้วยังฆ่าคนของพวกเราตายด้วย!!”
เสียงยังคงดังก้อง พร้อมกับอำนาจเซียนอันน่าเกรงขามและเย็นยะเยือก คนร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ
คนผู้นี้ก็คือเซียนที่ย่างก้าวสู่ขอบเขตจักรวาลของวิถีเซียน!
“เจ้าหนุ่ม ที่แห่งนี้คือตลาดมังกรดำ! การกระทำของเจ้าเป็นการทำผิดกฎระเบียบของที่แห่งนี้ ไม่มีหนทางรอดอีกแล้ว!”
เสียงของผู้ชายร่างสูงใหญ่ดังกึกก้องราวกับเสียงอสนีบาต จากนั้นก็ลงมือในทันใด รุนแรงราวกับคลื่นยักษ์
หนุ่มน้อยที่เนื้อตัวมีแต่คราบเลือดเห็นแล้วก็รีบหนี
อำนาจเซียนเช่นนั้น กดดันจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ทว่าชั่วขณะนี้เอง ในม่านสายตาของเขาเห็นมือขนาดใหญ่ขาวสะอาดข้างหนึ่งโผล่ออกมาซัดกลางอากาศ
ปัง!!
ร่างของเซียนขอบเขตจักรวาลที่มาพร้อมกับความดุดันคนนั้นกลับโดนฝ่ามือซัดจนระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับกระดาษ
หนุ่มน้อยตกใจจนสติไม่อยู่กับตัว
ผู้คนรอบด้านล้วนอ้าปากค้าง
ซูอี้หมุนตัวไปตบไหล่ของหนุ่มน้อยเบา ๆ “ไว้ข้าถามบางเรื่องเสร็จแล้วจะพาเจ้าไปจากที่นี่”
………………..