บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1588: ความลับของแดนจักรวาลจิตเซียน
ตอนที่ 1588: ความลับของแดนจักรวาลจิตเซียน
ดาบเก้าคุมขังหวนคืนสู่ภายในจิตวิญญาณ
ปราณหายนะประหลาดอันชวนพรั่นพรึงซึ่งปกคลุมในรัศมีสามพันลี้พลันสลายไป
พิรุณแสงอันเจิดจรัสไหลหลั่งเข้าสู่ร่างสูงใหญ่ของซูอี้
และหิมะก็โปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วฟ้าดินอีกครั้ง
ทั้งโขดหินบนภูเขา ต้นสนเก่าแก่ หุบเหวทั้งหลายล้วนถูกปกคลุมด้วยสีขาวพราวระยับ
ซูอี้เดินอย่างสบายใจ
เขาเมินการฝึกฝนอันสะท้านโลกาของตน และต้องการฟื้นอารมณ์สุขใจ ขณะสำรวจป่าเขากลางหิมะในค่ำคืนนี้
น่าเสียดายที่หลังจากถูกหายนะบรรลุเซียนก่อกวน เขาก็ไม่อาจค้นหาความสงบเงียบนั้นได้อีกเลย
ซูอี้ส่ายหัวแล้วหันหลังกลับ
ยามนึกสนใจ การสัญจรชมหิมะท่ามกลางป่าเขานั้นแสนสุขียิ่ง
ยามหมดความสนใจ ทิวทัศน์ตรงหน้ากลับดูจืดชืด การสัญจรหาอภิรมย์ไม่
อยู่ต่อหรือไม่ ตัดสินเพียงคำนึง
……
ภายในวิหารเต๋าอันเสื่อมโทรม กองไฟมอดลงแล้ว
ฟางหานมุดอยู่ข้างกองเพลิง เมื่อเห็นซูอี้กลับมา เขาก็รีบถาม “ผู้อาวุโส ไฉนเมื่อครู่ฟ้าดินแห่งนี้จึงน่าสะพรึงกลัวนักหรือ?”
ชายหนุ่มตอบ “ข้าข้ามหายนะพิสูจน์เต๋ามา”
ฟางหาน “…”
การข้ามหายนะนี่ไม่น่าสนใจขนาดนั้นเลยหรือ?
ทันใดนั้น หนุ่มน้อยก็ตระหนักถึงอะไรบางอย่างและกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “หมายความว่าผู้อาวุโสบรรลุวิถีเซียน เป็นเซียนในขอบเขตจักรวาลแล้วหรือ?”
ซูอี้ทอดกายบนเก้าอี้หวายอย่างสบายใจ ขณะส่งเสียงรับคำในลำคออย่างใจลอย และกล่าวว่า “พักผ่อนให้ดีเถอะ”
จากนั้นเขาก็เริ่มทำสมาธิ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในร่าง
วิถีเซียนสี่ขอบเขตประกอบด้วยขอบเขตจักรวาล ขอบเขตสุญตา ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ และขอบเขตอัศจรรย์
ขอบเขตจักรวาลคือขอบเขตแรก และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวิถีเซียน
จักรวาลคือสุญญะ ในสายตาของผู้ฝึกเซียน ขอบเขตจักรวาลคือการใช้จิตทารกในกายเป็นฮุ่นตุ้น เบิก ‘แดนจักรวาลจิตเซียน’ ขึ้นมา
แดนจักรวาลจิตเซียนแปรเปลี่ยนไปตามผู้บุกเบิก ยิ่งรากฐานการฝึกฝนล้ำลึกเท่าไร แดนจักรวาลจิตเซียนซึ่งเปิดออกก็จะยิ่งแข็งแกร่ง และบรรจุจิตเซียนได้มากขึ้น
เมื่อผู้ฝึกตนบรรลุวิถีเซียน การฝึกฝนทั่วร่างกายจะแปรเปลี่ยนเป็นจิตเซียน ดูดซับปราณวิญญาณเซียนและควบแน่นกฎวิถีเซียนขึ้นมา
มันแลดูง่ายดาย ทว่าแท้จริงแล้ว ‘แดนจักรวาลจิตเซียน’ ของเซียนขอบเขตจักรวาลนั้นลึกลับอย่างยิ่ง เหมือนหนึ่งจักรวาลที่แบกรับมหาวิถีต่าง ๆ เอาไว้ ก่อนจะพัฒนาเป็นตะวัน จันทรา ดวงดาว และฟ้าดิน
มันยังสะท้อนการผลัดเวียนฤดูกาล วัฏจักรชีวิตแห่งสรรพสิ่งก็เช่นกัน
บางคนซึ่งมีพื้นฐานแข็งแกร่งสามารถทำได้กระทั่งพัฒนาแดนจักรวาลจิตเซียนของตนเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ!
เช่นแดนมารนิจนิรันดร์ พุทธนครทิศประจิม ฟ้าดินไพศาล โลกปีศาจป่าเถื่อนเป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ ยิ่งวิถีเต๋าล้ำลึกเท่าไร ขอบเขตก็ยิ่งสูงส่ง หากบรรลุกฎเกณฑ์วิถีเซียนอันทรงพลัง ก็จะสามารถก่อรูปลักษณ์ สร้างปาฏิหารย์ให้แก่แดนจักรวาลจิตเซียนของตนได้!
ในอดีตชาติ หวังเย่เคยสร้างรากฐานในขอบเขตจักรวาล โดยสร้างนครดาบหนักสามสิบสามเล่มขึ้นในแดนจักรวาลจิตเซียน!
และเมื่อบรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ทุกการเคลื่อนไหวของเขาก็สามารถทำให้นครดาบหนักสามสิบสามเล่มปรากฏขึ้นสู่นภาได้อย่างง่ายดาย
มันเป็นเหมือนนครดาบหนักสามสิบสามเล่มอันแท้จริง ซึ่งสามารถบดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ได้เพียงคิดคะนึง สังหารศัตรูร้ายทั่วโลกหล้า!
ทว่า…
ซูอี้ต้องตกตะลึงยามพบว่าเมื่อบรรลุสู่ขอบเขตจักรวาล แดนจักรวาลจิตเซียนที่เขาเบิกออกกลับให้ความรู้สึก ‘ไร้สิ้นสุดเกินประมาณ ลึกล้ำเกินคะเน’ ซึ่งดูจะแทนเคล็ดมหาวิถีอันไร้สิ้นสุด
กล่าวสรุปคือครอบคลุมทุกสิ่งสรรพ!
ภายในแดนจักรวาลจิตเซียน กฎเกณฑ์มหาวิถีที่เขาควบคุมต่างพัฒนาเป็นรูปดาบเก้าคุมขังหลังจากแปรเปลี่ยนเป็นกฎวิถีเซียน!
ทว่าพวกมันกลับเลือนรางประหนึ่งภาพมายา ขณะลอยคว้างกลางอากาศ
“ข้าได้บรรลุสู่วิถีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในวิถีจุติสรวง ทะลวงผ่านสามขอบเขต แปรสามัญ แปรสัจธรรม และแปรสุญตา รากฐานมหาวิถีนั้นปรากฏในรูปลักษณ์ดาบเก้าคุมขังแต่นั้นมา”
“และอำนาจมหาวิถีในแดนจักรวาลจิตเซียนของข้าในยามนี้ก็พัฒนาเป็นรูปลักษณ์ของดาบเก้าคุมขัง…”
“เรื่องเหล่านี้มีความเชื่อมโยงใดกันอยู่หรือไม่?”
ซูอี้ครุ่นคิด
เขามีประสบการณ์และความทรงจำของหวังเย่ ความเข้าใจในวิถีเซียนจึงเหนือล้ำกว่าตัวตนใดในโลกเซียนนัก
ทว่าวิถีเซียนที่เขากำลังก้าวเดินในยามนี้ กระทั่งหวังเย่เองก็ไม่เคยกล้ำกราย เขาจึงงุนงงเล็กน้อยยามเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
“แต่สิ่งที่แน่ใจได้คือ วิถีเซียนที่ข้าแสวงหานี้ต้องเหนือกว่าวิถีเซียนในอดีตชาติแน่นอน อย่างน้อยที่สุด รากฐานมหาวิถีและอำนาจมหาวิถีนั้นก็มิอาจเทียบกับอดีตชาติได้เลย”
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ดวงตาของเขาก็ดูแปลกพิกล
ภายในแดนจักรวาลจิตเซียนของเขาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์โดยอิงจากดาบเก้าคุมขัง หรือจะหมายความว่าในภายภาคหน้า เมื่อวิถีเต๋าพัฒนา ขอบเขตทะยานสูง ไม่ช้าก็เร็วเขาจะสามารถควบแน่นอำนาจมหาวิถีเข้ากับดาบเก้าคุมขังและเข่นฆ่าศัตรูได้?
เหมือนเช่น ‘นครดาบหนักสามสิบสามเล่ม’ ของหวังเย่ บางทีดินแดนที่กำเนิดจาก ‘ดาบเก้าคุมขัง’ ของเขาอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘มหาวิถีเก้าคุมขัง’!
เมื่อเวลาผ่านไป ชายหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอำนาจฝึกฝนอย่างเงียบเชียบ
การก้าวสู่วิถีเซียนนั้นเหมือนกับการบรรลุสวรรค์ด้วยหนึ่งย่างก้าว วิถีเต๋าไม่เพียงจะแปรเปลี่ยนไป แก่นชีพของเขายังพัฒนาสู่ขั้นใหม่ด้วย
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มิอาจเทียบกับการเลื่อนขอบเขตสู่วิถีใหม่ได้เลย
ดังเช่นคำกล่าว ‘เซียนสามัญแตกต่าง สวรรค์มนุษย์มีช่องว่างคั่น’
ไม่ว่าจะเป็นวิถียุทธ์แรกเริ่ม วิถีต้นกำเนิด วิถีวิญญาณ วิถีลึกล้ำ หรือวิถีสู่สวรรค์และวิถีจุติสรวง พวกมันล้วนอยู่ในขอบเขตของ ‘ผู้ฝึกตน’
ทว่าในขณะเดียวกัน วิถีเซียนก็อยู่เหนือวิถีทั้งมวล
มันแตกต่างไม่ต่างกับความห่างชั้นระหว่างผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์กับเซียนบนสวรรค์!
และต้องทราบว่าตั้งแต่อยู่ในขอบเขตแปรสุญตา ซูอี้ก็สามารถสังหารเซียนแท้ขอบเขตสุญตามากมายในโลกหล้าได้ และเมื่อเขาบรรลุสู่วิถีเซียนอย่างขอบเขตจักรวาลได้แล้ว ที่มาแห่งชีพและกรรมวิถีในร่างจะเปลี่ยนแปลงไปจนไม่อาจเทียบกับพลังที่เคยมี ความแข็งแกร่งของเขาย่อมต้องเปลี่ยนไปอย่างสะเทือนแดนดิน!
เนิ่นนานจากนั้น ชายหนุ่มก็ทิ้งความคิดนั้นไป จากนั้นนำขวดหยกใบหนึ่งออกมา
ในขวดหยกใบนั้นมี ‘ยาประกายทองหมื่นจุด’ สามเม็ดซึ่งเป็นโอสถสร้างพื้นฐานวิถีเซียนอันดับหนึ่งที่เตาเสริมสวรรค์เพิ่งหลอมเสร็จเมื่อวานนี้
มูลค่าของมันสูงส่งเสียจนทำให้กลุ่มเต๋าสูงสุดทั่วโลกหล้าแก่งแย่งกัน หากถูกส่งไปประมูลในตลาดมังกรดำ มันจะมีราคาสูงมากอย่างแน่นอน!
น่าเสียดายที่หลังจากโอสถชนิดนี้ถูกหลอมสำเร็จ มันจะสร้างภัยพิบัติขึ้น และแม้ว่าเตาเสริมสวรรค์จะต้านไหว โอสถส่วนใหญ่ก็จะถูกทำลาย และเหลือเพียงสามเม็ดเท่านั้น
ซูอี้กลืนโอสถลงไปเม็ดหนึ่ง และเริ่มทำสมาธิอย่างเงียบเชียบ
ตู้ม!
จิตเซียนทั่วร่างกู่คำรามอย่างเดือดดาล ราวกับฟ้าดินถูกแผดเผาในเตาไฟ
หิมะตกหนาหนักที่ด้านนอกของวิหารเต๋า ทุกสิ่งล้วนเงียบสงัด
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สายลมยะเยือกเสียดแทง หิมะซึ่งโปรยปรายตั้งแต่เมื่อคืนหยุดนานแล้ว ดวงตะวันสาดประกายรับอรุณบางเบา เจิดจรัสทั่วทั้งป่าเขาอันขาวโพลน
ซูอี้ตื่นจากสมาธิ รู้สึกสดชื่นสบายตัวยิ่ง
หลังจากดูดซับยาประกายทองหมื่นจุดทั้งสามเม็ด การฝึกฝนขอบเขตจักรวาลขั้นต้นของเขาก็คงตัวได้แล้ว ไร้ข้อบกพร่องใด ๆ และรากฐานพลังของเขาก็แข็งแกร่งขึ้น ยามอยู่ในขอบเขตเดียวกันในอดีตชาติ ตัวเขามิอาจเทียบติดได้เลย!
เมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นยืน บรรยากาศรอบกายก็ให้ความรู้สึกเฉื่อยชา ไร้ร่องรอยปราณวิถีเซียนเช่นเดิม
ราวกับยอดสมบัติเร้นกายา ซ่อนพลังปราณไว้ภายใน!
อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลย กระทั่งผู้มีการฝึกฝนเหนือกว่าซูอี้ก็ยังตรวจสอบร่องรอยวิถีบนร่างของชายหนุ่มได้ยาก
“ไปกันเถอะ”
ซูอี้ตัดสินใจออกเดินทาง ก้าวออกจากวิหารเต๋า
ฟางหานเดินตามไปอย่างเร่งรีบ
ทั่วทั้งแดนดินปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน หมอกโรยตัวลงมา เพียงกวาดตามอง สรรพสิ่งล้วนถูกเคลือบด้วยสีเงินขาว เป็นภาพงดงามตระการตา
หลังทั้งสองออกเดินทางได้ไม่นาน ฟางหานพลันกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น “ผู้อาวุโส ข้าสัมผัสถึงปราณของยันต์ปี้อั้นเคลื่อนดาราได้!”
ซูอี้ผงะ จากนั้นเขาก็เบนสายตามองไปไกลในทันที
และพบว่าใต้นภาแสนไกล หนึ่งร่างกำลังทะยานมาทางนี้
เขาเป็นชายชราในชุดผ้าแพรสวมหมวกทรงกลม ร่างผอมเตี้ย ใบหน้ายับย่น ทั่วทั้งร่างเปี่ยมปราณที่เป็นของเซียนแท้ขอบเขตสุญตา
เมื่อปรากฏตัวขึ้น สายตาของเขาก็เห็นซูอี้ก่อน และเมื่อเห็นฟางหานที่อยู่ข้างกายของชายหนุ่ม เขาก็รู้สึกโล่งใจ พลางกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มทันที “ขอบังอาจถาม สหายน้อยคือฟางหานหรือไม่?”
ฟางหานพยักหน้ากล่าว “ถูกต้อง”
ชายชรายิ้มอย่างใจดี และกล่าวว่า “ตาเฒ่าผู้นี้มีนามว่าอวี๋ถิง ได้รับคำสั่งจากนายน้อยให้มาต้อนรับสหายน้อย นี่คือสาส์น”
พร้อมกันนั้น เขาก็นำยันต์ลับออกมาชิ้นหนึ่ง
ซูอี้จำได้ทันทีว่ามันคือยันต์ปี้อั้นเคลื่อนดารา!
ฟางหานงุนงง “นายน้อย? เจ้าพูดถึงใครอยู่? เหตุใดเจ้าจึงมียันต์ปี้อั้นเคลื่อนดารา?”
ชายชราผู้เรียกตนเองว่าอวี๋ถิงกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มว่า “นายน้อยของข้าเป็นทายาท ‘ตระกูลเหลียง’ ตระกูลราชันเซียนในทวีปกกพิสุทธิ์ นามของเขาคือเหลียงเหวินอวี่ ส่วนยันต์ลับชิ้นนี้ ฮูหยินน้อยเป็นผู้ให้มา”
กล่าวจบ เขาก็กล่าวเสริมว่า “เอ่อ จริงสิ เจ้าคงมิทราบ แต่พี่สาวของเจ้า ฟางโหย่วหรงหมั้นหมายกับนายน้อยของตระกูลข้า และตระกูลเราจะจัดงานแต่งงานแก่ทั้งสองในเจ็ดวัน”
“พี่สาวข้า นาง…จะแต่งงานหรือ!?”
ฟางหานตกตะลึง แทบมิอาจเชื่อหูตัวเอง
ซูอี้ในขณะนี้เองก็ตกตะลึงเช่นกัน หากจำไม่ผิด ฟางโหย่วหรง ผู้เป็นพี่สาวของฟางหานเองก็ถูกเหล่าพ่อค้าทาสขายเป็นทาสเช่นกัน
ไม่คาดเลยว่าสามปีผ่านไป นางจะแต่งงาน!
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการแต่งงานกับทายาทตระกูลเหลียงแห่งตระกูลราชันเซียนอีก
ความเปลี่ยนแปลงนี้หาเล็กน้อยไม่
อวี๋ถิงกล่าวเบา ๆ “เป็นเช่นนั้นจริง หากสหายน้อยสับสน ยามพบฮูหยินน้อย เจ้าจะทราบทุกสิ่งเอง ตาเฒ่าผู้นี้กล่าวได้เพียงว่านายน้อยกับฮูหยินน้อยรักกันอย่างลึกล้ำ เมื่อได้ข่าวของสหายน้อย นายน้อยจึงออกคำสั่งให้ข้าเดินทางมารับสหายน้อยด้วยตนเอง”
“นี่…นี่… เรื่องจริงหรือ?”
เด็กหนุ่มในขณะนี้ทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย เพราะมิอาจเชื่อเรื่องราวนี้ได้
เขาหันมองซูอี้โดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มตบบ่าฟางหานแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเรียบ ๆ “เจ้าไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง”
ยันต์ปี้อั้นเคลื่อนดาราชิ้นนั้นเป็นของจริง มิอาจปลอมแปลงกันได้
ฟางหานพยักหน้ากล่าว “ข้าจะฟังผู้อาวุโส”
สายตาของอวี๋ถิงอดมองซูอี้อีกครั้งมิได้ “ท่านคือ?”
ซูอี้กล่าวราบเรียบ “ผู้ฝึกตนสัญจร”
อวี๋ถิงแค่นเสียงกล่าว “ขออภัยที่ตาเฒ่าผู้นี้ถือวิสาสะ ขอบังอาจถามว่าท่านกับสหายน้อยฟางหานเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือ?”
ฟางหานกล่าวโดยไม่หยุดคิด มิรีรอให้ซูอี้ตอบ “ผู้อาวุโสซูคือผู้ช่วยชีวิตข้า!”
“อย่างนั้นหรือ”
อวี๋ถิงถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ยุ่งยากนิดหน่อยแฮะ ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ได้รับคำสั่งเพียงให้มานำทางสหายน้อยฟางหานกลับตระกูล จึงมิกล้าพาคนอื่นไปด้วย”
กล่าวจบ เขาก็กล่าวกับซูอี้ว่า “งั้นเช่นนี้เป็นไร… เจ้ากล่าวลาสหายน้อยฟางหานที่นี่ดีหรือไม่?”
วาจานั้นราบเรียบ ทว่ายามมองชายหนุ่ม อำนาจอันมิอาจมองเห็นกลับปรากฏขึ้นอย่างชวนอึดอัด
แม้จะไม่ใช่คำข่มขู่ แต่หากเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงจะมิอาจทนแรงกดดันเช่นนี้ได้เลย
ซูอี้เลิกคิ้ว ไอ้แก่นี่ดูสุภาพใจดี ทว่าการวางตัวของเขากลับถือดียิ่ง และยามเผชิญหน้ากัน การวางตัวของอีกฝ่ายดูราวกับผู้ใหญ่พบกับผู้น้อย
วาจานั้นดูเหมือนมิได้ตั้งใจ ทว่ากลับเหมือนสั่งกันมากกว่า!