บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1578: ขอคำอธิบาย
ตอนที่ 1578: ขอคำอธิบาย
ไฉเป่ยทงอยู่ลำดับที่ 55 ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล
อำนาจต่อสู้ของเขาเพียงพอที่จะกำจัดเซียนแท้ขอบเขตสุญตาขั้นต้นได้ เรียกได้ว่าเป็นปีศาจผู้หนึ่ง
เมื่อเขาขยับ ทุกสายตาก็เพ่งมอง
มุมปากของเสวี่ยหงเฟิงยกยิ้มหยัน “ข้าอาจถูกทำร้าย แต่รับประกันได้ว่าพวกเจ้าได้เผชิญกับหายนะแน่!”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าวออกไป หลายผู้ก็เสสรวล
ฮัวซิงเฉินอดขำมิได้ ปกติคนผู้นี้ฉลาดเฉลียว ทว่าวันนี้กลับทำตัวน่าขันเหมือนเด็ก
“เผชิญกับหายนะ? เช่นนั้นก็เริ่มจากสั่งสอนเจ้าอย่างหนักหน่วงก่อนเลย!”
ไฉเป่ยทงโจมตีทันใด
วูบ!
ร่างของเขาหายวับไปในอากาศ และพริบตาต่อมาก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเสวี่ยหงเฟิง จากนั้นจึงฟาดฝ่ามือไปบนอากาศ
ฝ่ามือซึ่งอาบรัศมีเซียนเจิดจรัส เต็มไปด้วยอำนาจยิ่งใหญ่
ดูเหมือนว่าการโจมตีนี้จะเป็นภัยต่อเซียนแท้ขอบเขตสุญตาทั่วไปได้!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไฉเป่ยทงอยากตัดสินแพ้ชนะในคราเดียว ซึ่งเป็นการหยามเกียรติของเสวี่ยหงเฟิงอย่างรุนแรง
“ข้าเกรงว่าคงมิสมใจกระมัง?”
เสวี่ยหงเฟิงคำราม ขณะชกออกไป
เปรี้ยง!!!
ครู่ต่อมา ร่างของเขาก็กระเด็นถอยหลังไปชนกับผนังห้องจนสั่นสะท้าน ทั้งถ้วยชาม ตะเกียบและถาดต่าง ๆ ล้วนสั่นไหวไปชั่วขณะ
เสวี่ยหงเฟิงกระอักโลหิตดังอั้ก ใบหน้านั้นซีดขาว
แม้จะเป็นตัวตนสูงสุดในหมู่เซียนขอบเขตจักรวาลเช่นกัน แต่เขาก็ยังต่ำต้อยกว่าปีศาจอย่างไฉเป่ยทง
ไฉเป่ยทงย่างสามขุมเข้ามาด้วยสีหน้าดูหมิ่น
เสวี่ยหงเฟิงหลบฉากไปก่อน
ทว่าเมื่อมือของอีกฝ่ายคว้าไปบนอากาศ ร่างของเสวี่ยหงเฟิงก็หยุดนิ่ง ก่อนจะถูกอำนาจร้ายกาจฟาดใส่ร่าง
เปรี้ยง!!
ร่างของเขากระเด็นไปกระแทกที่นั่งจนล้มระเนระนาดไม่รู้กี่ตัว สุราอาหารพลิกคว่ำ สภาพดูสะบักสะบอม
ทุกผู้อดแสดงความเวทนามิได้
ไฉนต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วย?
เพราะผู้น้อยของสหายที่ว่านั่นคนเดียว เขาถึงต้องเป็นอริกับฮัวซิงเฉินเลยหรือ?
ทำตนเองขายหน้าจริง ๆ!
“รีบไปซะ ข้ามิได้ให้เจ้ามาช่วย เร็วเข้า!”
ฟางหานตะโกนขณะดิ้นรนอย่างสุดชีวิต
ทว่าก็ไร้ผล เขายังคงถูกชายวัยกลางคนชุดทองจับไว้นิ่ง
เพียะ!
ชายวัยกลางคนคนนั้นตบหน้าเด็กหนุ่ม ทำให้โลหิตไหลออกจากจมูกปาก สมองวิงเวียน ใบหน้าโชกเลือด
“ไปหรือ? ขาของเขาถูกหัก อยากจะเดินก็ทำมิได้!”
ไฉเป่ยทงหัวเราะอย่างชั่วร้าย เขาเดินมาหาเสวี่ยหงเฟิงแล้วกระทืบลงบนเข่าซ้ายของอีกฝ่ายอย่างแรง
ในใจของทุกผู้ดูจะเห็นภาพขาซ้ายของเสวี่ยหงเฟิงถูกทำลาย กรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดแล้ว
เพราะหนนี้ เสวี่ยหงเฟิงไร้โอกาสหลบเลี่ยง
ทว่าทันใดนั้นเอง…
เปรี้ยง!!!
แทบจะในเวลาเดียวกัน ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเสวี่ยหงเฟิงจากอากาศธาตุ และคว้าเขาขึ้นจากพื้น
เปรี้ยง!
เท้าของไฉเป่ยทงเหยียบพลาดจนพื้นสั่น ค่ายกลอันเจิดจรัสปรากฏบนพื้นขวางเท้านั้นไว้
เหตุกะทันหันนี้ทำให้ทุกผู้ที่อยู่ในห้องตกใจ ทุกสายตามองไปยังร่างของผู้พังประตูเข้ามาทันที
เขาสวมอาภรณ์สีเขียว ท่าทางดูเฉยเมยและไร้มลทิน
เขาคือซูอี้
ทว่าในสายตาคนมากมายในห้องนั้น เขาเป็นเพียงแขกแปลกหน้าผู้มิได้รับเชิญ
“สหายเต๋าซู ข้าว่าแล้วว่าเจ้าต้องมา”
เสวี่ยหงเฟิงกล่าวอย่างยินดี
เส้นผมของเขาสยายรุงรัง เปื้อนเลือดและฝุ่น สภาพสะบักสะบอม ยามเห็นชายหนุ่มมาถึง เขาก็อดถอนใจโล่งอกมิได้!
“ท่านเป็นใคร และไยจึงบุกเข้ามาในเขตจัดงานเลี้ยงของเรา?”
ไฉเป่ยทงกล่าวเสียงเย็น คู่เนตรยะเยือก
เขาอยู่ใกล้กับซูอี้ที่สุด
ยามอีกฝ่ายลงมือกะทันหัน เขาก็ตื่นตระหนกจนเผลอก้าวถอยไปสองก้าวและระแวดระวัง
ทว่ายามตระหนักรู้ว่าซูอี้เป็นเพียงชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษผู้หนึ่ง ไฉเป่ยทงก็รู้สึกเพียงเหมือนถูกหยามหน้าเล็กน้อย รู้สึกเดือดดาล จิตสังหารพลุ่งพล่านทั่วกาย
สายตาของคนอื่น ๆ เองก็มองมาที่ซูอี้เป็นตาเดียวอย่างประหลาดใจ ทุกผู้ซึ่งมีตาสักนิดย่อมเห็นได้ว่างานเลี้ยงนี้มีคุณสมบัติคัดกรองสูงส่งเพียงไร
ทว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับกล้าบุกเข้ามา เห็นได้ชัดว่ามิใช่คนธรรมดาทั่วไป
ทั้งหมดนี้ ซูอี้หาสนใจไม่
เขาตบบ่าเสวี่ยหงเฟิงเบา ๆ และกล่าวว่า “เจ้าหลบไปพักก่อนเถอะ”
จากนั้นสายตาของเขาก็กวาดมองไฉเป่ยทงไปทั่วห้อง และในที่สุดก็หยุดที่มือของชายวัยกลางคนชุดทองซึ่งยืนอยู่กลางห้อง
ฟางหานถูกกำคอราวเป็นไก่ ใบหน้าชุ่มเลือด มีเลือดไหลจากคอ
เมื่อเห็นสายตาของซูอี้ หนุ่มน้อยผู้ดื้อรั้นก็ก้มหัวลงราวกับรู้สึกละอายเป็นครั้งแรก
ยามนี้ สีหน้าของไฉเป่ยทงดำคล้ำ อยู่ใกล้แต่กลับถูกซูอี้เมินสนิท ทำให้เขารู้สึกว่าศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำอย่างร้ายแรง
“ข้าถามเจ้าอยู่นะ!”
ไฉเป่ยทงตวาดลั่น แรงกดดันพลันร้ายแรง ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ซูอี้
ชายหนุ่มกดมือลงมาโดยมิหันมอง
เปรี้ยง!!
ไฉเป่ยทงคุกเข่าลงกับพื้นทันควัน
พื้นถูกฟาดยุบเป็นรู เกิดอำนาจค่ายกลกระเพื่อมปั่นป่วน
ไฉเป่ยทงส่งเสียงร้องอู้อี้อย่างเจ็บปวด ทั่วทั้งร่างสั่นกระตุก
การโจมตีนี้เป็นเช่นบรรพตศักดิ์สิทธิ์กดลงจากฟ้า แทบป่นกระดูกแหลก บี้เครื่องในของเขาจนเสียหาย!
เสียงสูดหายใจเฮือกพลันดังขึ้น
ทุกผู้แทบไม่อาจเชื่อสายตา
เพียงการโจมตีง่าย ๆ ไฉเป่ยทงผู้อยู่ในลำดับที่ 55 แห่งทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลก็ถูกปราบ!?
ชายหนุ่มผู้นี้เป็นใคร?
เหตุใดจึงมีอำนาจต่อสู้ร้ายกาจเพียงนี้!?
แม้แต่เสวี่ยหงเฟิงผู้เคยประจักษ์ความแข็งแกร่งของซูอี้ยังตาเบิกกว้าง
ร้ายกาจ!
ร้ายกาจยิ่งนัก!
คร้านเกินกว่าจะเอ่ยวจี เพียงพลิกมือก็กดไฉเป่ยทงลงคุกเข่าได้!!
ชั่วขณะนั้น ซูอี้เดินไปยังกลางห้องแล้ว
“เจ้าจะทำอันใด?”
ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นเสียงเข้ม เขามองปราดเดียวก็จำได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นเรือเมฆามากับฟางหานในวันนี้
ยามจับตัวฟางหานก่อนหน้านี้ เขายังส่งคนไปตรวจสอบเรื่องของซูอี้เป็นการพิเศษ แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก
ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายจะบุกมาฆ่าฟันถึงที่!
สิ่งนี้ทำให้ชายวัยกลางคนชุดทองตระหนักถึงความผิดปกติแล้ว
ซูอี้ยังคงไร้วาจาพร่ำเพ้อ ยกมือขึ้นคว้าออกไป
ตู้ม!
อำนาจอันร้ายกาจกดลงเยี่ยงหัตถ์สวรรค์
ชายวัยกลางคนในชุดสีทองแข็งค้าง เร่งเค้นอำนาจทั่วร่าง ทว่ากลับไม่อาจโคจรอำนาจฝึกฝนแม้แต่น้อย ทั่วทั้งร่างถูกตรึงอยู่กับที่เยี่ยงหนอนตัวหนึ่งโดยสิ้นเชิง
“แย่แล้ว!”
หน้าของชายวัยกลางคนเปลี่ยนสี ขณะตะโกนว่า “นายน้อยช่วยด้วย!”
พรึ่บ!
ร่างหนึ่งทะยานออกมาโจมตีซูอี้
นางสวมชุดสีเขียว รูปร่างบอบบาง นางคือศิษย์น้องหญิงลวี่ชางซิ่วของฮัวซิงเฉิน ผู้เลิศล้ำลำดับที่ 64 ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล
ยามโจมตี นางก็ใช้ดาบวิถีคู่ชีพเข้าฆ่าฟันอย่างไร้ปรานี
ตู้ม!
ดาบวิถีสีราวกับหมึกฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน สาดรัศมีเซียนขยี้นภาทลายแดนดิน
แววตาของซูอี้ฉายประกายเย็นชา ดีดนิ้วหนึ่งหน
เคร้ง!!
ดาบวิถีหักจากกัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเศษเสี้ยวพุ่งกระจาย
ลวี่ชางซิ่วราวกับถูกค้อนทุบ กระอักเลือดออกมาคำโต ร่วงลงกับพื้น ใบหน้าซีดขาวเปี่ยมความกลัว
นี่มันอำนาจใดกัน!?
ในขณะนี้ ซูอี้มาอยู่ตรงหน้าชายวัยกลางคนชุดสีทองแล้ว และกวาดปลายนิ้วออกไป
ศีรษะชุ่มเลือดกระเด็นสู่เวหา ก่อนจะกลิ้งลงไปกับพื้น
และฟางหานผู้อยู่ในมือชายวัยกลางคนชุดทองก็ถูกซูอี้อุ้มไว้
การกระทำเหล่านี้รวดเร็วเช่นประกายไฟ เกิดขึ้นดับลงรวดเร็วยิ่งนัก
ไม่มีผู้ใดจะคาดคิดว่าความแข็งแกร่งของชายหนุ่มจะน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ มันเป็นเช่นการบดขยี้ฝ่ายเดียว ไม่เพียงทำให้ลวี่ชางซิ่วบาดเจ็บสาหัส ยังสังหารชายวัยกลางคนลงในชั่วพริบตาเดียว!
นี่ยังทำให้ผู้คนสายเกินกว่าจะเข้าไปช่วย!
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
ไร้วจี
ราวมีกระแสลมเย็นยะเยือกเสียดกระดูกแผ่เข้ามาในห้อง ทุกผู้ทำได้เพียงยืนตะลึงงัน สัมผัสได้ถึงความหนาววาบที่สันหลัง
แขกไม่ได้รับเชิญหนึ่งคน มาถึงก็ปราบไฉเป่ยทง จากนั้นก็ทำให้ลวี่ชางซิ่วบาดเจ็บสาหัส สะบั้นหัวชายวัยกลางคนชุดทอง ตั้งแต่ต้นจนจบเขาหากล่าววาจาใดไม่ กิริยาแข็งกร้าวจากใจ!
ฮัวซิงเฉินบนที่นั่งประธานกลางห้องเองก็ยืนขึ้น ดวงตาวูบไหว คิ้วขมวดหากัน
ความแข็งแกร่งของซูอี้ทำให้ปีศาจผู้ไร้เทียมทานแห่งอันดับที่ 16 ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันปะทะหน้า!
“การที่จู่ ๆ ท่านก็มาที่นี่ และยังฆ่าคนต่อหน้าพวกข้าเช่นนี้จะไม่เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือ?”
ฮัวซิงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
ซูอี้ยังคงเมินเฉย
เขายกมือขึ้นจัดเสื้อผ้าให้ฟางหาน “นี่มิใช่ความผิดเจ้า ไฉนมิกล้าเงยหน้ามองข้ากัน?”
ฟางหานก้มหน้าก้มตากระซิบ “หากข้าไม่ได้ออกไปคนเดียว คงมิเรียกหายนะเช่นนี้ และมิต้องให้เจ้ามาช่วยชีวิตข้าอีก”
หนุ่มน้อยหวาดผวากระวนกระวาย เปี่ยมความเครียดและอับอาย
ซูอี้เสสรวลกล่าว “หายนะ? เรื่องวุ่นนิดหน่อยเองน่า”
กล่าวจบ เขาก็ชี้ไปทางเสวี่ยหงเฟิง “เจ้าไปดูตรงโน้นนะ จบเรื่องเมื่อใด เราจะกลับด้วยกัน”
ฟางหานพยักหน้า
หนุ่มน้อยผู้ดื้อรั้นเชื่อฟังขึ้นมาอย่างหาได้ยาก และมาอยู่ข้าง ๆ เสวี่ยหงเฟิง
ขณะเดียวกันนั้น สีหน้าของทุกผู้ในห้องล้วนดำคล้ำ
ชายหนุ่มมิได้รับเชิญผู้นี้แข็งแกร่งเกินไป!
กระทั่งฮัวซิงเฉินยังถูกเขาเมิน ดูเหมือนพวกเขาเหล่าผู้แข็งแกร่งล้วนมิมีผู้ใดเข้าตา!
แต่อาจเป็นเพราะซูอี้แข็งแกร่งเกินไป หรืออาจเพราะถูกวิธีการอันอหังการนองเลือดของอีกฝ่ายทำให้ผงะไปเมื่อครู่
จึงไร้ผู้ใดกระทำการบุ่มบ่าม
กระทั่งฮัวซิงเฉินก็เช่นกัน!
ขนาดไฉเป่ยทงผู้ถูกกดให้คุกเข่ายังคงคุกเข่านิ่งอยู่ที่เดิม ราวกลัวว่าซูอี้จะฆ่าเขาโดยมิพูดจา มิกล้าขยับตัวแม้แต่น้อย!
“ข้าต้องการคำอธิบายที่ข้าพอใจ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มเลือนหาย ขณะจ้องเขม็งไปยังกลางห้อง “หาไม่ จะไม่มีผู้ใดได้ออกจากที่นี่วันนี้”
วาจานั้นเรียบง่าย ทว่าเป็นเช่นอสนีบาตฟาด ใบหน้าของคนทุกผู้ถึงกับเปลี่ยนสี
“เจ้าหนุ่ม รู้หรือไม่ว่าข้าทำงานรับใช้ผู้ใด กล้ามาข่มขู่กันเช่นนี้?”
ชายชราผู้หนึ่งกล่าวอย่างเดือดดาล
ซูอี้ยกมือขึ้นปาด
ตู้ม!
ปราณดาบสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ผ่าร่างของชายชราสาดโลหิตกระเซ็นนองพื้น เหลือเพียงจิตวิญญาณ
ทุกผู้ตัวสั่น ตกตะลึงกับวิธีการอันอหังการแทบไร้เหตุผล
ชั่วขณะนั้น ซูอี้ดีดนิ้วและกล่าวเสียงเรียบ
“ข้าทิ้งวาจาไว้เลย หากวันนี้ข้าไม่ได้รับคำอธิบายที่น่าพอใจ ต่อให้ราชันแห่งสรวงจุติลงมา พวกมันก็ช่วยชีวิตพวกเจ้ามิได้!”
………………..