บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1565: แขนเสื้อโบกไสว ดาบคำรนวายุประจิม .
ตอนที่ 1565: แขนเสื้อโบกไสว ดาบคำรนวายุประจิม
ราชันเซียนซิงอวี้ครุ่นคิดเล็กน้อย และรายงานชื่อคนบางผู้ออกมา
“ผู้อาวุโสสูงสุดจี้เจินจากอารามบงกชแห่งแคว้นเซี่ยง ผู้อาวุโสสูงสุดม่อฉานชิวจากสำนักเซียนผนึกฟ้าแห่งแคว้นหลัว…”
ชื่อเหล่านี้มีหลายสิบคน
เมื่อชิงเวยได้ฟังแล้ว ใบหน้าอันทรงเสน่ห์ของนางก็ปรากฏความตกตะลึงออกมา
ซูอี้รู้สึกแปลกพิกลยิ่ง
ชายหนุ่มรู้เพียงชื่อของสำนักเหล่านี้บางแห่ง ส่วนชื่อของคนเหล่านี้เขาหารู้จักไม่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ‘ผู้เฒ่า’ ที่ว่านี้หาใช่คนรุ่นเดียวกับหวังเย่ไม่
ชิงเวยอดกล่าวมิได้ว่า “เก้าอนุสรณ์สุดวิเวกแห่งนี้ซ่อนความลับใดอยู่กัน เหตุใดจึงดึงดูดยอดฝีมือวิถีเซียนมาได้มากมายเพียงนี้?”
โดยไม่รอให้ราชันเซียนซิงอวี้ตอบ ซูอี้ก็กล่าวขึ้นมาว่า “ยากจะบอกได้ด้วยวาจา รอให้ถึงเวลา แล้วเราจะได้เห็นเอง”
ดวงตาคู่งามของหญิงสาวทอประกาย ก่อนจะตอบรับทันใด
“ข้าไปด้วยได้หรือไม่?” ฟางหานกล่าว
ซูอี้ว่า “เจ้ายังอ่อนแอเกินไป”
ฟางหาน “…”
ไม่นานนัก ด้วยการนำของราชันเซียนซิงอวี้ พวกเขาก็มาถึงยอดเขามังกรเร้น
ทิวทัศน์ที่นี่กว้างไกลยิ่งนัก มันครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของตลาดมังกรดำ เมื่อมองขึ้นไปจะพบกับ ‘มุกมังกรแขวนนภา’ กำลังทอแสงสีชาดที่เจิดจรัสเยี่ยงดวงตะวันสีเลือด
ตำหนักโบราณหลังหนึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาอย่างโดดเดี่ยว มันเปล่งประกายราวกับสร้างขึ้นจากทองเทวะ บรรยากาศรอบข้างดูศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงภาพฝัน
ที่หน้าโถงหลัก ราชันวิถีมังกรแดงซึ่งดูเหมือนกับหญิงสาวอายุประมาณสิบห้าสิบหกปียืนรออยู่แล้ว
“เจ้านาย แขกของท่านมาถึงแล้วขอรับ!”
ราชันเซียนซิงอวี้รีบคำนับให้แก่อีกฝ่าย
“เจ้าถอยไปได้”
“ขอรับ!”
ราชันเซียนซิงอวี้ก้มคำนับแล้วหันหลังจากไป
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็กล่าวกับชิงเวยว่า “เจ้ากับเจ้าหนูรอที่นี่ก่อนนะ”
ชิงเวยพลันตระหนักว่าใต้เท้าจอมราชันมีบางสิ่งต้องพูดกับราชันวิถีมังกรแดง และพาฟางหานจากไปทันที
“เชิญเจ้าค่ะ ใต้เท้า”
ราชันวิถีมังกรแดงนำชายหนุ่มเข้าไปภายในตำหนักโบราณ
ห้องโถงนั้นรกร้างว่างเปล่า ไม่มีเครื่องประดับตกแต่งใดมากกว่าโต๊ะเก้าอี้ ห่วงหยกและโคมไฟทองแดงแขวนผนัง
“ใต้เท้า เชิญนั่ง”
ราชันวิถีมังกรแดงกำลังจะเชิญให้ซูอี้ไปนั่งที่กลางโถง ทว่าเขากลับปฏิเสธ
ซูอี้กล่าวขณะนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้าง
ราชันวิถีมังกรแดงผงะไป ก่อนจะหยิบไหสุราวางลงบนโต๊ะหยกข้างกายซูอี้ทันที
“ใต้เท้า นี่คือเมรัยเซียน ‘วายุประจิมคำรน’ ที่พ่อบุญธรรมของข้าทิ้งเอาไว้ ไม่ทราบว่าจะถูกปากท่านหรือไม่”
ราชันวิถีมังกรแดงลดมือลงพลางกล่าวด้วยเสียงอันเบาแผ่ว ดูสงบเสงี่ยมสงวนท่าทีอย่างยิ่ง
นางดูอ่อนเยาว์เช่นสาวน้อย สวมอาภรณ์สามัญชน เรือนผมยาวสยายยุ่ง ไร้ร่องรอยความแข็งแกร่งอันทรงพลังของผู้ครองตลาดมังกรดำ
ทั่วร่างของนางสงบนิ่ง และการต้อนรับแขกของนางก็ดูแข็งทื่อไป
สายตาของซูอี้ดูซับซ้อน
เขาหยิบไหสุราขึ้นดมฟุดฟิด กลิ่นเมรัยฉุนเสียดแทงเยี่ยงมีดทะลวงถึงสมอง โลหิตทั่วร่างดูราวเดือดพล่าน
“หวนนึกถึงอดีต เมรัยไหลลงคอ เด็ดดาราคว้าจันทร์ ใครเล่าในโลกาจะประชัน? โดดเดี่ยวเดียวดายสันโดษ แขนเสื้อโบกไสว ดาบคำรนวายุประจิม!”
ซูอี้รำพึงแล้วยกไหสุราขึ้นกระดกดื่ม
ยามนี้ ความทรงจำของหวังเย่พลันปรากฏขึ้นชัดเจน
เมื่อนานมาแล้ว หวังเย่เข้ามาในตลาดมังกรดำ และเขาก็เคยนั่งดื่มสุรากับสหายผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งที่นี่
ในฐานะเจ้าบ้าน ราชันวิถีมังกรดำได้นำสุราซึ่งหมักเองที่บ้านออกมารับรอง เหล่าแขกล้วนเปรมปรีดิ์
หวังเย่ในยามนั้นรู้สึกตื้นตันยิ่ง
ราชันวิถีมังกรดำกล่าวขึ้นว่า “สุรานี้ยังไร้ชื่อ ตั้งว่า ‘วายุประจิมคำรน’ ดีหรือไม่?”
หวังเย่หัวเราะลั่น “ดี!”
ทว่าในยามนี้ เหล่าแขกล้วนห่างหาย โถงรกร้างว่างเปล่า
ในฐานะร่างเวียนวัฏของหวังเย่ เมื่อชายหนุ่มนั่งลงดื่มสุราแห่งความหลัง เขาก็รู้สึกแปลกแยกจากโลกา
ยุคอวสานเซียนได้เปลี่ยนแปลงโลกเซียนไป เหตุการณ์เมื่อกาลก่อนถูกลืมเลือนไปนานมากแล้ว
ความผันผวนเยี่ยงมหาสมุทรกว้าง สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนผัน สัจธรรมก็เป็นเช่นนั้น
หญิงสาวยืนอยู่มิห่างไปนัก ดวงตาสีทองคู่หม่นเหม่อมองซูอี้ผู้กำลังร่ำสุราด้วยหัวใจที่กำลังปั่นป่วน
กาลก่อน บิดาบุญธรรมของนางเคยกล่าวมากกว่าหนึ่งหนว่า สิ่งที่เขาภาคภูมิที่สุดในชีวิตคือ ครั้งที่เขาเคยจัดงานเลี้ยงแก่จอมราชันอนันตรัตติกาลขึ้นที่นี่
และสิ่งที่น่ายินดีที่สุดคือเขาเลือกนามอันเหมาะสมจากสุราที่บ่มกับมือได้จากคำทอดถอนใจของจอมราชันอนันตรัตติกาล!
หลังดื่มสุราไหนั้น ซูอี้ก็กล่าวว่า “เจ้าเองก็นั่งสิ”
นางลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม
แม้จะเป็นเจ้าของโถงแห่งนี้ ทว่านางกลับดูกระมิดกระเมี้ยนราวเป็นแขกมาเยือนเหย้า
และคนตรงหน้านางดูราวเป็นเจ้าบ้าน
ช่างน่าขัน
ซูอี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “ข้าพอจะรู้แล้วว่าเจ้าต้องการทำอันใด และก่อนพูดเรื่องนี้ ข้ามีบางสิ่งอยากถามเจ้าก่อน”
หญิงสาวพยักหน้า “ผู้น้อยจะตอบทุกสิ่งที่ทราบเจ้าค่ะ”
ดวงตาของซูอี้ลึกล้ำขึ้น พลางกล่าวขึ้นเบา ๆ “บิดาบุญธรรมของเจ้าตายเช่นไร?”
ร่างบอบบางของหญิงสาวชะงัก “ผู้อาวุโสรู้แล้วหรือเจ้าคะ?”
ซูอี้ชี้ข้อเท้าของหญิงสาว “ตรวนโลหิตลายมังกรนั้นเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของบิดาบุญธรรมเจ้า และมันก็เกี่ยวเนื่องกับชีวิตเขา ในเมื่อเขาทิ้งสมบัติชิ้นนี้ไว้ให้เจ้า มันก็หมายความว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปมิใช่หรือ?”
ดวงตาของหญิงสาวหม่นหมองลง นางพยักหน้าพลางกล่าวขึ้นว่า “เจียงไท่เออฆ่าพ่อบุญธรรมของข้า!”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความแค้น
เจียงไท่เออ!
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในใจซูอี้
คนผู้นั้นสวมอาภรณ์นักพรต ประดับมงกุฎเก้าดาราเหนือศีรษะ มีใบหน้าเหี่ยวย่น ถือดาบหยกปลายมนสีทองที่มีความยาวสี่ฉื่อ
ปราณทั่วร่างสูงส่งจรดนภา ทำให้ดวงดาราเหนือฟ้าสั่นสะท้าน!
เจียงไท่เออ!
บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิกำเนิดเอกภพ เขาได้บรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียนจะเกิดขึ้น และเป็นหนึ่งใน ‘หกบรรพชน’ แห่งกลุ่มเต๋าในโลกเซียน!
ขณะเดียวกัน เจียงไท่เออก็ยังเป็นหนึ่งในศัตรูผู้ไร้เทียมทานของหวังเย่ และเคยร่วมมือกับเซวี่ยเซียวจื่อและคณะโจมตีเขาใน ‘ศึกอนันตรัตติกาล’
ซูอี้ถาม “เจียงไท่เออยังมีชีวิตอยู่หรือ?”
หญิงสาวกล่าวอย่างหนักแน่น “ยังมีชีวิตเจ้าค่ะ! ผู้อาวุโสพยากรณ์สวรรค์กล่าวไว้ว่าเจียงไท่เออหลบหนีไปยามยุคอวสานเซียนปรากฏขึ้น และแม้เขาจะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็มิถึงชีวิต จนกระทั่งยุคอวสานเซียนจบลง เขาและตัวตนสูงสุดแห่งวิถีเซียนคนอื่นก็กบดานอย่างเงียบงันเพื่อหนี ‘หายนะเทพ’ ดับเบญจขันธ์อยู่”
พยากรณ์สวรรค์คนนั้นก็คือซินแสชราหรือที่ซูอี้เรียกว่า ‘เจ้าเฒ่าชั่ว’ และเป็น ‘เจ้าแห่งลางร้าย’ ในสายตาของผู้เฒ่าทั้งหลายแห่งโลกเซียน
ชายหนุ่มกล่าวอย่างครุ่นคิด “หมายความว่าบิดาบุญธรรมของเจ้าตายก่อนยุคอวสานเซียนมาถึงหรือ?”
“ถูกต้องเจ้าค่ะ บิดาบุญธรรมของข้าออกจากตลาดมังกรดำ ไปหาโอกาสเพื่อบรรลุสู่ ‘ขอบเขตมหาศาล’ ในตำนานที่ทะเลเป่ยหมิง ทว่าก็ถูกเจียงไท่เออขวางระหว่างทาง”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาสีทองคู่นั้นพลันเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความข้นแค้น เสียงนั้นราวกับเสียงกระซิบของภูตพราย “เจียงไท่เออบอกว่าบุตรสาวของเขาต้องการรองเท้าคู่หนึ่ง และคงเป็นการดีหากมันจะทำจากหนังบิดาบุญธรรมของข้า!”
“แต่ใครเล่าจะคิดว่าเจียงไท่เออจะพูดต่อว่าบุตรีของเขาต้องการดาบวิถีเช่นกัน และต้องใช้กระดูกสันหลังของบิดาบุญธรรมข้าทำขึ้นมา!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็ขมวดคิ้ว
นี่เป็นสิ่งที่เจียงไท่เออทำได้จริง ๆ บรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิกำเนิดเอกภพผู้นี้มีอุปนิสัยเฉยชา และสามารถฆ่าคนได้โดยไม่แยแสสักนิด
ดวงตาของราชันมังกรแดงก่ำด้วยโทสะ “บิดาบุญธรรมของข้าตระหนักแล้วว่าเจียงไท่เออจงใจหาเรื่อง ไม่ว่าเขาจะรอมชอมเพียงไร เจียงไท่เออก็จะไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ เขาจึงตัดสินใจหนีเอาชีวิตรอดก่อน”
“ทว่าเขาก็ยังมิอาจพ้นหายนะ พ่อบุญธรรมใช้ทุกสิ่งเข้าสู้ ทว่าท้ายที่สุดสิ่งที่หนีกลับมาได้ก็มีเพียงเสี้ยววิญญาณ”
“ภายหลังข้าได้รู้ว่าเจียงไท่เออชำแหละร่างมังกรของบิดาบุญธรรม ถอนเขา ลอกหนัง เลาะกระดูกและเส้นเอ็น รวมถึงกรงเล็บมังกรของท่านไปหลอมเป็นสมบัติ”
“กล่าวกันว่า… ทั้งเลือดเนื้อ ดวงตาและอวัยวะภายในพ่อบุญธรรมข้าล้วนถูกมันเอาไปหลอมเป็นโอสถ…”
ท้ายที่สุด ร่างของหญิงสาวก็สั่นสะท้าน เห็นได้ชัดว่าโกรธสุดขีดเกินควบคุม
ซูอี้ถูหว่างคิ้วกล่าว “บิดาบุญธรรมของเจ้าบอกหรือไม่ว่าเหตุใดเจียงไท่เออจึงมาหาเรื่องเขา?”
ไอ้แก่อย่างเจียงไท่เออ ขอเพียงลงมือจะต้องมีเจตนาแฝง และไม่มีทางฆ่าราชันวิถีมังกรดำโดยไร้เหตุผลแน่นอน
นางส่ายหน้าอย่างขมขื่น สีหน้าหมองหม่น “บิดาบุญธรรมกังวลว่าข้าจะล้างแค้น ดังนั้นเขาจึงไม่บอกเหตุผลกับข้าจนสิ้นสลาย แต่บอกเพียงให้ข้าลืมเรื่องนี้เสีย อย่าได้ล้างแค้นให้กับเขาในชั่วชีวิตนี้…”
ซูอี้ถอนหายใจยาว
เขาเข้าใจความคิดในขณะนั้นของราชันวิถีมังกรดำ
จริงตามที่อีกฝ่ายว่า หากนางตามล้างแค้นเจียงไท่เออ มันก็ไม่ต่างกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็กล่าวขึ้นว่า “หมายความว่าก่อนบิดาบุญธรรมเจ้าตาย เขาใช้ ‘ตรวนโลหิตลายมังกร’ นี้กักตัวเจ้าไว้ที่นี่ ไม่ให้เจ้าออกจากตลาดมังกรดำได้ชั่วชีวิตหรือ?”
หญิงสาวรับคำ “ก่อนตาย ท่านบอกว่าเขามิอยากให้ข้าผิดพลาดซ้ำแบบเดียวกัน จึงใช้ตรวนโลหิตลายมังกรผนึกอำนาจสายเลือดของข้าโดยไม่ลังเล เป็นเช่นใต้เท้าว่า บิดาบุญธรรมทำเช่นนี้เพราะมิต้องการให้ข้าออกไปนอกตลาดมังกรดำ เพราะกลัวว่าข้าจะล้างแค้น และอีกประการคือห้ามข้าไม่ให้ลงไปในสระกำเนิดมังกร”
ซูอี้ผงะไป ก่อนจะกล่าวอย่างประหลาดใจ “หมายความว่าเจ้ายังมิได้แปลงร่างเป็นมังกรแท้อีกหรือ?”
หญิงสาวพยักหน้า “พ่อบุญธรรมกล่าวว่าเมื่อข้ากลายเป็นมังกรแท้ ข้าจะประสบกับหายนะ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ดูอ้ำอึ้ง “หาไม่ ข้าจะประสบหายนะเช่นเดียวกับบิดาบุญธรรม…”
“พวกเขาคำนึงถึงเจ้าจริง ๆ นะ”
จิตวิญญาณปฐมสวรรค์เยี่ยงมังกรนั้นเป็นตัวตนสูงสุดในหมู่จิตวิญญาณทั่วทั้งโลกหล้า ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ สายเลือด หรือแก่นกระดูกล้วนเหนือกว่าสรรพสิ่งส่วนใหญ่ในโลกา!
เหมือนเช่นกาลก่อน ราชันวิถีมังกรดำผู้ยังไม่บรรลุถึงขอบเขตมหาศาลสามระดับ ทั้งยังเหลือเพียงเสี้ยววิญญาณขณะหลบหนีจากเงื้อมมือเจียงไท่เออผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้ ก็นับว่าน่าอัศจรรย์มากแล้ว
ไม่ต้องคิดเลยว่าหากปล่อยให้ราชันวิถีมังกรดำก้าวสู่ขอบเขตมหาศาลสามระดับ เขาคงจะกลายเป็นตัวตนสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้ อำนาจร้ายกาจที่เขามีก็สามารถจะเป็นภัยต่อเจียงไท่เออกับเซวี่ยเซียวจื่อแล้ว!
นี่แหละเรื่องน่ากลัวเกี่ยวกับ ‘มังกรแท้’
แต่ก็เพราะเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ตัวตนเช่นมังกรจึงไม่ต่างจากสมบัติหายากในสายตาของพวกผู้ทรงอำนาจแห่งวิถีเซียน
เมื่อมังกรปรากฏกาย พวกเขาจะต่อสู้ดุเดือดเพื่อแย่งชิง
บ้างคิดปราบเพื่อนำกลับไปเฝ้าแดนพำนัก
บ้างคิดล่าเพื่อใช้ทำเป็นสมบัติ
แน่นอนว่ามีเพียงขุมกำลังของวิถีเซียนสูงสุดเท่านั้นที่มีรากฐานแน่นพอจะ ‘ล่ามังกร’!