บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1587: เขาผู้มาชมหิมะในคืนนี้
ตอนที่ 1587: เขาผู้มาชมหิมะในคืนนี้
ขุนเขาอันรกร้างแห่งหนึ่ง ชายแดนทวีปกกพิสุทธิ์
ยามค่ำคืน
หิมะโปรยหนัก ในวิหารเต๋าอันเสื่อมทรามหลังหนึ่งบนเขา
กองเพลิงโชติช่วง ฟางหานอุ่นสุราอยู่ข้างกองเพลิง
ข้างกายเขา ซูอี้ทอดกายบนเก้าอี้หวาย ดวงตาปรือ ชมกองหิมะทับถมในโลกภายนอก
งานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้าจบลงเมื่อสองวันก่อน ซูอี้ได้รับการเอาอกเอาใจอย่างอบอุ่นโดยกลุ่มราชันเซียน แทบจมในระลอกการทักทายคารวะอย่างนอบน้อมถาโถม
เพื่อหามุมสงบพักผ่อน เขากล่าวลาฟู่อวิ๋นจงและพาฟางหานจากไปทันที
เขาเดินผ่านบรรพตลำธาร และเมื่อหิมะโปรยลงในค่ำคืน พวกเขาก็มาถึงวิหารเต๋ากลางป่าเขา ณ ชายแดนทวีปกกพิสุทธิ์แห่งนี้
อากาศเย็นยะเยือก หิมะปกคลุมทั่วขุนเขา
การจุดกองไฟ อุ่นสุราเก่าในวิหารกลางป่าเขานี้เพียงพอให้ผ่อนคลายสบายใจได้
ไม่นานนัก ฟางหานก็ส่งไหสุราร้อน ๆ แก่ซูอี้และกล่าวว่า “เรามาถึงทวีปกกพิสุทธิ์แล้ว เจ้า…จะพาข้าไปหนใดกัน?”
ซูอี้รับไหสุรามายกดื่มก่อน และเมื่อถอนหายใจอย่างเปรมปรีดิ์ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “จะไปหนใดหาสำคัญไม่ เรื่องสำคัญคือพี่สาวเจ้าเขียนจดหมายตอบเจ้ากลับมาหรือยัง?”
ฟางหานจะลึง “รู้หมดแล้วหรือ?”
ซูอี้ว่า “ตอนอยู่บนเรือเมฆา เจ้าใช้ยันต์ปี้อั้นเคลื่อนดาราส่งข้อความออกไป ยากที่ข้าจะมิสนใจได้”
ฟางหานพึมพำ “ว่าแล้วเชียวว่าปิดเจ้าไม่ได้ ใช่ ข้าเขียนจดหมายถึงพี่สาวข้าจริง ทว่า… นางยังมิตอบข้าเลย”
กล่าวเช่นนั้น สีหน้าของหนุ่มน้อยก็ปรากฏความกังวลอย่างลึกล้ำ
ซูอี้มองหิมะหนานอกที่พำนักและกล่าวเบา ๆ ว่า “จนป่านนี้ เจ้ายังมิอยากบอกข้าอีกหรือว่าเกิดหายนะใดขึ้นกับเผ่าภูตปี้อั้นของเจ้า?”
สีหน้าของฟางหานแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ดวงตาหม่นแสงเคร่งเครียด
หนุ่มน้อยนั่งเดียวดายข้างกองเพลิง เงียบอยู่เนิ่นนานก่อนจะกล่าวว่า “ที่จริงแล้ว… ข้าหารู้ไม่”
ดวงตาของเขาเผยประกายย้อนรำลึก “ในความทรงจำวัยเยาว์ของข้า ข้าก็ระหกระเหินกับพี่สาวตามถิ่นต่าง ๆ ขออยู่เพื่อเอาชีวิตรอดเยี่ยงขอทาน แย่งอาหารจากผู้คนเหมือนสุนัขเพื่ออยู่รอด… ยามนั้น ความทรงจำของข้ามีเพียงความหิวโหยและหนาวเหน็บ”
“พี่สาวข้ายิ่งลำบาก นางโตกว่าข้าเพียงสี่ปี แต่ขอเพียงมีอาหาร นางจะให้ข้าเติมลงท้องก่อน”
“นางพูดเสมอว่านางไม่หิว แต่ข้ารู้ นางแค่อยากให้ข้ากินดีอยู่ดีกว่านาง”
“ยามข้าถูกรังแก พี่สาวข้าจะสู้กับพวกเขาเหมือนคนบ้า ต่อให้หัวแตกเลือดอาบก็จะสู้”
“เจ้าอาจเชื่อไม่ลง แต่ในความทรงจำวัยเยาว์ของข้ามีเพียงความหิว ความหนาว ความลังเลและความหม่นหมองเท่านั้น หากมิใช่เพราะพี่สาวข้าคอยปกป้องคุ้มกัน เกรงว่าข้าคงได้ตายไปนานแล้ว”
กล่าวถึงตรงนั้น ดวงตาของหนุ่มน้อยก็แดงก่ำ “พี่สาวข้าบอกเสมอว่าไม่ว่าจะเจ็บแค้นยากลำบากเพียงใด ข้าต้องรอดชีวิต เพราะมีเพียงการรอดชีวิตเท่านั้น ข้าจึงล้างแค้นให้ตระกูลที่ตายไป และให้เผ่าภูตปี้อั้นของข้าอยู่ยงชั่วกาลได้!”
น้ำเสียงของหนุ่มน้อยปนสะอื้น
เขาก้มหน้าลงราวปฏิเสธให้ซูอี้เห็นความโศกเศร้าบนใบหน้า
หัวใจของซูอี้ปั่นป่วน
เขาคาดไว้แล้วจริง ๆ ว่าฟางหานยามเยาว์ต้องเผชิญเหตุสลดแสนรวดร้าวมากมาย แต่มิคาดเลยว่าจะสิ้นหวังเพียงนี้
กาลก่อน เผ่าภูตปี้อั้นเป็นเผ่าอันสูงส่งเป็นหนึ่งในโลกหล้า บรรพชนของเผ่าปกปักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดหลายชั่วอายุ หลั่งเลือดสละเนื้อเพื่อแดนเซียน!
ฟางหานดูราวเปิดปากแล้วมิอาจปิดกลับ และต่อมา เขาก็กล่าวถึงอดีตข้างกองไฟท่ามกลางหิมะ
ซูอี้ถือไหสุราฟังอย่างเงียบเชียบ
เขาเห็นได้ว่าหนุ่มน้อยอัดอั้นความหดหู่นี้ไว้เนิ่นนานเกินไป
ระหว่างนั้น ซูอี้ก็ได้รับรู้บางอย่าง
สามปีก่อน ยามฟางหานและพี่สาวเร่ร่อนในป่าหนีหายนะถูกไล่ล่า พวกเขาโชคร้ายถูกขุมกำลังชั่วช้าซึ่งยึดขุนเขาเยี่ยงราชาจู่โจม
ท้ายที่สุด คู่พี่น้องก็ถูกขายเป็นทาสแยกจากกัน
สามปีมานี้ เนื่องด้วยสายเลือดของเขา ฟางหานจึงถูกขายหลายต่อหลายหน ชะตากรรมย่ำแย่อดสู
หากมิใช่ว่าเขาถูกซูอี้ช่วยไว้ในตลาดมังกรดำเมื่อกาลก่อน ฟางหานก็คงยังมิอาจหนีวงจรถูกขายเช่นนี้ได้
เมื่อรู้เช่นนี้ ซูอี้ก็อดรำพึงในใจมิได้
ชาวบ้านแต่เดิมไร้ความผิด ทว่าเพราะครองหยกงามจึงมีความผิด ในสายตาผู้ฝึกตนบางคน ฟางหานผู้เป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้นนั้นเป็นเพียงสมบัติหายากชิ้นหนึ่ง!
เหมือนเช่นบนเรือเมฆาไม่นานนี้ เหตุที่สมุนของฮัวซิงเฉินผู้นั้นจับตัวฟางหานไปก็เป็นเพราะ ‘เชื้อสายปี้อั้น’ ในร่างเขาเช่นกัน
ฟางหานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ผู้อาวุโส หากช่วยข้าหาพี่สาวได้ ไม่ว่าเจ้าจะดีกับข้าด้วยจุดประสงค์ใด ข้ารับปากว่าในภายหน้าข้าจะตอบแทนบุญคุณให้ มิตายมิเลิกรา!”
สีหน้าของหนุ่มน้อยเปี่ยมความคาดหวัง กระทั่งคำเรียกซูอี้ยังเปลี่ยนจาก ‘เจ้า’ เป็น ‘ผู้อาวุโส’
ซูอี้แค่นยิ้มกล่าว “เจ้าคิดว่าข้าอยากได้รางวัลจากเจ้าหรือ?”
ฟางหานเกาหัว เงียบวจีไป
นั่นสินะ ตัวตนซึ่งทำให้มหาเซียนอย่างราชันวิถีมังกรแดงเทิดทูนเป็นแขกสำคัญ ทำให้ราชันเซียนทั้งหลายตะลึงครั่นคร้าม มีหรือจะสนใจรางวัลจากเขา?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตัวตนผู้นี้เคยสังหารเซียนในโถงหลักเมฆมงคล ละเลงเลือดในหอเมฆาเหมันต์บนเรือเมฆา และยังเคยปราบมารไร้ลักษณ์ในงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้ามาแล้ว!
ชั่วขณะนั้น ฟางหานหงุดหงิดร้อนรนในใจอยู่ไม่น้อย
ทว่าวาจาของซูอี้พลันกล่าวขึ้นอย่างเฉียบคม “แต่ข้าได้รับความปรารถนาของเจ้าไว้แล้ว หากภายหน้าอยากตอบแทนข้าจริง ๆ ก็ฝึกฝนให้ดี อย่าให้นามบรรพบุรุษทั้งหลายในเผ่าภูตปี้อั้นของเจ้าต้องแปดเปื้อน!”
ฟางหานตกตะลึง ดวงตาเรืองประกาย “แปลว่าผู้อาวุโสตกลงหรือ?”
“ต่อให้เจ้าไม่พูด ข้าก็จะไปหาพี่สาวเจ้าอยู่แล้ว”
ซูอี้กระซิบ
ว่าแล้ว เขาก็นำม้วนหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อและเปิดออกอ่าน
ม้วนหยกนี้ ฉู่ไป๋ฉานแห่งหอเทพอัศจรรย์เป็นผู้ให้มา
ก่อนออกจากงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า ซูอี้ได้เสวนากับฉู่ไป๋ฉานอยู่ครู่หนึ่ง
จากวาจาของฉู่ไป๋ฉาน ซูอี้พอตัดสินได้ว่าเบื้องหลัง ‘หอเทพอัศจรรย์’ ที่ฉู่ไป๋ฉานรับใช้ คาดว่าน่าจะมีเทพบางผู้สนับสนุน!
กล่าวคือ ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด โลกนี้ไร้ขุมกำลังนามหอเทพอัศจรรย์
เพราะหอเทพอัศจรรย์เป็นขุมกำลังใหม่อันเรืองอำนาจในโลกหล้า มีเทพบางผู้อยู่เบื้องหลัง ยอดฝีมือในสำนักกระจัดกระจายทั่วแดนเซียน เชี่ยวชาญศาสตร์ตรวจสอบรวบรวมข่าวลับทั่วโลกหล้า พวกเขาจึงกุมความลับอันมิเป็นที่ล่วงรู้ในแดนเซียนมากมาย
เพราะเหตุนี้เอง ทำเนียบต่าง ๆ ที่หอเทพอัศจรรย์จัดขึ้นเยี่ยง ‘ทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล’ และ ‘ทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตา’ จึงเป็นที่ยอมรับโดยยอดฝีมือส่วนใหญ่ทั่วแดนเซียน
ม้วนหยกในมือซูอี้ที่ฉู่ไป๋ฉานมอบให้เขานั้นบรรจุทำเนียบรายชื่อเซียนขอบเขตจักรวาลและสุญตาใหม่ล่าสุด
นอกจากนั้นยังมีลวดลายผนึกลับเฉพาะของหอเทพอัศจรรย์บรรจุอยู่ในม้วนหยกด้วย มันสามารถติดต่อกับคนจากหอเทพอัศจรรย์ได้ ขอเพียงจ่ายไหว ชายหนุ่มก็จะสามารถซื้อความลับมากมายจากหอเทพอัศจรรย์
กองเพลิงวูบไหว หิมะโปรยปราย
ซูอี้ทอดร่างบนเก้าอี้หวาย อ่านรายชื่อยอดฝีมือร้อยอันดับแรกใน ‘ทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตา’ อย่างสำราญใจ
แต่ละรายชื่อประกอบด้วยนาม ที่มา การฝึกฝน ฝีมือ มรดกสำนักและข้อมูลอื่น ๆ
มีกระทั่งความเห็นจากหอเทพอัศจรรย์
เหมือนเช่นบุคคลอันดับหนึ่งในทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตาเป็นสตรีนาม ‘อิ้งซิ่ว’ มาจาก ‘แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว’ หนึ่งในสามสุขาวดีแห่งเขาปู้โจว
พื้นเพของสตรีผู้นี้งดงาม บริสุทธิ์และสามัญ เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่ง ‘แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว’ ด้วยฝีมือของนาง นางสยบเซียนแท้ขอบเขตสุญตาทั่วโลกหล้า ไม่อาจทราบได้ว่าวีรชนทั่วหล้ามากมายเพียงไรต้องละอายต่อตน
ความเห็นจากหอเทพอัศจรรย์ก็ชื่นชมนาง เรียกอิ้งซิ่วเป็น ‘เลอเลิศเหนือใคร สยบสิ้นเซียนแท้’
“อิ้งซิ่ว สตรีผู้นี้เป็นทายาทของอิ้งซานเสวี่ยหรือ?”
ซูอี้ครุ่นคิด
อิ้งซานเสวี่ย ชื่อนี้ฟังดูเหมือนบุรุษ ทว่าแท้จริงนางเป็นสตรี
ก่อนยุคอวสานเซียนปรากฏ นางเป็นเจ้าผู้ปกครองแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว ขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เหนือวีรชนใด ๆ ในแดนเซียนเช่นกัน
กาลก่อน เพียงนามของอิ้งซานเสวี่ยก็เพียงพอทัดเทียมกับจอมราชันซิงจ้าว หนึ่งในสามราชันปีศาจแห่งทะเลเป่ยหมิงได้
อันที่จริง ยอดฝีมือมากมายในทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตาทำให้ซูอี้นึกถึงเรื่องราวมากมาย
ไม่ใช่เพราะซูอี้รู้จักอีกฝ่าย แต่ความสามารถ ที่มา และขุมกำลังเบื้องหลังพวกเขาทำให้ซูอี้รู้สึกคุ้นเคย
เนิ่นนานจากนั้น ซูอี้ก็เก็บม้วนหยกไป ดื่มสุราหมดไห แล้วพ่นพวยควันออกมา
เขาลุกขึ้นเดินออกไปที่ประตูวิหารเต๋า
ฟางหานอดกล่าวไม่ได้ “ผู้อาวุโส จะไปหนใดหรือ?”
“ท่องหิมะยามราตรี เจ้ารอที่นี่แหละ”
ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง เยื้องย่างทอดน่อง เผชิญหน้าหิมะหนาและเดินสู่ค่ำคืนอันว่างเปล่าเดียวดาย
ฟางหานตะลึงงัน หิมะนี่มีอันใดสวยสดนัก?
ผู้เยาว์ย่อมมิรู้จักชื่นชมความงามแห่งฟ้าดิน
ความคิดของเขาก็หาแตกต่างไม่
ท่ามกลางป่าเขา ซูอี้ก้าวย่างบนหิมะหนาตระเวนสัญจร ท่าทีผ่อนคลาย มึนเมาเล็กน้อย
หิมะโปรยปรายเงียบงัน ทุกสิ่งล้วนขาวโพลน
แม้จะเป็นยามวิกาล ก็ยังยากซ่อนความงามอันบริสุทธิ์ เจิดจรัสชั่วกาล
ในสายตาคนทั่วไป หากไร้แสงไฟคงยากจะประจักษ์ต่อภาพอันตระการตาของหิมะท่วมฟ้าดินในคืนนี้ได้
เอี๊ยด!
ฝีเท้าย่ำลงบนหิมะ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเสนาะหู
ซูอี้ปัดหิมะออกจากบ่า ความคิดจมในภวังค์ คิดในใจว่าเขามิได้ชมทิวทัศน์กลางหิมะเพียงลำพังเช่นนี้นานแล้วจริง ๆ
โลกหล้าไร้ความวุ่นวาย ไร้บุญคุณความแค้น
ในค่ำคืนหิมะโหมนี้ ฟ้าดินเงียบสงัด เดินลำพังด้วยร่างกึ่งเมามาย สติกึ่งจมในภวังค์ มองโลกหล้าอันไพศาล ชมความงามแห่งแดนดิน
ทันใดนั้น เมฆทัณฑ์ก้อนหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ณ ส่วนลึกแห่งท้องนภา ปราณหายนะร้ายกาจผุดพราย
แดนดินในระยะสามพันลี้ล้วนถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศกดดันอย่างประหลาด
กระทั่งหิมะอันพรั่งพรูจากนภายังดูตื่นกลัว ชะงักค้างกลางหาว
ฟางหานในวิหารเต๋าอันเสื่อมทรามขนลุกขนพองแทบมิอาจหายใจ
เหล่าสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ทั่วฟ้าดินล้วนหมอบราบกับพื้น ตัวสั่นเทางุนงงสิ้นหวัง
อำนาจร้ายกาจของทัณฑ์อสนีบาตนั้นทำให้กระทั่งบัญญัติกฎเกณฑ์ทั่วฟ้าดินสามพันลี้นี้ได้รับผลกระทบจนหยุดนิ่ง บรรยากาศเป็นเช่นวันพิพากษา
ซูอี้ขมวดคิ้ว
นี่คือหายนะบรรลุเซียน พิสูจน์เต๋าสู่วิถีเซียน!
ผู้ฝึกตนขอบเขตจุติมงคลใด ๆ ต้องแสนปรีดายามพบมันเป็นแน่แท้
เพราะถึงอย่างไร หากผ่านมันไปได้ พวกเขาก็จะจุติสรวงบรรลุเซียน เข้าสู่วิถีเซียนได้สำเร็จ!
นี่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนในขอบเขตจุติมงคลเฝ้าฝัน
ทว่าซูอี้ไม่ชอบใจเล็กน้อย
คืนนี้เขามีเวลาว่าง เป็นอิสระอย่างหาได้ยาก กำลังอารมณ์ดีอยู่เชียว มิคาดเลยว่าจะถูกรบกวนโดยหายนะบรรลุเซียนอันปรากฏขึ้นอย่างไร้ปี่ไร้ขลุ่ยเช่นนี้
“ไป! อย่ามาทำลายการพักผ่อนของข้า ให้ข้าชมหิมะหนาคืนนี้ดี ๆ ซะ”
ซูอี้โบกแขนเสื้อ
เงาดาบสายหนึ่งทะยานเวหา ฟาดฟันสู่ส่วนลึกแห่งท้องนภา
ประกายดาบไหววูบ
แล้วเมฆทัณฑ์ทั่วนภาก็ถูกกระชากออก
และยามนั้น…
เขาผู้มาชมหิมะในคืนนี้ก็สะบั้นหายนะบรรลุเซียนด้วยหนึ่งดาบ!!