บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1557: รูปสักการะบรรพชน
ตอนที่ 1557: รูปสักการะบรรพชน
ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดจนวังเวงอึมครึม
ซูอี้ก้าวเดินออกไปหนึ่งก้าวมาอยู่ตรงหน้าชายชุดสีทองผู้นั้น
ชายผู้นั้นลนลานร้องด้วยความกลัว “เจ้า… เจ้าจะทำอะไร องครักษ์มังกรดำไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
ซูอี้คว้าคออีกฝ่าย ออกแรงบีบจนฝ่ายตรงข้ามเป็นหมดสติไป
จากนั้นก็เริ่มทำการค้นจิต
“คนผู้นี้เป็นใคร เหตุใดจึงโอหังได้เพียงนี้?”
คนที่มุงดูเหตุการณ์ต่างก็ใจสั่นสะท้าน ตื่นกลัวกับวิธีการที่โหดเหี้ยมและรวดเร็วฉับไวของซูอี้
หลังจากผ่านไปครึ่งเค่อ
ซูอี้เก็บจิตสัมผัสกลับมาพลางขมวดคิ้ว
คนผู้นี้มีชื่อว่าจินหยวนมู่ เป็นพ่อค้าทาสที่มีชื่อเสียงด้านลบ ในความทรงจำของเขา ไม่มีเรื่องที่ซูอี้ต้องการอยากจะรู้
อย่างหนุ่มน้อยเผ่าภูตปี้อันคนนั้น มีนามว่าฟางหาน
เป็นหนึ่งในกลุ่มทาสที่จินหยวนมู่ซื้อมาจากตลาดมืดใต้ดินแห่งหนึ่งในทวีปกกพิสุทธิ์ จากนั้นก็พามาขายที่ตลาดมังกรดำ
เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเหตุใดฟางหานจึงต้องกลายเป็นทาส จินหยวนมู่ก็ไม่รู้เช่นกัน
‘ดูท่า เรื่องนี้คงต้องถามหนุ่มน้อยที่ชื่อว่าฟางหานคนเดียวเท่านั้นเสียแล้ว’ ซูอี้คิด
บุตรหลานของเผ่าภูตปี้อันต้องตกเป็นทาส!
เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ซูอี้รู้สึกโกรธเท่านั้น และทำให้เข้าใจได้ว่าหลังจากที่วันเวลาอันยาวนานผ่านพ้นไป คงจะเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นในเผ่าภูตปี้อัน
“บังอาจสิ้นดี กล้าก่อเรื่องในตลาดมังกรดำ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร จงหยุด ยอมให้จับตัวเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นฆ่าไม่เว้น!”
ทันใด เสียงตะคอกคำรามเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
องครักษ์มังกรดำกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามา สวมชุดเกราะสีดำ ดุดันเกรี้ยวกราด
คนที่นำหน้า เป็นผู้ชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน มือถือง้าวแฉกสีขาวสว่าง รอบตัวตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเซียนแท้ขอบเขตสุญตา
ชายชุดสีทองฟื้นจากอาการหมดสติแล้ว ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ “ท่านอู่ช่วยด้วย…!”
พื้นที่รอบ ๆ ผู้เฒ่าคนหนึ่งถึงกับพูดเกลี้ยกล่อม “รามือไปเสียดีกว่า หากผิดใจกับองครักษ์มังกรดำ จะไม่มีหนทางรอดอีกแล้วจริง ๆ”
ซูอี้ร้องอ้อขึ้นมาทีหนึ่ง จากนั้นฟาดฝ่ามือออกไป
ปัง!
ร่างของชายชุดสีทองกลายเป็นผุยผงปลิวว่อน แตกสลายทั้งจิตและร่าง
ทุกคนต่างก็พากันใจสั่น ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ที่นี่เป็นตลาดมังกรดำ กระทั่งราชันเซียนก็ยังต้องวางตัวอยู่ในกฎระเบียบ ใครกันจะกล้าฆ่าคนต่อหน้าองครักษ์มังกรดำ!?
องครักษ์มังกรดำกลุ่มนั้นมาถึงกันแล้ว เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ต่างก็มีสีหน้าสับสนยิ่ง
ชายร่างสูงใหญ่ที่เป็นหัวหน้ายิ่งดุดันเกรี้ยวกราด ถูกยั่วยุให้โกรธจัด “วันนี้ หากว่าคนดื้อรั้นอย่างเจ้ารอดชีวิตออกไปได้ ข้าอู่ชิงเทียนคือหลานของเจ้า!”
เขายกง้าวแฉกขึ้นเพื่อลงมือ
ทว่าขณะนี้เอง จู่ ๆ เขาก็นิ่งอึ้ง ไม่ขยับเขยื้อน สีหน้าสับสน
ประเดี๋ยวตื่นตะลึง ประเดี๋ยวอ้างว้าง ประเดี๋ยวตื่นตระหนก…
ภาพเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทำให้คนทั้งหลายต่างก็พากันงงและตื่นตะลึง นี่มันเรื่องอันใดกัน?
“หัวหน้า เป็นอะไรไป?”
องครักษ์มังกรดำคนหนึ่งร้องถามขึ้นมา
จากนั้นก็เห็นชายร่างสูงใหญ่ที่เรียกตัวเองว่าอู่ชิงเทียนตัวสั่นขึ้นมา ราวกับได้สติกลับคืนมาแล้ว
ภายใต้สายตาตื่นตระหนกของคนทั้งหลาย อู่ชิงเทียนก็วิ่งเหยาะ ๆ มาอยู่ตรงหน้าซูอี้ สองมือประสานแสดงความคารวะพลางกล่าว
“อู่ผู้นี้ละอายใจยิ่งนัก ไม่ทันได้ตรวจสอบเหตุการณ์ให้ละเอียดก็ลงมือก่อนแล้ว หวังว่าท่านจะให้อภัย!”
คนทั้งหลาย “???”
คนผู้นี้เป็นถึงหัวหน้าของเหล่าองครักษ์มังกรดำ เป็นเซียนแท้ขอบเขตสุญตาเลยเชียว
ก่อนหน้านี้ยังเกรี้ยวกราดดุดัน เหตุใดเพียงชั่วพริบตาก็เปลี่ยนไปเหมือนกับกลายเป็นคนละคนได้?
พวกองครักษ์มังกรดำที่ติดตามมาพร้อมกับอู่ชิงเทียนเหล่านั้นก็ไม่เข้าใจเช่นกัน นี่หัวหน้ากำลังทำอะไรกันแน่?
กล่าวขอโทษต่อคนร้ายที่หมิ่นประมาทกฎระเบียบของตลาดมังกรดำ?
ซูอี้นึกถึงเฟิงเย่อวิ๋นเจ้าของหมู่ตึกไร้จำกัดที่เป็นฝ่ายมาหาที่โรงเตี๊ยมและกล่าวขอโทษเขาต่อหน้าเมื่อคืนนี้ขึ้นมา
อย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนหน้านี้จะต้องมีคนแอบเตือนสติ ยับยั้งไม่ให้อู่ชิงเทียนต่อสู้ และทำให้อู่ชิงเทียนมีท่าทีเปลี่ยนไปอีกแบบ!
นึกถึงตรงนี้แล้ว ซูอี้กวาดตามองดูรอบสี่ด้าน ทว่าสุดท้ายก็ไม่พบตัวตนใดที่สมควรให้จับตามอง
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าคิดว่า เรื่องในวันนี้ควรต้องทำเช่นใด?” ซูอี้ถาม
อู่ชิงเทียนสูดหายใจลึก ๆ ทีหนึ่ง กล่าวเสียงเข้ม “คนที่ค้าขายทาสเหล่านี้ แต่ละคนมีชื่อเสียงเสีย ๆ มีความผิดร้ายแรง ตายยังถือว่าเบาไป ท่านทำเช่นนี้ เท่ากับช่วยขจัดความไม่ถูกต้อง ชาวประชาสงบสุข!”
สายตาของทุกคนงงงันกันไปชั่วครู่ ต่างก็สงสัยว่าฟังผิดไปหรือไม่
ในฐานะที่เป็นองครักษ์มังกรดำผู้ผดุงกฎของตลาดมืดมังกรดำ ก็ยังเกรงกลัวอำนาจบารมีของคนอื่นได้ด้วย ไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์แล้วหรือ?
ใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ!
“หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็สามารถไปได้แล้วใช่หรือไม่?” ซูอี้ถามอีกครั้ง
อู่ชิงเทียนรีบตอบ “ขอรับ อู่ชิงเทียนยังจะต้องขออภัยท่านเสียด้วยซ้ำ ได้โปรดให้อภัย…”
ซูอี้ยิ้มพลางตัดบท “ไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก”
พูดจบ เขาก็เดินไปอยู่ตรงหน้าหนุ่มน้อยที่ชื่อว่าฟางหานคนนั้น ยกมือซัดโซ่ล่ามที่ผูกรัดคอ สองมือ และสองขาของหนุ่มน้อยจนสลายพลางกล่าว “ไปกันเถอะ”
ฟางหานสบถเสียงเย็นชา “ได้ อย่างไรเสียข้าก็ไม่กลัวตาย ข้าอยากจะดูนักว่า เจ้าจะเล่นไม้ไหน!”
ซูอี้ “…”
อย่างไม่ต้องสงสัย หนุ่มน้อยคนนี้มองว่าเขาเป็นพวกคนคิดไม่ซื่อไปด้วยเช่นกัน
ซูอี้หัวเราะ ไม่ได้อธิบายอะไร มุ่งเดินออกไป
ฟางหานกัดฟัน แล้วตามไป
จนกระทั่งร่างของคนทั้งสองลับตาไปแล้ว อู่ชิงเทียนถึงกับปาดเหงื่อ จากนั้นจึงโล่งใจขึ้นมาได้
ถัดมา เขากวาดสายตามองผู้คนที่มามุงดูทั้งหลาย ร้องตะคอก “ดูอะไรนักหนา รีบไสหัวไป!”
ผู้คนที่มามุงดูแยกย้ายกันไป
องครักษ์มังกรดำคนหนึ่งทนไม่ไหว ก้าวมาหาพลางถาม “หัวหน้า เหตุใดเมื่อครู่…”
“พูดพร่ำเพรื่ออะไรเยอะแยะ!”
สายตาของอู่ชิงเทียนเย็นสะท้าน กวาดมององครักษ์มังกรดำเหล่านั้น กล่าวเสียงเข้ม “เรื่องในวันนี้ จงถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประเดี๋ยวพวกเจ้าไปเตือนพ่อค้าทาสที่มักจะค้าขายทาสกันที่นี่บ่อย ๆ เหล่านั้นว่า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามมาที่ตลาดมังกรดำอีก มิเช่นนั้น ตาย!”
ทุกคนรู้สึกหวาดเกรงภายในใจ เข้าใจถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ในครั้งนี้ รับคำสั่งแล้วออกไปทำ
……
เมื่อเห็นซูอี้พาหนุ่มน้อยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเลือดกลับมา ชิงเวยรู้สึกประหลาดใจมาก
ฉับพลัน นางก็เหมือนจะมองอะไรบางอย่างออก กล่าวด้วยความตกใจ “คุณชาย เด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่บุตรหลานของเผ่าภูตปี้อันหรอกหรือ?”
ซูอี้ตอบ “ไม่ผิด เจ้ารู้สภาพในตอนนี้ของเผ่านี้หรือไม่?”
ชิงเวยรู้สึกได้อย่างแม่นยำว่าความรู้สึกของใต้เท้าจอมราชันค่อนข้างเศร้าหมอง นางรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา ตั้งใจครุ่นคิดสักครู่จึงกล่าว “ตามที่ข้ารู้ เผ่านี้บาดเจ็บล้มตายอย่างสาหัสในยุคอวสารเซียน สงสัยว่าคงจะมีคนในเผ่าเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่รอดมาได้ ในวันเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของเผ่านี้อีก หากว่าวันนี้คุณชายไม่ได้พาเด็กน้อยคนนี้กลับมาด้วย ข้ายังคงเข้าใจว่าเผ่านี้สูญสิ้นไปหมดแล้ว”
เพิ่งพูดถึงตรงนี้ ฟางหานกล่าวเสียงเย็นชา “ขอเพียงข้ากับพี่สาวยังมีชีวิตอยู่ เผ่าภูตปี้อันของข้าก็ไม่มีทางสูญสิ้น!”
ใบหน้าซีดขาวผอมโซของหนุ่มน้อย เต็มไปด้วยความหนักแน่น
ซูอี้กล่าวด้วยความหนักใจ “หากว่าเป็นเช่นนี้ เผ่าภูตปี้อันของเจ้าในตอนนี้เหลือเพียงเจ้ากับพี่สาวของเจ้าสองคนเช่นนั้นหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าฟางหานมีนิสัยดื้อรั้นมาก และไม่กลัวตายด้วย เขาจ้องซูอี้อย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย กล่าว “เหตุใดข้าต้องบอกเจ้าด้วย?”
ซูอี้ถอนหายใจเบา ๆ มองออกว่าหนุ่มน้อยไม่เชื่อใจตนเองมาก
ไม่ว่าถามอะไรไปในเวลานี้ ก็คงไม่ได้คำตอบ
“ดูสิ”
ซูอี้ชี้นิ้ววาดกลางอากาศ
เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น ตามการซ้อนทับไปมาของประกายแสง ปรากฏภาพแปลกประหลาดลึกลับภาพหนึ่งขึ้น นั่นคือสัตว์เทพปี้อัน เหยียบอยู่บนเมฆดารา เชิดหน้าคำราม มีดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนโปรยปราย
หนุ่มน้อยเบิกตากว้าง ราวกับไม่อยากจะเชื่อ “เหตุใด… เหตุใดเจ้าจึงรู้จักเคล็ดวิชาผูกประสาน ‘รูปสักการะบรรพชน’ ของเผ่าภูตปี้อันของข้า?”
รูปสักการะบรรพชน เพียงแค่วาดเค้าโครงออกมาก็สามารถตอบรับและปลุกพลังสายเลือดที่อยู่ในตัวบุตรหลานของเผ่าภูตปี้อันได้!
เผ่าภูตปี้อันเมื่อในอดีต มีแต่ผู้อาวุโสที่มีระดับการฝึกตนลึกล้ำเท่านั้นจึงสามารถถือครองวิชานี้ได้
ซูอี้ใช้ปลายนิ้วลบ รูปสักการะก็กลายเป็นสะเก็ดแสงเลือนหายไป “ข้ากับเผ่าภูตปี้อันของพวกเจ้าเคยรู้จักกัน และก็เป็นเพราะเหตุนี้ ข้าจึงช่วยเจ้าโดยไม่สนสิ่งใด ๆ”
ฟางหานมีสีหน้าสับสน สักพักใหญ่ ๆ เขาหัวเราะเสียงเย็นชาพลางกล่าว “ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก! พี่สาวเคยบอกว่า ตระกูลของข้าในแต่ละรุ่นเฝ้ารักษาคุ้มครองเขตชายแดน ฆ่ามารต่างถิ่นไม่รู้เท่าใดต่อเท่าใด สร้างผลงานความชอบมากมายในแดนเซียน แต่ผลสุดท้าย คนที่ทำร้ายเผ่าของข้า ไม่ใช่พวกมารต่างถิ่นเหล่านั้น ในทางกลับกัน เป็นคนของแดนเซียนแห่งนี้!”
พูดจบ ดวงตาของหนุ่มน้อยก็แดงก่ำ ความเสียใจและเจ็บใจผุดขึ้นเต็มหน้าไม่อาจระงับได้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางกล่าว “พี่สาวยังบอกอีกว่า คนของแดนเซียนแห่งนี้ แต่ละคนล้วนเชื่อไม่ได้!”
“ดังนั้น ไม่ว่าพวกเจ้าจะพูดอะไร ข้าก็ไม่มีทางเชื่อเป็นอันขาด!”
“จะฆ่าจะแกง ก็แล้วแต่พวกเจ้า แล้วดูสิว่าข้าจะขมวดคิ้วแม้สักนิดหรือไม่!”
พูดจบ หนุ่มน้อยก็เม้มริมฝีปาก บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหนักแน่น ไม่พูดอะไรอีก
ชิงเวยตะลึงงัน ดวงตางดงามใสสว่างผุดประกายแห่งความสงสารออกมา
หนุ่มน้อยคนนี้ คงเคยเจอเรื่องยากลำบากมามาก จึงได้สิ้นหวังต่อแดนเซียน
และคงจะเคยโดนหลอกมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ถึงไม่กล้าเชื่อใครคนใดอีก
ซูอี้นิ่งเงียบไปชั่วครู่ กล่าว “ชิงเวย เจ้าพาเขาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ยารักษาบาดแผลให้แก่เขา”
“เจ้าค่ะ!”
ชิงเวยพยักหน้า
ฟางหานตะลึง เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึง พลันหัวเราะเสียงเย็นชาพลางกล่าว “พวกเจ้าคิดจะเอาบุญคุณมาใช้กับข้าเช่นนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! ข้าไม่หลงกล!”
ชิงเวยถึงกับหัวเราะ จากนั้นพาหนุ่มน้อยออกไปจากห้อง
ซูอี้นั่งลงบนเก้าอี้หวายเงียบ ๆ หยิบไหสุราออกมาจิบเบาอึกหนึ่ง รู้สึกเพียงว่าสุราเซียนที่เข้าปากกลับมีรสจืดสนิท
เขาถอนใจยาวบ่นพึมพำ “หวังเย่ ต่อให้ไม่มีความรู้สึกและความทรงจำของเจ้ารบกวนข้า สำหรับเรื่องนี้ ข้าไม่มีทางเพิกเฉยดูดายแน่! ”
ย้อนนึกถึงเมื่อครั้งนั้น เพื่อความสงบสุขของแดนเซียน เผ่าภูตปี้อันเฝ้าปกป้องรักษาด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ต้องสูญเสียเลือดและชีวิตไปไม่รู้มากมายเท่าใดในการรบราฆ่าฟันกับเผ่ามารต่างถิ่น
ทว่าจนถึงตอนนี้ เผ่านี้ไม่เพียงแต่ใกล้จะสูญสิ้น แม้กระทั่งคนในเผ่าก็ยังต้องตกเป็นทาส โดนเอาไปขายอย่างน่าสมเพช!
บัดซบสิ้นดี!
พอซูอี้นึกถึงภาพที่หนุ่มน้อยฟางหานเนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเลือดโดนกักขังอยู่ในกรง ถูกคนอื่น ๆ เสนอราคาเพื่อซื้อขายราวกับสิ่งของแล้ว ในใจรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
กลุ่มคนที่ทำร้ายเผ่าภูตปี้อันเหล่านั้นสมควรต้องตายเป็นหมื่น ๆ ครั้ง!!
ซูอี้รำพึงในใจเบา ๆ แววตาลุ่มลึกและสงบนิ่ง
ไม่นานนัก ชิงเวยพาฟางหานกลับมา
หนุ่มน้อยเปลี่ยนใส่เสื้อผ้าสะอาด ผมยาวรุงรังถูกรัดไว้ข้างหลัง บาดแผลบนตัวก็สมานหมดแล้ว มองไม่เห็นรอยแผลอีก
ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เพียงแต่ว่าใบหน้าที่หนักแน่นเย็นชานั้นยังคงซีดเผือดไร้สีเลือด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไม่ไว้วางใจ
ราวกับหมาป่าโดดเดี่ยวที่ทั้งพยศและดื้อรั้น
ในอ้อมอกของเขากอดเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ที่เปรอะเลือดแน่น นั่นเป็นเสื้อผ้าเก่าที่เขาเพิ่งเปลี่ยน
เต็มไปด้วยคราบเลือด
ฝังความเคียดแค้นและความอัปยศที่หนุ่มน้อยประสบเจอ