บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1614: คนคลั่งดาบ
ตอนที่ 1614: คนคลั่งดาบ
ตะวันอัสดงแผดเผาราวดอกท้อ เจิดจรัสเยี่ยงเปลวเพลิง
ชายผู้ดูอมโรคในอาภรณ์โดดเด่นขี่ล่อสีขาวเดินทางสู่แม่น้ำลั่ว
ชายผู้นั้นสะพายสำรับใส่ดาบ อาภรณ์ผ้ายาวสยาย โพกผ้าสี่เหลี่ยมบนศีรษะ ดูจิตตกซึมกะทือ
เขาถือไหสุรา ถอนหายใจทุกการจิบเมรัย มิอาจทราบได้ว่าริมฝีปากพึมพำสิ่งใด
เหตุใดจึงเป็น… เขาไปได้?
เมื่อเห็นชายขี่ล่อผู้นี้ หลังของทังหลิงฉีก็หนาววาบ ชั้นเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นบนฝ่ามือ ร่างทึ่มทื่อแข็งค้าง
“ท่านอา เกิดอันใดขึ้นกันเจ้าคะ?”
ทังเป่าเอ๋อร์สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดกับผู้เป็นอาทันที
“นั่นสิ เหตุใดเจ้าจึงต้องกลัวด้วย?”
ทันใดนั้น ชายขี่ล่อขาวก็หันมาทอดถอนใจทางพวกเขา “ไฉนคนตระกูลทังเช่นพวกเจ้าจึงขี้กลัวได้เพียงนี้?”
เขาส่ายหน้า ดูผิดหวัง
ทังหลิงฉีสูดหายใจลึก ๆ มิกล้าสบตาอีกฝ่าย ขณะกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก “ต่อหน้าตัวตนเลิศล้ำสะท้านนภาเยี่ยงท่าน ตาเฒ่าผู้นี้ย่อมสั่นสะท้านเยี่ยงเดินย่องเหนือชั้นน้ำแข็งบางเป็นธรรมดา”
ชายผู้นั้นหัวเราะลั่น “อย่าห่วงเลย แม้ข้าจะเสพติดการฆ่าฟัน ข้าก็ฆ่าเพียงผู้สมควรตายเท่านั้น เจ้าเฒ่าเช่นเจ้ามิควรค่าให้ข้าชักดาบหรอก”
กล่าวจบ เขาก็เบนสายตาไปมองทังเป่าเอ๋อร์อย่างสนอกสนใจ “แม่หนู เจ้าคือมุกในมือของตระกูลทังหรือ?”
ทังเป่าเอ๋อร์กะพริบตาและกล่าวว่า “แม้มุกจะงดงาม แต่มันก็พังทลายได้ง่ายที่สุด ข้ายอมเป็นหินกรวดที่ไร้ผู้สนใจยังดีเสียกว่า”
ชายผู้นั้นเสสรวลกล่าว “หงส์เพลิงไก่ป่านั้นแตกต่างฉันใด ไข่มุกกับหินกรวดย่อมแตกต่างฉันนั้น บางผู้เกิดมาอ่อนน้อมดุจหย่อมหญ้า ขณะที่คนเช่นเจ้าถูกลิขิตชะตามาเป็นดวงตะวันเหนือนภา น่าเสียดายนักที่เจ้าเป็นทายาทตระกูลทัง”
กล่าวจบ เขาก็ถอนหายใจ ขี่ล่อมุ่งหน้าสู่มหาบรรพตสุดสวรรค์ ณ อีกฝั่งของแม่น้ำลั่ว
“เอ่อ ไฉนเจ้าจึงเสียดายกันเล่า?”
ชายผู้นั้นตอบโดยมิได้หันกลับมา “น่าเสียดายที่ข้าแตกต่างจากตระกูลทังของพวกเจ้า ต่างวิถีมิอาจบรรจบเจอ”
ทังเป่าเอ๋อร์กลอกตากล่าว “เช่นนั้น ครานี้เจ้าจะมาทำอันใดในเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วกัน?”
ชายผู้นั้นตอบ “ฆ่า”
“ฆ่าใคร?”
“ฆ่าผู้สมควรถูกสังหาร”
เสียงยังมิทันสิ้น ชายขี่ล่อขาวก็หายเข้าสู่มหาบรรพตสุดสวรรค์
ทังหลิงฉีถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แล้วจึงพบว่าอาภรณ์ที่หลังของเขาชุ่มเหงื่อเย็นเฉียบอยู่ก่อนหน้า
“ท่านอา คนผู้นั้นคือใครกัน ไฉนจึงทำให้ท่านกลัวได้เพียงนี้ ท่านเป็นราชันเซียนนะเจ้าคะ!”
หญิงสาวงุนงง
สีหน้าของทังหลิงฉีซับซ้อน “คนผู้นั้นก็เป็นราชันเซียนเช่นกัน แต่เป็นสัตว์ประหลาดผู้อยู่รอดจากยุคอวสานเซียน!”
“กาลก่อน ครั้งที่ศาลเซียนรวมศูนย์ยังไม่ถูกทำลาย เขาเป็นผู้นำสิบราชันเซียนแห่งศาลเซียนรวมศูนย์ เซียนดาบผู้ไร้เทียมทานแห่งแดนเซียน!”
“กาลนั้น เขาหมกมุ่นอยู่กับดาบ ฆ่าคนโดยไร้คำนึง บ้าคลั่งเยี่ยงปีศาจ เขาจึงถูกผู้อาวุโสบางท่านกล่าวขานเป็น ‘คนคลั่งดาบ’!”
เมื่อกล่าวถึงสมญานามนี้ หัวใจของทังหลิงฉีก็ปั่นป่วน
แม้คนคลั่งดาบผู้นี้จะเป็นราชันเซียน แต่ชื่อเสียงเรียงนามอันดุดันของเขาโด่งดังยิ่งกว่ามหาเซียนบางผู้เสียอีก!
ไร้เหตุผลอื่นใด นอกเสียจากดาบวิถีดาบของเขาแข็งแกร่งเกินไป!
“คนคลั่งดาบ? ตำนานวิถีดาบผู้อยู่รอดจากยุคอวสานเซียน? ผู้นำสิบราชันเซียนสูงสุดจากศาลเซียนรวมศูนย์?”
คนฟังอดตะลึงมิได้
ต้องมีอำนาจวิถีดาบร้ายกาจเพียงใด เกียรติภูมิของราชันเซียนผู้หนึ่งจึงทรงพลังยิ่งกว่ามหาเซียนได้?
ทว่าทันใดนั้น นางก็ตระหนักถึงปัญหาหนึ่งและกล่าวอย่างฉงน “แต่หากเขาแข็งแกร่งเพียงนั้น เหตุใดผ่านมาเสียเนิ่นนาน ยามนี้เขาจึงยังเป็นแค่… ราชันเซียนอยู่เล่าเจ้าคะ?”
ทังหลิงฉีกล่าว “เพราะโลกหล้าในทุกวันนี้ เหล่ายอดฝีมือที่เหลือรอดจากยุคอวสานเซียนทุกผู้ล้วนเสียหายอย่างสาหัสจากหายนะที่กวาดล้างทั่วโลกหล้า”
“มหาอำนาจผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนจำต้องซ่อนตัวเพื่อเลี่ยงหายนะเซียนดับเบญจขันธ์ ไร้ผู้ใดกล้าเผยร่องรอยในโลกหล้าจวบยามนี้”
“ส่วนมหาเซียนทั้งหลาย หากไม่ถูกหายนะเทพตามรังควาน ก็ล้วนบาดเจ็บเกินเยียวยา ทำให้พวกเขาน้อยนักจะกล้าปรากฏตัว”
“เหมือนเช่นบรรพชนมหาเซียนในตระกูลเราซึ่งเก็บตัวฝึกฝนนับแต่สิ้นยุคอวสานเซียน หากมิได้ประสบเรื่องที่คอขาดบาดตาย ก็ไร้ผู้ใดกล้าออกมาอย่างบุ่มบ่าม”
“ส่วนตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตมหาเซียนเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากหายนะเช่นกัน พวกเขาอาจยังสามารถปรากฏตัวในโลกหล้าได้อยู่ ทว่า… ทั้งการฝึกฝนและความแข็งแกร่งย่อมอ่อนด้อยกว่าเก่าก่อนมาก กระทั่งยังไร้หวังเลื่อนขอบเขตไปมากกว่านี้ชั่วชีวิต!”
“คนคลั่งดาบก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน”
น้ำเสียงของชายวัยกลางคนหนักแน่นด้วยความมั่นใจ
เพราะว่า ในฐานะคนเก่าคนแก่จากตระกูลทังโบราณ เขารู้ดีกว่าเซียนทั่วไปในโลกหล้ามากนักว่าหายนะยุคอวสานเซียนน่าสะพรึงกลัวเพียงไร
กลุ่มเต๋าโบราณและบุคคลระดับสูงส่วนใหญ่ล้วนล้มหายตายจากด้วยหายนะอันยาวนานนั้นไปสิ้น
ส่วนผู้เหลือรอดแต่ละคนล้วนไดรับบาดเจ็บสาหัส แทบไร้ข้อยกเว้นใด ๆ!
เหมือนเช่นตระกูลทังโบราณของพวกเขา ตัวอย่างในลักษณะเดียวกันก็มีให้พบเห็นมากมาย!
หญิงสาวเข้าใจทันที “แต่หากเป็นเช่นนั้น ก็พิสูจน์ได้แล้วไม่ใช่หรือว่าความแข็งแกร่งของคนคลั่งดาบทุกวันนี้ลดลงไม่รู้เพียงไร ท่านอา มิเห็นต้องกลัวเขาเลยนี่เจ้าคะ”
ทังหลิงฉียิ้มขมขื่น “ยามสมบูรณ์พร้อม คนคลั่งดาบนั้นเป็นตัวตนท้าทายสวรรค์ในหมู่ราชันเซียน ทั้งยังเคยสังหารมหาเซียนมาก่อน หาไม่ ศาลเซียนรวมศูนย์มีราชันเซียนตั้งมากมาย ไฉนเขาจึงได้เป็นสิบมหาราชันเซียนอันดับหนึ่งกันเล่า?”
“ต่อให้พลังชีวิตของเขาเสียหาย ความแข็งแกร่งอ่อนล้าลงหลายส่วน แต่ใครเล่าจะไม่เกรงกลัวยามเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดเช่นนี้?”
ทังเป่าเอ๋อร์กล่าวขึ้นทั้งที่พองแก้ม “พายุพิรุณเคลื่อนหายได้ยามวายุพัด แดนเซียนทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วนะเจ้าคะ!”
“ข้าเคยได้ยินท่านลุงบอกว่า สามแสนปีนับแต่สิ้นหายนะอวสานเซียน มหาเซียนนับพัน ราชันเซียนนับหมื่น และเซียนแท้กับเซียนขอบเขตจักรวาลทั้งหลายได้ปรากฏขึ้นจากสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียน”
“ยิ่งกว่านั้น นี่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยามนี้แดนเซียนปรากฏยุคทอง รุ่งเรืองยิ่งกว่าคราใดนับแต่นิทราแสนยาวนาน!”
“นี่ยังหมายความได้เช่นกันว่าต่อจากนี้ ตัวตนวิถีเซียนจะปรากฏมากขึ้น วีรชนบังเกิดยามกลียุค ผู้เลิศล้ำปรากฏยามรุ่งเรือง ผู้คนทุกวันนี้ย่อมทรงพลังเหนือชั้นกว่าโบราณกาล!”
“ท่านลุงยังบอกอีกด้วยว่าในยุคทองอันปรากฏขึ้นอย่างแช่มช้านี้ ตัวตนที่มีชื่อเสียงและเป็นตำนานนับมิถ้วนจะกำเนิดขึ้นมา!”
“ในแดนเซียนทุกวันนี้ ไม่ช้าก็เร็วจะบังเกิดผู้แข็งแกร่งเลิศล้ำ ฝีมือสะท้านทั่วทุกยุคสมัย เลื่อนขอบเขตถึงขอบเขตมหาศาล ไต่ขึ้นถึงจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ท้าทายประชันตัวตนอันไร้เทียมทานของก่อนยุคอวสานเซียนได้!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ทังเป่าเอ๋อร์ก็มีสีหน้าโหยหาอย่างมิอาจหยุดยั้ง
ธารใหญ่ไหลรินมิหยุดเว้น คลื่นลูกใหม่รังแต่จะทวีความทรงพลัง
ในยุคทองหลังหลับใหลแสนนานนี้ ผู้ใดว่าผู้แข็งแกร่งในปัจจุบันมิอาจประชันกับอดีตกาลได้บ้าง?
ใครเล่าจะกล้าพูดว่าผู้คนสมัยนี้มิอาจไปถึงจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้?
ทังหลิงฉีหัวเราะ
ทว่าเขาก็มิได้กล่าววาจาใด
เพราะสัจธรรมนั้นโหดร้ายเสมอ
จริงอยู่ว่านี่คือยุคทอง จะมีผู้เลิศล้ำอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย ทว่าผู้แข็งแกร่งใดเล่าจะมิเกิดมาพร้อมมรสุมนองเลือด?
บนวิถีเซียนอันยาวนาน บุตรสวรรค์ผู้ภาคภูมิตกตายไม่ขาดช่วง!
หนึ่งบุคคลสำเร็จยิ่งใหญ่ หมื่นโครงกระดูกเรียงรายใต้เท้า!
“แย่แล้ว!”
ทันใดนั้น ใบหน้าสวยของหญิงสาวก็แปรเปลี่ยน “คนคลั่งดาบมาที่นี่ หรือเขาจะไปฆ่าพี่ชายน้อยกันเจ้าคะ?”
ม่านตาของทังหลิงฉีพลันหดตัว สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา “ข้าลืมไปเลย คนคลั่งดาบผู้นี้เคยทำงานรับใช้ภายใต้ศาลเซียนรวมศูนย์ ทว่าศาลเซียนรวมศูนย์ถูกทำลายหายไปในธารยาวแห่งประวัติศาสตร์เสียเนิ่นนาน ยามนี้เขาคงเข้าร่วมกับลัทธิอัคคีเทพไปแล้ว!”
หัวใจของทังเป่าเอ๋อร์บีบแน่น “หากท่านว่าเช่นนั้น พี่ชายน้อยก็ตกอยู่ในอันตรายแล้วเจ้าค่ะ!”
“อาจจะไม่”
ดวงตาของเขาวูบไหว “อย่าลืมสิ แม้สหายเต๋าซูจะมีการฝึกฝนเพียงขอบเขตจักรวาล แต่เขาก็แข็งแกร่งพอจะสังหารราชันเซียนได้! หากเป็นแค่นั้นก็แล้วไป แต่เจ้าลืมแล้วหรือไม่ว่า ราชันเซียนจากลัทธิอัคคีเทพเหล่านั้นตายเช่นไรเมื่อเจ็ดวันก่อน?”
คู่เนตรงามของทังเป่าเอ๋อร์เรืองประกาย ขณะกล่าวอย่างตื่นเต้น “ข้าเกือบลืมเลย ในซากตำหนักอนันตรัตติกาล พี่ชายน้อยดูราวกับหวนคืนถิ่น ไม่เพียงชิงม้วนภาพของจอมราชันอนันตรัตติกาลมาได้ เขายังควบคุมค่ายกลเก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์ได้ด้วย!”
“เหมือนหวนคืนถิ่นหรือ?”
ทังหลิงฉีนิ่งไป ก่อนจะเสสรวลกล่าวในทันใด “สรุปคือ หากคนคลั่งดาบผู้นั้นเผชิญหน้ากับสหายเต๋าซูเข้าจริง ๆ เกรงว่าเขาคงมิอาจชนะได้อย่างขาดลอยก็เป็นได้!”
“ท่านอา เราไปดูกันดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ทังเป่าเอ๋อร์มิอาจรอไหว
ทังหลิงฉีครุ่นคิดสักพัก แล้วจึงกัดฟันกล่าว “เช่นนั้นก็ไปดูกันหน่อย!”
แม้เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วนี้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในหกเขตหวงห้ามแห่งทวีปกกพิสุทธิ์ที่มีความอันตรายยิ่ง ทว่าพวกเขาก็เคยเข้าไปแล้วเมื่อกาลก่อน ทำให้ไร้สิ่งใดต้องเป็นห่วง
……
ณ ซากตำหนักอนันตรัตติกาล
ชายโพกผ้าสี่เหลี่ยม สวมอาภรณ์โดดเด่นหรี่ตามองซากปรักหักพังอันโอบล้อมด้วยเมฆสายฟ้า กระอักไอตัวโยนเป็นครั้งคราว
ใบหน้าอมโรคของเขาแดงก่ำขึ้นจากการไอ
ทว่าเขาหาสนใจไม่ ยังคงยกไหสุราขึ้นดื่มเงียบ ๆ
แต่ล่อสีขาวที่เขานั่งอยู่มิอาจสงบใจได้ สี่เท้าตะกุยตบอย่างร้อนรน ขณะที่ปากส่งเสียงร้องออกมารัวเร็วราวจะเร่งให้เขารีบจากไป
“เจ้าจะกลัวอันใด ข้าก็เคยมาที่นี่แล้วแท้ ๆ”
ชายผู้นั้นลูบหัวของล่อขาว ดวงตาฉายประกายหวนรำลึก “กาลก่อน เพื่อค้นหาวิถีดาบอันสูงกว่า ข้าเคยหารือกับผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาลำดับที่สาม ‘เวินเจี้ยนหยา’ แห่งตำหนักอนันตรัตติกาลนี้”
“ต้องบอกว่าเวินเจี้ยนหยานั้นคู่ควรแก่การเป็นมหาเซียนวิถีดาบผู้แข็งแกร่งที่สุดในตำหนักอนันตรัตติกาล ศึกนั้น เขาต่อสู้กับข้าด้วยความแข็งแกร่งระดับราชันเซียน และแม้ข้าจะชนะเขาได้อย่างฉิวเฉียดในท้ายที่สุด ข้าก็รู้ว่าเขาจงใจอ่อนข้อ มิได้ทุ่มกำลังต่อสู้เต็มที่”
“ในขณะที่ข้า ณ ยามนั้นต่อสู้อย่างสุดชีวิต…”
ดวงตาของชายผู้นั้นวูบไหวอย่างเปี่ยมอารมณ์ “เขาน่ะนะ เป็นหนึ่งในสามนักดาบที่ข้านับถือสูงสุดชั่วชีวิตนับแต่ฝึกฝนดาบมา แต่น่าเสียดายที่หายนะกวาดทั่วโลกหล้าก่อนข้าทันได้เป็นมหาเซียน ข้าไม่เพียงได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่กระทั่งตำหนักอนันตรัตติกาลแห่งนี้ก็พังทลาย…”
จากนั้น เขาก็ถอนใจ ม้วนตัวลงจากหลังล่อขาว “เจ้ารอที่นี่ ข้าจะไปเดินเล่นสักหน่อย”
ไม่นานนัก ชายผู้นั้นก็มาถึงทางเข้าหุบผาปุจฉาสวรรค์
เมื่อมาถึง คิ้วของเขาก็ย่นเล็กน้อย จมูกสัมผัสเค้ากลิ่นคาวเลือดได้!