บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1577: เรื่องในวันนี้จะจบไม่ดีแน่
ตอนที่ 1577: เรื่องในวันนี้จะจบไม่ดีแน่
ราตรีกาลมาเยือน จันทราคล้อยเคลื่อน แสงไฟสว่างไสว
ภายในห้องนั้นสว่างจ้าด้วยแสงไฟ
ซูอี้ตื่นขึ้นจากภวังค์อย่างเงียบงัน คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย
ฟางหานเจ้าเด็กนี่ ไยจึงยังไม่กลับมาอีก?
ก๊อก ๆๆ!
ชายหนุ่มลุกขึ้นไปเปิดประตู และพบกับชายชุดเทาผู้มีปราณดุร้ายผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู
ชายชุดดำกุมกำปั้นเล็กน้อยและกล่าวว่า “ข้าเป็นผู้ดูแลเรือเมฆา มีบางอย่างอยากถามท่าน”
ซูอี้ว่า “ว่ามา”
ชายชุดเทากล่าว “เราได้ข่าวมาว่าปีศาจร้ายบางตนลอบเข้ามาบนเรือ เราจึงต้องตรวจสอบแขกทีละคน”
ซูอี้ส่งเสียงรับคำ “ตรวจสอบอย่างไร?”
ชายคนนั้นนำกระดานสำริดออกมาแผ่นหนึ่ง และกล่าวว่า “นี่คือ ‘กระดานจิตสวรรค์’ สหายเต๋าทำเพียงทาบฝ่ามือลงไปเท่านั้นเอง”
ซูอี้รับกระดานจิตสวรรค์มามองครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทาบฝ่ามือลงไป
วูบ!
กระดานจิตสวรรค์กระเพื่อมไหววูบหนึ่ง แล้วเข็มชี้บนกระดานก็หมุนไปยังจุดที่เขียนไว้ว่า ‘จุติสรวง’
“ที่แท้ท่านก็เป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติสรวง รบกวนท่านแล้ว!”
ชายในชุดเทาเก็บกระดานจิตสวรรค์และเดินจากไป
ซูอี้มองอีกฝ่ายจากไป ก่อนจะหันกลับเข้าไปในห้อง
แสงไฟจากตะเกียงในห้องมีขนาดเท่ากับเมล็ดถั่ว ส่งแสงสว่างสลัวมัว
แม้ห้องอันเรียบง่ายนี้จะปกคลุมด้วยค่ายกล มันก็ยังมิอาจกั้นเสียงจากตลาดบนเรือเมฆาได้
เงานั้นสั่นสะท้านรุนแรงราวกับอยากดิ้นให้หลุดจากเท้าของชายหนุ่ม แต่ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
“ปล่อยข้าเร็ว!”
เสียงตวาดอันทุ้มต่ำดังขึ้น มันแฝงไปด้วยความมาดร้ายและดุดันยิ่ง
ซูอี้เก็บไหสุราแล้วคว้ามือออกไป
วูบ!
เงาบนพื้นถูกหยิบขึ้นมาทันที มันดิ้นไปมาราวกระแสวารี จนสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นชายชุดดำผู้หนึ่ง
ใบหน้าของเขาเปี่ยมความตะลึง กล่าวขึ้นว่า “เจ้าเป็นผู้ฝึกตนวิถีจุติสรวงจริงหรือ?”
ซูอี้ว่า “แล้วเจ้าซึ่งเป็นเซียนขอบเขตจักรวาลขั้นกลางแห่งวิถีมารลอบเข้ามาในห้องข้าด้วยลูกไม้ไม่น่ามองเช่นนี้ด้วยเหตุอันใด? ลอบสังหาร ขโมยของ สืบเสาะ หรือส่งข้อความเล่า?”
ชายชุดดำดูไม่แน่ใจชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ในเมื่อท่านรู้หมดแล้ว โปรด…”
ฉับ!
ซูอี้สะบั้นแขนข้างหนึ่งของชายชุดดำทิ้งไป จนโลหิตกระเซ็นออกมาจากบาดแผล
ก่อนที่ชายคนนั้นจะทันได้กรีดร้อง มือของชายหนุ่มซึ่งบีบอยู่รอบลำคอเขาก็ออกแรง เส้นเลือดปรากฏชัดทั่วดวงตา แทบจะหายใจไม่ออก
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชาว่า “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่ ตอบข้ามาก็พอ”
ร่างสูงใหญ่ของเขาถูกแสงสะท้อนเป็นเงาทะมึน ครึ่งหนึ่งฉาบด้วยแสง บรรยากาศกดดันพลันหนักอึ้งขึ้น
ชายชุดดำตระหนักแล้วว่าหนนี้เขาเจอตอเข้าให้!
เขากล่าวโดยมิต้องคิด “ข้าได้รับคำสั่งให้มาสืบไพ่ตายของเจ้า”
ซูอี้ว่า “ใครสั่งให้เจ้าทำเช่นนี้?”
ชายชุดดำเงียบไป
ฉัวะ!
ซูอี้เลื่อนนิ้วสะบั้นแขนอีกข้างของชายชุดดำ ทำให้ใบหน้าของเขาซีดขาว เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
ทันใดนั้น ชายชุดดำก็กล่าวขึ้น “ข้าเป็นผู้ดูแลลัทธิมารนรกโลหิต หากท่านฆ่าข้า อย่าหวังว่าจะรอดชีวิตจากเรือเมฆานี้!”
ซูอี้กล่าวอย่างครุ่นคิด “หมายความว่าผู้ทรงอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเจ้าก็อยู่บนเรือเมฆานี้สินะ?”
ชายชุดดำตัวแข็งทื่อ “ใช่!”
ดวงตาของซูอี้ดูลึกล้ำ กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย ไยจึงทำเช่นนี้?”
ดวงตาของชายชุดดำวูบไหว กล่าวเสียงแหบ “ได้ แต่… เจ้าต้องปล่อยข้าก่อน!”
เปรี้ยง!
ฝ่ามือของชายหนุ่มออกแรง ทั้งร่างและวิญญาณของชายชุดดำพลันแหลกสลายไปราวกับฝุ่นผงปลิดปลิวผ่านร่องนิ้วของเขาไป
ขณะสิ้นใจ เซียนขอบเขตจักรวาลจากลัทธิมารนรกโลหิตผู้นี้ตะลึงอึ้ง ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าชายหนุ่มผู้ดูไร้พิษภัยจะฆ่าคนโดยมิพูดจาได้เช่นนี้
ไม่มีโอกาสให้เจรจาสักนิด!
“เกรงว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้าหนูฟางหานนั่นแล้ว…”
แสงไฟสลัวสะท้อนสีหน้าของซูอี้จนวูบไหว
จากนั้นเขาก็ก้าวออกจากห้องพร้อมไหสุราในมือหนึ่งโดยไม่รีรออีก
ฝีเท้าของเขาเชื่องช้าเหมือนเคย กระทั่งปิดประตูห้องเรียบร้อย…
มีเพียงดวงตาลึกล้ำคู่นั้นที่ฉายประกายเย็นเยียบออกมา
……
หอเมฆาเหมันต์ ห้องชั้นบนสุด
ทายาทเผ่าภูตปี้อั้น?
ฮัวซิงเฉินเผยยิ้มออกมาพลางออกคำสั่ง “ให้ผู้อาวุโสเยว่พาเขาขึ้นมา”
“ขอรับ!”
บ่าวเฒ่าเดินจากไป
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนในชุดสีทองผู้มีดวงตาสว่างไสวก็เดินยิ้มเข้ามาภายในห้อง
เบื้องหลังเขามีฟางหานผู้ดูทึ่มทื่อ ดวงตาว่างเปล่าเดินตามมา
“คารวะนายน้อย”
ชายวัยกลางคนคำนับพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
ฮัวซิงเฉินพยักหน้าพลางกล่าวขึ้นว่า “เจ้าหนูนั่นเป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้นที่เจ้าว่าหรือ?”
เผ่าภูตปี้อั้น?
สายตาที่มองไปยังฟางหานของทุกผู้เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“เหตุใดจึงเป็นเขาล่ะ…”
เสวี่ยหงเฟิงผงะไป จำได้ว่าฟางหานเป็นหนุ่มน้อยผู้ติดตามซูอี้
“ถูกต้องขอรับ”
ชายวัยกลางคนคนเดิมแย้มยิ้ม จากนั้นจึงนำถ้วยหยกสะอาดใบหนึ่งจากในงานเลี้ยงเดินมาหาฟางหาน ใช้ปลายนิ้วเยี่ยงใบมีดเจาะที่คอของฟางหาน โลหิตกระเซ็นออกและรินลงสู่ถ้วยหยกในมือของเขาทันที
หลังจากรองเลือดได้เกือบเต็มถ้วย ชายวัยกลางคนชุดทองก็หยุดมือ ยกถ้วยหยกขึ้นมองไปรอบ ๆ และกล่าวว่า
“ทุกท่าน นี่คือเลือดเผ่าภูตปี้อั้น สีนั้นแดงสดเยี่ยงเพลิง บรรจุจังหวะวิถีโดยธรรมชาติ มันไม่เพียงไร้กลิ่นคาว ยังมีกลิ่นหอมประหลาดอีกด้วย!”
ทั่วทั้งบริเวณเกิดเสียงฮือฮา ทุกผู้เริ่มพูดคุยกัน
ชายวัยกลางคนก้าวเข้ามามอบถ้วยหยกแก่ฮัวซิงเฉินผู้นั่งอยู่บนที่นั่งประธานตรงกลางห้องด้วยสองมือ “นายน้อยเชิญชม!”
ฮัวซิงเฉินกล่าวขึ้นพร้อมกับแย้มยิ้ม “ถูกต้อง ดีจริง ๆ ข้าคิดว่าเผ่าภูตปี้อั้นดับสูญไปนานแล้วเสียอีก มิคาดเลยว่าจะได้พบหนึ่งคนในวันนี้! สวรรค์ช่วยข้าแล้ว!”
ชายวัยกลางคนในชุดสีทองกล่าวชื่นชม “ด้วยสายเลือดของเจ้าหนูนี่ ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะมิอาจหล่อหลอม ‘พลังมารกลืนนภา’ ได้แล้ว!”
รอบข้างเกิดเสียงฮือฮา หลายผู้เผยความริษยา
พลังมารกลืนนภา!
มันคือหนึ่งในสามคัมภีร์มหาวิถีสูงสุดในลัทธิมารนรกโลหิต กล่าวกันว่าหากฝึกวิชานี้ได้ เขาจะสามารถฝึกฝนถึงระดับราชันเซียนได้อย่างง่ายดายในภายหน้า!
และสักวันหนึ่ง จะก้าวสู่ระดับมหาเซียนก็หายากเย็นไม่!
“ให้เขาลงไป”
ฮัวซิงเฉินออกคำสั่ง
“ขอรับ!”
ชายวัยกลางคนชุดทองหันกลับ เดินมาหาฟางหานและกำลังจะจากไปด้วยกัน
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็พุ่งเข้าชนร่างของชายคนนั้น มือรัดร่างนั้นแน่นหนาเยี่ยงห่วงเหล็ก และขณะเดียวกันก็อ้าปากกัดลงไปอย่างดุดัน
หนุ่มน้อยพลันระเบิดความก้าวร้าว แลดูดุร้ายเยี่ยงสัตว์ป่า!
ทว่าทุกผู้ที่นี่อดแสดงความสงสารมิได้
เจ้าหนูน้อยนี่เพิ่งก้าวสู่วิถีวิญญาณ อยากลอบโจมตีเซียนรึ?
ฝันไปเถอะ!
จริงตามนั้น ชั่วพริบตาต่อมาเสียงเปรี้ยงก็ดังก้องขึ้น ร่างของฟางหานถูกผลักกระเด็นไปไกลสิบกว่าจั้ง ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต
เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าผู้ชมหัวเราะด้วยความขบขัน ชายวัยกลางคนคนเดิมก้าวเข้ามาคว้าคอเด็กหนุ่มราวกับเป็นไก่ ขณะที่ใช้อีกมือตบหน้าหนุ่มน้อย
เพียะ!
เสียงตบดังสนั่น
แก้มของหนุ่มน้อยบวมแดง เส้นผมกระเซิง
ทว่าดวงตาของเขากลับดุร้ายระคนเย็นเยียบ ขณะจับจ้องชายวัยกลางคนอย่างเกลียดชัง
สายตานั้นทำให้ชายวัยกลางคนชุดทองรู้สึกมิสบายใจอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นจึงยกมือขึ้นเพื่อหมายจะลงมือ
“หยุดนะ!”
เสวี่ยหงเฟิงตวาด
เหล่าผู้ชมล้วนนิ่งเงียบอย่างประหลาดใจ
“สหายเต๋าเสวี่ย เจ้าสงสารเจ้าหนูนั่นหรือ?”
ชายชุดฟ้าผู้หนึ่งถามอย่างขบขัน
เถาซานอวิ๋น!
เซียนขอบเขตจักรวาลผู้เลิศล้ำลำดับที่ 46 ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล มีภูมิหลังไม่ธรรมดา
เสวี่ยหงเฟิงเมินเขาไป สายตามองไปยังฮัวซิงเฉินและประสานมือขึ้นมา “พี่ฮัว เจ้าหนูนั่นเป็นผู้น้อยข้างกายสหายของข้า เขาเพิ่งขึ้นเรือเมฆามาวันนี้ ขอพี่ฮัวรามือให้เจ้าหนูนี่จากไป แล้วคนแซ่เสวี่ยจะเป็นพระคุณยิ่ง!”
ทุกผู้มองหน้ากัน ก่อนจะมองไปยังฮัวซิงเฉิน
คนแซ่ฮัวขมวดคิ้ว จับจ้องไปยังคนพูดเมื่อครู่เยี่ยงดาบคม และกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “เจ้านั่งลงซะ อย่ายุ่งกับเรื่องนี้ ข้ายังถือเจ้าเป็นสหายได้ หาไม่ อย่าหาว่าข้าไร้ปรานี ทำตนเป็นคนอื่นคนไกลนะ!”
บรรยากาศพลันกระอักกระอ่วนขึ้นมา
ทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่าฮัวซิงเฉินหมายจะชิงหนุ่มน้อยจากเผ่าภูตปี้อั้นไป และไม่มีทางรามือ!
ทว่าเสวี่ยหงเฟิงก็ไม่ยอมประนีประนอม เขาโค้งศีรษะลงกล่าวอย่างจริงใจ “พี่ฮัว ข้ามิได้แค่ช่วยชีวิตเจ้าหนูน้อยนั่น แต่ยังคลี่คลายหายนะให้เจ้าด้วยนะ! หากให้ผู้อาวุโสของเจ้าหนูนั่นมา เรื่องในวันนี้จะจบไม่ดีแน่!”
ทุกผู้ล้วนตะลึง
นี่ข่มขู่ฮัวซิงเฉินอยู่หรือ?
และจริงตามนั้น สีหน้าของฮัวซิงเฉินเย็นเยียบ
เปรี้ยง!
ชายในชุดคลุมผู้หนึ่งลุกขึ้น ชี้หน้าเสวี่ยหงเฟิงและกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “เสวี่ยหงเฟิง อย่าสำคัญตนเองนัก เจ้ามางานเลี้ยงวันนี้ได้ก็เพราะบารมีตระกูล หากยังไม่เลิกรา ข้าจะเป็นคนแรกที่มิไว้หน้าเจ้า!”
นามของเขาคือไฉเป่ยทง อยู่ในลำดับที่ 55 ของทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล ทั้งตัวตนและที่มาไม่ได้ด้อยไปกว่าเถาซานอวิ๋นซึ่งอยู่ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นกัน
“ถอยไปเร็ว อย่าทำตัวเองขายหน้า หาไม่ มิเพียงเจ้าจะล่วงเกินศิษย์พี่ฮัวเท่านั้น แต่กระทั่งทุกคนที่นี่ยังจะไม่เข้าข้างเจ้าด้วยนะ”
สตรีชุดเขียวผู้หนึ่งกล่าวเนิบช้า
ลวี่ชางซิ่ว
บุตรีผู้ผ่าเผยแห่งสวรรค์ อยู่ลำดับที่ 64 ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล และเป็นศิษย์น้องหญิงของฮัวซิงเฉิน
บรรยากาศมาคุกดดัน อากาศรอบข้างดูจะถูกแช่แข็ง
ดวงตาของฮัวซิงเฉินซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งประธานกลางห้องเย็นเยียบเยี่ยงน้ำแข็ง ขณะแผ่กลิ่นอายกดดัน
กลางห้อง ชายวัยกลางคนชุดทองคว้าตัวฟางหานด้วยหนึ่งมือ ขณะมองด้วยรอยยิ้มเยาะ
สายตาของทุกคนที่อยู่รายล้อม เยี่ยงขุนเขากดทับหัวใจของเสวี่ยหงเฟิง ทำให้ร่างของเขาแข็งเกร็งจนเกินจะรับไหว
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็กัดฟันกล่าวเปิดใจ “เจ้าหนูนี่ ข้าต้องช่วยให้ได้! หากไม่อยากมีเรื่องก็อย่ามาหยุดกัน!”
เงียบกริบ
พวกเขาทั้งหลายแทบสงสัยว่าชายคนนี้คงเป็นบ้าไปแล้ว!
ไม่อย่างนั้น เหตุใดเขาต้องออกมาปกป้องเจ้าหนูจากเผ่าภูตปี้อั้นด้วย?
ช่างตลกนัก!
“ในเมื่อเจ้าอยากทำตัวเอาขายหน้า ข้าจะสงเคราะห์ให้”
ฮัวซิงเฉินกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “พี่ไฉ เจ้าจงหักขาเสวี่ยหงเฟิงผู้นี้แล้วโยนมันออกนอกหอเมฆาเหมันต์ที!”
“ได้!”
ไฉเป่ยทงผู้สวมชุดคลุมตอบตกลงอย่างปรีดา
เขาก้าวออกจากที่นั่ง สาวเท้าเข้าหาเสวี่ยหงเฟิงด้วยรอยยิ้มเย้ยเยาะดูแคลนปรากฏบนใบหน้า