บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1615: พบพานผู้ทำตามใจรัก หัวใจก็คุกรุ่นอยากหวนวิถี
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- ตอนที่ 1615: พบพานผู้ทำตามใจรัก หัวใจก็คุกรุ่นอยากหวนวิถี
ตอนที่ 1615: พบพานผู้ทำตามใจรัก หัวใจก็คุกรุ่นอยากหวนวิถี
จากนั้น ชายผู้นั้นก็พบซากศพอันเป็นกองเลือดเนื้อเละ ๆ กองหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งตายไม่กี่วัน
นั่นคือศพของ ‘เล่ออวิ๋นไห่’ ซึ่งถูกคางคกเซียนกลืนนภาสังหาร
แม้เขาจะไม่รู้จักเล่ออวิ๋นไห่ เขาก็ตัดสินได้ทันทีว่าเป้าหมายที่ตนต้องจัดการในครานี้น่าจะอยู่ในหุบผาอันกลายเป็นซากนี้เป็นแน่แท้!
“ห้าราชันเซียนซึ่งลัทธิอัคคีเทพส่งมาประจำแต่เนิ่นนานล้วนตายตก ดูเหมือนคู่ต่อสู้ครานี้จะรับมือไม่ง่ายเลย”
เขาพึมพำ
ส่วนลึกของดวงตาเขาปรากฏความรุ่มร้อนรุนแรงเอ่อขึ้นมา “เยี่ยมที่สุด หากคู่ต่อสู้อ่อนแอ ชนะไปข้าก็รังแต่จะยิ่งหดหู่”
เดิมที เขาอยากจะเข้าไปในหุบผา แต่เมื่อดวงตาเหลือบเห็นแท่นศิลาซึ่งร่วงหล่นลงกับพื้นหน้าทางเข้าหุบผา เขาก็พลันชะงัก
“ข้าเกือบลืมไป ที่นี่ก็มีตราประทับวิญญาณแท้ของคางคกเซียนกลืนนภาอยู่ด้วย”
ชายผู้นั้นครุ่นคิด ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจรอที่นี่ให้คู่ต่อสู้ปรากฏขึ้นเอง
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ทันใดนั้น ชายผู้นั้นก็ดูจะสังเกตถึงบางอย่าง หันกลับไปมอง และพบว่าทังหลิงฉีกับทังเป่าเอ๋อร์กำลังเดินมาจากลับตา
“จะบอกว่าพวกเจ้าใจกล้า แต่เมื่อครู่ยามพบกัน เจ้ากลับหลั่งเหงื่อกาฬหวาดผวา แต่จะบอกว่าพวกเจ้าขี้กลัว พวกเจ้าก็มาที่นี่กันอย่างไร้ความกลัวตาย พวกเจ้าจะทำอันใดกันแน่?”
ชายผู้นั้นรำพึง
เขาโบกมือ “จะทำอันใดก็ทำ แต่จำไว้ว่าอย่ามาแถวนี้”
กล่าวจบ เขาก็นั่งลงขัดสมาธิบนศิลาท่ามกลางซากปรักหักพัง ปลดสำรับดาบจากหลังวางบนตัก ทาบมือข้างหนึ่งลงบนสำรับดาบ ในขณะที่อีกมือถือไหสุราดื่มอย่างเงียบเชียบ
เขามิหันมองทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์อีกนับแต่นั้น
“เราก็รอที่นี่เหมือนกันเถอะ อย่าเข้าไปใกล้กว่านี้ หาไม่… ข้าเกรงว่าคนผู้นั้นคงฆ่าเราโดยไร้ลังเล”
ทังหลิงฉีรีบร้อนถ่ายทอดวจี
……
กาลเวลาผันผ่าน มิทันไรก็สิ้นไปอีกสามวัน
วังดินปุจฉาสวรรค์ ในแดนสารทวสันต์
ซูอี้ลืมตาขึ้นอย่างเงียบงัน
เขาเก็บตัวฝึกฝนที่นี่มาสิบปีแล้ว การฝึกฝนก้าวผ่านขอบเขตจักรวาลขั้นต้น ทะลวงต่อเนื่องสู่ขั้นปลาย ความแข็งแกร่งแปรเปลี่ยนมหาศาลสะท้านพิภพเมื่อเทียบกัน
นอกจากนั้น อำนาจมหาวิถีของเขายังควบรวมเป็นกฎวิถีเซียนต่าง ๆ และถูกขัดเกลาเสียจนแข็งแกร่งประณีต ทำให้เขาสามารถเผยอำนาจวิถีเต๋าของตนได้อย่างเต็มที่ในการศึก
ดาบแห่งโลกาของเขาก็ได้รับการหล่อหลอมใหม่ ทั้งรูปลักษณ์และอำนาจล้วนมิอาจเทียบกับกาลก่อนได้
มิใช่การกล่าวเกินไปหากจะบอกว่า การเก็บตัวฝึกฝนสิบปีของซูอี้ ไม่ต่างกับการแปรเปลี่ยนหลังเกิดใหม่!
ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูอี้จนใจคือ การฝึกฝนของเขาบรรจบเข้ากับคอขวด!
“เอาเถอะ เรื่องการฝึกฝนบังคับกันมิได้ หาไม่จะสายเกินแก้”
ซูอี้ลุกขึ้น
อันที่จริง การฝึกฝนสิบปีนี้ทำให้ทรัพยากรฝึกฝนของเขาหมดลงแล้ว กระทั่งหยกเซียนศิลาเซียนทั้งหลายยังมิเหลือหลอ
และการตีดาบแห่งโลกาขึ้นใหม่นั้นก็หมายความว่าวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์และวัตถุดิบวิญญาณของเขาแทบหมดเกลี้ยง
ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลที่แก่นการฝึกฝนใช้ทรัพย์สมบัติเป็นที่ตั้ง
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ผู้ฝึกตนทั้งมวลล้วนต้องอุทิศชั่วชีวิตในการสั่งสมทรัพยากรอันสามารถเติมเต็มความต้องการฝึกฝนของตน
‘ข้ากลับมาคราวหน้า คงเป็นอีกปีจากนี้’
ซูอี้กล่าวในใจ
แดนสารทวสันต์นั้นพิเศษยิ่ง เข้ามาได้เพียงหนึ่งหนต่อปี และแต่ละครั้งที่เข้าฝึกฝนอยู่ได้สูงสุดเพียงหกสิบวัน
เหมือนที่ซูอี้เข้ามาฝึกฝนในแดนสารทวสันต์ในหนนี้ เขาเก็บตัวอยู่สิบปี ทว่ากาลเวลาภายนอกผ่านไปเพียงสิบวัน
ไร้การโอ้เอ้ ซูอี้ออกจากแดนสารทวสันต์ไปทันที
ยามที่เขาเดินออกจากวังดินปุจฉาสวรรค์ หัวใจของเขาก็ตั้งมั่น…
เขาจะสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ในสักวัน!
……
ด้านนอกวังดินปุจฉาสวรรค์
ชายโพกผ้าสี่เหลี่ยม สวมอาภรณ์โดดเด่นรออยู่สามวันแล้ว
ในสามวันมานี้ เขาดื่มสุราไปสิบสามไห หลับสนิทปิดตา ใช้ช่วงเวลาที่เหลืออย่างเรื่อยเฉื่อย มิอาจทราบได้ว่าคิดสิ่งใดอยู่
และทังหลิงฉีกับทังเป่าเอ๋อร์ก็รออยู่สามวันเช่นกัน
สำหรับทังหลิงฉี เรื่องนี้ธรรมดานัก
ทว่าทังเป่าเอ๋อร์นั้นแสนเหนื่อยหน่าย นางซึมกะทือสุดเลื่อนลอย
ไร้สิ่งใดในโลกนี้น่าเบื่อและแสนทรมานเท่าการรอคอย
ทันใดนั้น ชายผู้นั่งขัดสมาธิอยู่ก็ลุกขึ้น สำรับดาบอันวางพาดตักอยู่ถูกเขาเหวี่ยงขึ้นหลังอย่างราบเรียบ ขณะที่ดวงตาจ้องสู่ส่วนลึกของหุบผาปุจฉาสวรรค์
ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังเดินออกมาจากส่วนลึกซากปรักหักพังอันปกคลุมด้วยเมฆอัสนี
สวมอาภรณ์เขียว ท่าทีเฉยเมยไร้มลทิน
เพียงแรกสบ ชายผู้นั้นก็เห็นเรื่องราวหลายอย่าง
นี่เป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษ!
ทว่า แตกต่างจากคนทั่วไป เขาดูเรียบง่ายไร้ความโดดเด่น ทว่าแท้จริงแล้วเก็บงำอำนาจถึงจุดสูงสุด ไร้จุดรั่วไหลใด ๆ
หาได้ยากยิ่ง นี่มิใช่การจงใจ แต่เป็นบุคลิกทางธรรมชาติเยี่ยงหยกงาม ไร้ความจำเป็นต้องสลักเสลาใด ๆ
เพียงเรื่องนี้ก็ทำให้ดวงตาของชายผู้นั้นโชติช่วงขึ้นมาเล็กน้อย เจ้าหนูนี่น่าสนใจเอาการ!
หากเขาเป็นผู้สังหารห้าราชันเซียนจากลัทธิอัคคีเทพ เช่นนั้น… ก็ยิ่งน่าสนใจไปใหญ่!
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็พบชายผู้นั่งอยู่หน้าหุบผา ทว่าหาสนใจไม่
“พี่ชายน้อยออกมาแล้ว!”
ทังเป่าเอ๋อร์แทบโห่ร้อง
สาวน้อยรอจนสุดจะเบื่อ
หัวใจของทังหลิงฉีบีบตัว จับจ้องนิ่งงัน หากคนคลั่งดาบมาเพื่อซูอี้จริง ๆ ต่อจากนี้จะบังเกิดศึกอันดุเดือด!
“ราชันเซียนจากลัทธิอัคคีเทพเหล่านั้น เจ้าเป็นคนฆ่าหรือ?”
ชายผู้นั้นถือไหสุรา ท่าทีเฉื่อยชาเกียจคร้าน กล่าววาจาตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
ซูอี้นิ่งคิดไป ก่อนจะกล่าวว่า “ถูกต้อง เจ้าจะมาล้างแค้นให้พวกเขาหรือ?”
บทสนทนาเช่นนี้ทำให้ทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์อดมองหน้ากันมิได้ กะแล้วเชียว คนคลั่งดาบผู้นั้นมาหาซูอี้!!
ชายผู้นั้นส่ายหน้ากล่าว “ข้าไม่ห่วงหรอกว่าพวกเขาจะอยู่หรือตาย แต่ข้ามาที่นี่เพื่อตอบแทนบุญคุณ”
ซูอี้ว่า “บุญคุณของผู้ใดกัน?”
ชายผู้นั้นแย้มยิ้มกล่าว “หากเจ้ารอดจากดาบข้าได้ ข้าก็ไม่ถือหากจะพูดเรื่องเก่าแก่กับเจ้า แต่หากเจ้าตาย พูดไปก็เสียเปล่า เจ้าว่าเช่นไร?”
ซูอี้พยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี”
ชายผู้นั้นเก็บไหสุราไปแล้วกล่าวยิ้ม ๆ “ข้าชอบอุปนิสัยเจ้าจัง หากเจ้ารับดาบข้าได้สามกระบวน หนนี้ข้าจะมิฆ่าเจ้า”
กล่าวจบ เขาก็ยกมือดึงดาบในสำรับด้านหลังตนออกมาโดยมิสนใจว่าซูอี้จะตกลงหรือไม่
ตู้ม!
วจีดาบคำรามต่ำชวนสะพรึง ดุจเสียงจากปีศาจในขุมนรกอันชวนเย็นสันหลังวาบ
เดิมที ซูอี้หาสนใจมากไม่
ทว่ายามเห็นดาบในมือชายผู้นั้น เขาก็อดแสดงเค้าความประหลาดใจมิได้
ดาบเล่มนั้นยาวสามฉื่อสี่ชุ่น เก่าแก่คร่ำคร่า ตัวดาบสีเข้มปนเปื้อนด้วยคราบเกรอะกรังสีแดงเข้ม มิอาจทราบว่าเป็นสนิมหรือโลหิตกันแน่
จิตสังหารอันบริสุทธิ์ ยิ่งใหญ่ถาโถมและเชี่ยวกรากแผ่ออกมาจากตัวดาบ ทำให้แดนดินใกล้เคียงปั่นป่วนพังทลาย ฟ้าดินแปรสีสัน
และนี่เป็นเพีนงปราณของดาบเท่านั้น!
ในสายตานักดาบ ดาบนั้นประหนึ่งบุคคล
เพียงปราณดาบเล่มนี้ก็กระตุ้นจิตของซูอี้ เค้าจิตต่อสู้ในใจถูกจุดประกายขึ้น
“ดาบดีอหังการ หาได้ยากนักที่จะมีปราณบริสุทธิ์ไร้ด่างพร้อย ดูเหมือนวิถีดาบของเจ้าน่าจะเกี่ยวพันกับการสังหาร และดำเนินวิถีอันเนื่องจากการฆ่าฟัน”
ซูอี้กระซิบ
ชายผู้นั้นอดหัวเราะมิได้ ยกนิ้วโป้งกล่าว “ถูกต้อง! มิคาดเลยจริง ๆ ว่าคนหนุ่มอย่างเจ้าจะมีสายตาร้ายกาจทรงพลังยิ่งกว่าพวกราชันเซียนในโลกหล้าเสียอีก ดูเหมือนครานี้ข้าจะมาถูกที่จริง ๆ!”
“ท่านอา ไฉนพวกเขาจึงพูดยกย่องกันเองเสียแล้วเล่าเจ้าคะ?”
ทังเป่าเอ๋อร์อดพึมพำมิได้
ทังหลังฉีเคาะศีรษะน้อย ๆ ของนางเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่รู้อันใดเสียแล้ว! หยุดกล่าวขัดแล้วดูดี ๆ เถอะ นี่อาจจะเป็นศึกอันหาได้ยากยิ่งในโลกหล้า!”
ในช่วงท้าย สีหน้าของเขาเคร่งขรึมจริงจัง เจือเค้าความตั้งตารอขึ้นบนใบหน้า
เขาอยากรู้ว่าซูอี้ ชายหนุ่มผู้มีที่มาลึกลับจะสลายแรงกดดันจากคนคลั่งดาบผู้นี้เช่นไร!
ต้องทราบว่าเขาเป็นผู้นำสิบราชันเซียนแห่งศาลเซียนรวมศูนย์!
ห่างออกไป ซูอี้เองก็รับรู้ถึงทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์ ทว่าหากล่าววาจาใดไม่
เขาในยามนี้สนอกสนใจชายผู้ดูอมโรคทว่ามากฝีมือผู้นี้อย่างลึกล้ำ
ซูอี้ชี้ตนพลางกล่าว “ข้าเองก็เป็นนักดาบ และยามเผชิญผู้สะดุดตา ข้าย่อมพูดมากขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยง”
ชายผู้นั้นผงะ “ผู้สะดุดตา? ฮ่า ๆ ดี! เช่นนั้นวันนี้ ข้าจะตั้งตารอว่านักดาบหนุ่มเช่นเจ้าจะทำให้ข้าประหลาดใจได้เช่นไร!”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “ข้าหวังว่าความสำเร็จวิถีดาบของเจ้าจะทำให้ข้าประหลาดใจได้สักหน่อยนะ หาไม่ วาจาก่อนหน้านี้คงมิแคล้วเล่นฉินต่อหน้าโค”
ว่าพลาง ซูอี้ก็เดินออกจากหุบผาปุจฉาสวรรค์ “เอาล่ะ รีบออกดาบเถอะ”
ชายผู้นั้นหัวเราะร่าเสียงดังลั่น ดูแสนสาใจปรีดา อดนำไหสุราขึ้นยกดื่ม แล้วจึงกล่าวอย่างองอาจไม่ได้ “ได้สิ!”
ภาวะดาบอันดุดันพลันทะลักออกจากร่างชายอมโรค ทะยานสูงเหนือเก้าสวรรค์ ปั่นป่วนทั่วทศทิศ สะเทือนโลกหล้าฟ้าดินไร้ยกเว้น
ให้ความรู้สึกราววจีดาบนับพันหมื่นสนั่นลั่นก้องฟ้าดิน ชวนให้ครั่นคร้ามถึงวิญญาณ
อาภรณ์ของชายผู้นั้นโบกสะบัด ท่าทางบ้าคลั่ง สีหน้าแววตาดุร้ายน่าสะพรึง
คนนั้นเปรียบเช่นกระบี่ เปี่ยมด้วยคมอันเฉียบขาด!
ทังหลิงฉีชะงักอ้าปากค้าง หัวใจตื่นตะลึง คนคลั่งดาบผู้นี้เสียหายสาหัสจากหายนะยุคอวสานเซียน ความแข็งแกร่งย่อมอ่อนแอลงมาก ทว่าไฉนจึงมีแรงกดดันร้ายกาจน่าสะพรึงเพียงนี้?
ทังหลิงฉีไม่ต้องเดาก็รู้ ว่าหากผู้เผชิญหน้าคนคลั่งดาบเป็นเขา เกรงว่าคงถูกฆ่าทันทีอย่างง่ายดายเยี่ยงกอหญ้าเป็นแน่แท้!
ทังเป่าเอ๋อร์เองก็เบิกนัยน์ตากลมโตงดงามของนาง พึมพำว่า “เขา… แตกต่างจากราชันเซียนผู้อื่นแบบคนละชั้นกันจริง ๆ ภาวะดาบเทียบฟ้าจรดแดนเองก็น่ากลัวเกินไป… แย่แล้ว มิใช่ว่าพี่ชายน้อยอยู่ในอันตรายแล้วหรือ?”
ชั่วขณะนั้น หัวใจของสาวน้อยจุกที่คอ
“อำนาจดาบเช่นนี้ ภาวะดาบเช่นนี้… ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
ยามนี้ ดวงตาลึกล้ำของซูอี้เรืองประกาย หัวใจคาดหวังโหยหา ช่างหายากจะพานพบคู่ต่อสู้อันควรค่าในโลกหล้า
และคู่ต่อสู้ซึ่งปรากฏยามนี้ยังเป็นนักดาบอีกด้วย!
นี่คือความประหลาดใจอันน่ายินดียิ่งสำหรับซูอี้
ทันใดนั้น พลังปราณบนร่างของเขาก็เหมือนถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง จากนั้นก็แปรเปลี่ยนอย่างเงียบงัน
พบพานผู้ทำตามใจรัก หัวใจก็คุกรุ่นอยากหวนวิถี!
………………..