บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1566: โถงพิสูจน์ตน
ตอนที่ 1566: โถงพิสูจน์ตน
หญิงสาวเงียบไปชั่วขณะ
แล้วนางจึงกล่าวว่า “ข้าไม่ได้โง่ ย่อมเข้าใจความปรารถนาดีของบิดาบุญธรรมและผู้อาวุโสพยากรณ์สวรรค์ดี ทว่า…”
นางเบนสายตามองมายังชายหนุ่ม พลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “ผู้อาวุโส ความแค้นนี้ต้องจบลงจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
“มิได้หรอก!”
หญิงสาวเอ่ยตอบเอง “ข้าอดทนรอคอยได้ แต่ข้าต้องชำระแค้นนี้!”
ซูอี้กล่าวอย่างครุ่นคิด “ไอ้แก่พยากรณ์สวรรค์หรือที่บอกว่าข้าช่วยเจ้าได้?”
หญิงสาวพยักหน้า ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ผู้อาวุโสพยากรณ์สวรรค์เคยทำนายชะตาให้ข้าหนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รับบาดเจ็บ และมันก็เริ่มร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ…”
สีหน้าของราชันวิถีมังกรปรากฏเค้าความเศร้าหมอง
แล้วซูอี้ก็กล่าวขึ้นพร้อมกับยิ้มปลอบประโลม “คนดี ๆ อยู่ได้ไม่นานหรอก หายนะนั้นจบไปแสนนาน และนับแต่บรรพกาล หากไอ้แก่นั่นกล่าวว่าตนเองเป็นสองในเรื่องอายุขัยที่ยืนยาว เช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดในโลกหล้ากล้าอ้างตัวเป็นหนึ่ง เจ้ามิต้องห่วงเขาหรอก”
หญิงสาวผงะไป แววตาดูประหลาดพิกล
เพราะเมื่อไม่นานนี้ พยากรณ์สวรรค์เองก็พูดโอ่เช่นนี้ออกมาไม่ต่างกัน
ซูอี้เอ่ยถาม “เขาทำนายชะตาใดให้เจ้า?”
หญิงสาวกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เห็นมังกรอยู่ในทุ่งนา จะได้พบผู้ค้ำจุน”
ซูอี้เข้าใจทันที
ไอ้แก่นั่นมองเขาเป็นโอกาสช่วยราชันวิถีมังกรแดงแก้แค้น!
กล่าวคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอ้แก่นี่น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเขายังไม่ตาย
มีเพียงตาแก่นั่นที่รู้ว่าทั่วทั้งโลกเซียน มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะสามารถช่วยราชันวิถีมังกรแดงจัดการกับเจียงไท่เออได้!
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็กล่าวเข้าประเด็น “กล่าวตามตรง แม้ข้าจะช่วยเจ้าปลดผนึกบนร่างและมอบโอกาสให้เจ้าเปลี่ยนเป็นมังกรแท้ได้ แต่หากจะฆ่าเจียงไท่เออก็แทบไร้หวัง”
ซูอี้ว่า “เจ้าน่าจะรู้ว่าการบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลในตำนานนั้นยากเย็นเพียงไร เพราะขอบเขตมหาศาลสามระดับถูกเรียกว่าเป็นขอบเขตตำนาน”
“บิดาบุญธรรมของเจ้านับเป็นยอดฝีมือสูงสุดในขอบเขตมหาเซียนแล้ว หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งภายใต้ขอบเขตมหาศาล ทว่าเขากลับดิ้นรนเกินนับปี ก็มิอาจบรรลุได้ได้จนกระทั่งสิ้นอายุขัย”
สัจธรรมนั้นโหดร้าย
นานมาแล้ว ผู้ฝึกตนในโลกเซียนมากมายได้ให้กำเนิดตัวตนอันทรงพลังขึ้นนับไม่ถ้วน
ทว่าสุดท้าย ผู้ที่พิสูจน์วิถีบรรลุเซียนได้กลับแสนน้อยนิด
ผู้ที่ต่อยอดขึ้นเป็นเซียนแท้ขอบเขตแปรสุญตาได้ หมื่นคนยังมิอาจรับประกันว่าจะมีสักคน
และผู้ที่สามารถพิสูจน์ตนสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ เป็นราชันเซียนแห่งโลกหล้าก็มิอาจเปรียบเทียบได้ นอกจากต้องแสวงหาโอกาสและวาสนาแห่งฟ้าดิน ซึ่งเนิ่นนานกว่าจะพบพาน!
หาไม่ หากฝึกฝนโดยพึ่งพาเพียงภูมิหลังของตน ก็หมดโอกาสจะได้เป็นราชันเซียนขอบเขตแปรสุญตา
นี่คือสาเหตุที่ ‘ขุมอำนาจราชันเซียน’ ได้เป็นตัวตนชั้นหนึ่งในทั่วทั้งสี่สิบเก้าทวีปแห่งโลกเซียน
ส่วนมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์นั้นยิ่งเป็นได้ยากยิ่งกว่า
ในหมู่ราชันเซียนนับพัน อาจไม่บังเกิดมหาเซียนแม้เพียงหนึ่ง!
ส่วนขอบเขตมหาศาลสามระดับในตำนานนั้น สาเหตุที่มันถูกเรียกว่า ‘ตำนาน’ ก็เพราะตั้งแต่อดีตกาล น้อยคนนักจะบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลได้!
บ่อยครั้งที่คนเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นขุมกำลังอันไร้เทียมทาน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ค้ำฟ้า!
ราวกับกลัวว่าจะทำร้ายจิตใจของอีกฝ่าย ซูอี้จึงกล่าวขึ้นว่า “แน่นอนว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างเรื่อง โลกเซียนในทุกวันนี้แตกต่างจากในอดีตแล้ว มันกำลังแปรเปลี่ยนไปยิ่งกว่าคราใด คงมิเป็นการกล่าวเกินไปหากจะเรียกเป็นยุคทองหลังหายนะ”
“ในโลกกว้างใบนี้ เจ้าจะต้องมีโอกาสบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลมากกว่าเมื่อก่อนแน่นอน”
ชายหนุ่มเบนสายตามองไปยังหญิงสาว “ข้ามอบโอกาสให้เจ้าได้ แต่เจ้าต้องฟังคำสั่งของข้า หากรับปาก ก่อนจะออกจากตลาดมังกรดำ ข้าจะช่วยปลดผนึกในร่างของเจ้าให้”
ร่างเล็กของหญิงสาวสะท้าน นางลุกขึ้นกล่าวโดยมิเสียเวลาคิด “ผู้น้อยยินดีเจ้าค่ะ!”
ซูอี้เสสรวลว่า “มิถามหน่อยหรือว่าข้าจะสั่งให้เจ้าทำสิ่งใด?”
ซูอี้ถอนใจเบา ๆ ด้วยรู้สึกสงสาร “อันที่จริง ถึงเจ้าจะมิทำอันใด ข้าก็จะฆ่าเจียงไท่เอออยู่แล้วล่ะ”
เพราะเจียงไท่เออร่วมมือกับขุมกำลังอื่นโจมตีหวังเย่ ความแค้นนี้ย่อมมิอาจเมินเฉยได้
หญิงสาวเม้มปาก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผู้น้อยอยากฆ่าเขาด้วยมือตัวเองเจ้าค่ะ!”
ซูอี้พยักหน้า โดยไม่ได้กล่าววาจาใด
การที่เจียงไท่เออถูกหวังเย่มองว่าเป็นศัตรูร้าย ความแข็งแกร่งของเขาย่อมมิอาจประเมินต่ำได้
ทว่าไม่ได้หมายความเลยว่าจะล้มมิได้!
หญิงสาวผู้ถูกตรวนโลหิตลายมังกรผนึกมาแสนนานตรงหน้าเขายังมิทันได้แปรเปลี่ยนเป็นมังกรแท้ ทว่ากลับก้าวขึ้นเป็นมหาเซียนแล้ว
หากแปรเปลี่ยนเป็นมังกรแท้ได้ นางจะยิ่งมีโอกาสบรรลุสู่วิถีขอบเขตมหาศาลมากกว่าเก่า และภายหน้าอาจมีกระทั่งโอกาสสังหารเจียงไท่เออ!
แน่นอนว่าวิถีนี้ทำได้ยากเย็น และความหวังก็แทบริบหรี่
ทว่าเขาเต็มใจให้โอกาสนาง!
“ต่อจากนี้ ข้าจะฝึกฝนอยู่ที่นี่ ระหว่างนี้ข้าจะสอนคัมภีร์วิถีบางอย่างให้กับเจ้า หากพบสิ่งใดที่มิเข้าใจ ลองคิดดูเองก่อน หากคิดมิตกก็มาถามข้า”
ซูอี้ครุ่นคิด “เมื่อเจ้าเข้าใจคัมภีร์เหล่านี้จนทะลุปรุโปร่ง ข้าจะบอกเจ้าว่าต้องทำอย่างไรต่อ”
กล่าวจบ ซูอี้ก็นำม้วนหยกชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ “รับไปสิ”
หญิงสาวรีบรับมันมาด้วยสองมือ ใบหน้าน้อยดูความตื้นตัน “ขอบคุณผู้อาวุโส!”
“ข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับพ่อบุญธรรมของเจ้า แม้จะไม่มีเจ้าแก่พยากรณ์สวรรค์มาชี้แนะ ข้าก็ยังจะช่วยเจ้าเรื่องนี้อยู่ดี”
หัวใจของหญิงสาวปั่นป่วน ขณะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ผู้น้อยจะมิทำให้ผู้อาวุโสผิดหวังเจ้าค่ะ!”
……
วันเดียวกันนั้น ภายใต้การจัดการของราชันวิถีมังกรแดง ผู้นำองครักษ์มังกรดำได้พาซูอี้ ชิงเวย และฟางหานไปยังที่พำนักซึ่งเป็นเรือนโบราณที่ตั้งอยู่บนไหล่เขามังกรเร้นด้วยตนเอง
เรือนแห่งนี้ให้บรรยากาศเก่าแก่ ซึ่งเต็มไปด้วยปราณเซียน อาจเรียกได้ว่าเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ชั้นหนึ่งสำหรับฝึกฝน
หลังจัดแจงสัมภาระเรียบร้อย ราชันเซียนซิงอวี้ก็กล่าวขึ้น “คุณชาย เจ้านายข้าสั่งการมาว่า ต่อจากนี้ ผู้น้อยจะอยู่ภายใต้คำสั่งท่าน ไม่ว่าจะมีคำสั่งใด ขอให้สั่งการมาได้เลยขอรับ!”
ซูอี้พยักหน้า “รบกวนด้วย”
ทว่าราชันเซียนซิงอวี้กลับโบกมือเป็นพัลวัน “เป็นเกียรติของผู้น้อยขอรับ!”
หลังพูดคุยกันพอเป็นพิธี ซิงอวี้ก็ขอตัวลา
ชายหนุ่มจึงใช้โอกาสนี้บอกเล่าแผนการของตนเอง
“ชิงเวย ต่อจากนี้ ให้เจ้าชี้แนะการฝึกฝนให้กับเจ้าหนุ่มนี่ เพื่อสร้างพื้นฐานก่อนนะ”
ซูอี้ว่าพลางส่งม้วนหยกซึ่งเตรียมไว้นานแล้วให้แก่ชิงเวย “นี่คือมรดกเคล็ดบรรพชน ‘แปดกระบวนขัดเกลาสังขาร’ ของเผ่าภูตปี้อั้น ขึ้นอยู่กับวิธีที่เจ้าจะสอนเขาแล้ว”
“เจ้าค่ะ!”
ชิงเวยรับม้วนหยกไว้ในมือ
ฟางหานอดกล่าวไม่ได้ “พี่สาวข้าบอกว่าเผ่าข้าประสบหายนะในยุคสิ้นเซียน และมรดกเคล็ดบรรพชน ‘แปดกระบวนขัดเกลาสังขาร’ ก็หายไปเนิ่นนาน เจ้า… ไยจึงมีมันอยู่ในมือได้?”
สีหน้าของหนุ่มน้อยดูไม่อยากจะเชื่อ
ซูอี้ว่า “ภายหน้า เจ้าจะเข้าใจเอง”
หนึ่งวาจาแผ่วเบา ส่งฟางหานออกไป
“ในความคิดข้า แม้มหาเซียนหลิวอวิ๋นจะประสบกับหายนะเทพอันมิอาจแก้ไข ยามนี้ก็ยังมิน่าใช่ปัญหาใหญ่”
ซูอี้ว่า “อย่าได้สับสนเพราะเรื่องนี้ หลังออกจากตลาดมังกรดำ ให้เจ้าออกถามไถ่ข่าวบางอย่างก่อน และยามต้องการความช่วยเหลือจากข้า ข้าจะมิอยู่เฉย”
ดวงตาคู่งามของชิงเวยเต็มไปด้วยความตื้นตัน “ขอบคุณคุณชาย!”
กาลก่อน ณ โถงหลักเมฆมงคล ลัทธิหมื่นวิญญาณใช้เรื่องที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นจะประสบหายนะเทพเข้าข่มขู่ พยายามบังคับให้นางตกลงแต่งงานกับฉงฉี
แม้เรื่องนี้จะถูกสะสางเรียบร้อยแล้ว ชิงเวยก็ยังคงเป็นห่วงความปลอดภัยของอาจารย์นางมาตั้งแต่ตอนนั้น
และเมื่อชายหนุ่มให้สัญญา ชิงเวยก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
“สายเลือดแท้กิเลนนี้ เจ้านำไปใช้เถอะ”
ซูอี้นำกลุ่มแสงเลือดแท้กิเลนอันจ้าจรัสดุจเพลิงโหมออกมา “ยามสร้างรากฐานให้เจ้าหนูนั่น ช่วยเขาใช้มันสักหน่อยด้วยนะ”
“นี่…”
ชิงเวยอดตะลึงและเกรงอกเกรงใจมิได้
เลือดแท้กิเลน!
นี่เป็นสมบัติหายากอันพบได้แต่มิอาจหาทั่วฟ้าดิน!
“รับไปสิ”
ซูอี้ส่งเลือดแท้กิเลนให้
ชิงเวยเป็นทายาทเผ่าภูตไป๋เจ๋อ และมันก็เป็นหนึ่งในจิตวิญญาณปฐมสวรรค์
ฟางหานเป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้น ซึ่งมีอำนาจมากเช่นกัน
สำหรับพวกเขา หากสามารถหล่อหลอมเลือดแท้กิเลนได้ ศักยภาพและคุณสมบัติของพวกเขาก็จะแปรเปลี่ยนอย่างเหลือเชื่อ!
เลือดแท้กิเลนนี้หามีประโยชน์ยิ่งใหญ่สำหรับเขาไม่ หากใช้กับตนเองมีแต่จะประสบกับผลอันร้ายแรง
หลังจากจัดการธุระทั้งหมดจนเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินเข้าเรือนไปโดยพลัน
เขาตั้งใจจะเข้าไปใน ‘ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม’!
เมื่อเห็นว่าร่างของซูอี้ลับตาไปแล้ว
ชิงเวยจึงตื่นจากภวังค์ พลางพึมพำขึ้นมาว่า “บุญคุณใหญ่หลวงเพียงนี้ ต่อให้อุทิศทั้งชีวิต ข้าก็เกรงว่าคงยากจะตอบแทน…”
ตั้งแต่พบกับซูอี้ในนครเซียนเทียนติ่งแห่งแคว้นจิ่ง นางก็ได้รับเคล็ดวิชาที่ช่วยให้ทะลวงคอขวด จากนั้นก็ได้โอสถเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์มาหนึ่งชิ้น แล้วตอนนี้ยังได้รับเลือดแท้กิเลนอีก
นอกจากนั้น อีกฝ่ายยังรับปากจะช่วยมหาเซียนหลิวอวิ๋นผู้เป็นอาจารย์ของนางให้พ้นจากหายนะเทพ
ทั้งหมดนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกราวกับกำลังฝันไป
“ผู้อาวุโส ให้ข้าดู ‘แปดกระบวนขัดเกลาสังขาร’ ก่อนได้หรือไม่?”
ฟางหานอดกล่าวมิได้
ชิงเวยยิ้มและกล่าวว่า “ได้สิ”
……
ภายในโถง ณ ยอดเขามังกรเร้น
ราชันวิถีมังกรแดงเองก็ได้เปิดม้วนหยกที่ซูอี้ให้ออกแล้วเช่นกัน
จากนั้นนางก็อดผงะไปมิได้
ในม้วนหยกนั้นมีมรดกวิถีทั้งสิ้นเก้าบทด้วยกัน แต่ละบทล้วนเป็นคัมภีร์วิถีสมบัติชั้นหนึ่งแห่งวิถีเซียน!
เมื่อลองอ่านดู ราชันวิถีมังกรแดงก็พบว่าเก้าคัมภีร์วิถีนี้ล้วนเยี่ยมยอดยิ่ง ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันถูกตระเตรียมมาเพื่อนางอย่างพิถีพิถัน!
“มิน่าเล่า พ่อบุญธรรมจึงเคารพชื่นชมจอมราชันอนันตรัตติกาลมากนัก และคำพูดของผู้อาวุโสพยากรณ์สวรรค์ที่ว่า ตนนั้นมีความคิดที่คับแคบนัก เมื่อเทียบกับจอมราชันอนันตรัตติกาล…ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
หญิงสาวพึมพำ ในใจเกิดความรู้สึกมากมาย
……
ระหว่างเดินไปยังโถงพิสูจน์ตนที่ตีนเขา ซูอี้ก็พบกับราชันเซียนซิงอวี้และจำบางอย่างขึ้นได้
ซูอี้กล่าวว่า “หากเป็นไปได้ ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยข้าหน่อย”
ราชันเซียนซิงอวี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มเช่นเคย “ขอคุณชายสั่งการมาเถิด”
“ข้าต้องการวัตถุดิบห้าอย่าง คางคกทองถอดร่าง น้ำค้างหนาวสงบจิต ผงช้างมงคล ใบสวรรค์กระดูกหงส์ และบัวห้ามณี…”
ทันทีที่ซูอี้กล่าวเช่นนี้ ราชันเซียนซิงอวี้ก็กล่าวอย่างปรีดา “คุณชายโปรดอย่าห่วง ให้ผู้น้อยจัดการเรื่องนี้เถิด!”
ซูอี้พยักหน้า “พาข้าไปโถงพิสูจน์ตน”
ราชันเซียนซิงอวี้ตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม