บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1624: เงาแห่งทวยเทพ
ตอนที่ 1624: เงาแห่งทวยเทพ
สายลมหนาวยะเยือกสะท้านทั่วฟ้าดิน กู่คำรามเยี่ยงมังกรทอดร่าง
ทันใดนั้น เสียงกู่ร้องสะเทือนเก้าชั้นสรวงก็ดังขึ้นพร้อมเงามหึมาบดบังทั่วนภาสวรรค์
เป็นวิหคตัวหนึ่ง
ปีกของมันเป็นเช่นเมฆาเหนือฟ้า ร่างยาวหมื่นจั้งเปี่ยมด้วยรัศมีเซียนเจิดจรัส กรงเล็บสีทองทอประกายเยี่ยงหล่อด้วยทองคำ
ดวงตานั้นเป็นเช่นธารศิลาหลอม สะท้อนแสงศักดิ์สิทธิ์แรงกล้า
เทียบกันแล้ว ขุนเขาทั้งหลายต่างดูเล็กจ้อยไปถนัดตา
ชายชราซึ่งอยู่ไกลออกไปก็กล่าวชมขึ้นว่า “ต้องบอกว่าสัตว์ขนเรียบที่เฒ่าหัวล้านเลี้ยงไว้นี่ใหญ่โตไม่เบา!”
ซูอี้แย้มยิ้ม พญาวิหคเผิงเทียนสลัวนี้ มีหรือวิหคเซียนทั่วไปจะเทียบชั้นได้?
จากคำร่ำลือ วิหคร้ายตัวนี้อ้าปากกลืนดารา กรงเล็บฉีกกระชากอสรพิษมังกรได้ เป็นคู่แค้นวงศาแห่งมังกรทั่วโลกหล้า!
โดยเฉพาะดวงตาแนวตั้งที่ทอประกายของมัน เปิดเผยปริศนาทั่วทั้งโลกหล้านภาสรวง และนำมาซึ่งความรู้ที่ประจักษ์แก่ปริศนาเกินหยั่งคาด!
“เจ้าไปขโมยมันมาจากสุขาวดีมหาดาราได้เช่นไร?”
ซูอี้กล่าวอย่างสนอกสนใจ
นี่คือจิตวิญญาณแท้แห่งสุขาวดีมหาดารา ซึ่งเลอค่าอย่างยิ่ง
“ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ได้ขโมย!”
ชายชรากล่าวอย่างจริงจังประหนึ่งมีชัย “ข้าบอกมันไปว่าหากช่วยข้าเรื่องหนึ่ง ข้าจะหาแม่วิหคเผิงมาเป็นคู่ให้มันในภายหน้า แล้วหัวใจมันก็หมกมุ่นแต่กับเรื่องอย่างว่า ตามข้ามาทันทีเลย”
“ใครใช้ให้ข้ารู้จักเจ้าโจรนี่ดียิ่งเล่า มันน่ะเป็นโจรตัณหากลับมิต่างจากเฒ่าหัวล้านนั่นเลย”
ซูอี้ “…”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเริ่มลงมือ
ปีกของมันกระพือพั่บ ๆ ขณะลอยอยู่บนเวหา และดวงตาแนวตั้งที่หว่างคิ้วของมันก็เบิกขึ้นอย่างเงียบงัน
นั่นเป็นดวงตาแนวตั้งแบบใดกัน?
มันเป็นเช่นประตูอันมืดมิดสู่เก้าขุมอบาย ลึกล้ำ ไร้อารมณ์และแปลกประหลาด เต็มไปด้วยอักขระวิถีลึกลับปรากฏอยู่ภายใน
เมื่อเนตรแนวตั้งนั้นเบิกออก
ตู้ม!
ฟ้าดินถิ่นนี้พลันสะเทือนสั่น อากาศบิดเบี้ยว มิติเวลาราวถูกย้อนกลับ สายลมยะเยือกทั่วฟ้าดินหยุดนิ่ง
ทุกสิ่งประหนึ่งถูกแช่แข็งเอาไว้
และแสงหนึ่งอันเจิดจรัส แผ่ปราณอันเกินจะหยั่งทราบกวาดผ่านทั่วทั้งฟ้าดิน
มันคือแสงเทียนสลัวที่สามารถหยั่งถึงปริศนาแห่งฟ้าดิน กระทั่งสามารถไขปริศนาแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตบางอย่างได้!
“เฮ้อ สมกับที่เป็นเนตรเทียนสลัว หากข้าควักลูกตาของมันมาหลอมเข้ากับ ‘เหรียญทองแดงพยากรณ์’ ของข้าได้ คงไม่ต่างจากพยัคฆ์ติดปีกเลย”
ดวงตาของชายชราดูรุ่มร้อน
ซูอี้กล่าวด้วยเสียงเนิบนาบ “แต่หากทำเช่นนั้น มันจะทำให้เจ้าประสบหายนะมากกว่านี้แน่ ชะตาฟ้าต้องไม่ถูกแพร่งพราย เรื่องนี้หาใช่เรื่องเล็กไม่”
ชายชราคนนั้นพลันสิ้นวาจา เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ยามข้าเดินบนวิถีพยากรณ์นี้ มันก็ไม่ต่างจากการก้าวสู่วิถีอันมิอาจหวนกลับ ไร้หนทางให้ถอยแล้ว”
ขณะสนทนา เสียงกรีดร้องพลันดังขึ้นมา
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวที่บินอยู่กลางอากาศกำลังกรีดร้อง ร่างของมันถูกทัณฑ์อัสนีสีเทาขาวประหลาดฟาดใส่ ผนึกมันเอาไว้กับที่
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวในขณะนั้นไม่อาจหลุดพ้น ร่างกายของมันดูราวกำลังถูกบดขยี้ เกิดรอยแผลขึ้นทั่วทั้งกาย เส้นขนร่วงโรย
ชายชราตกใจ ก่อนจะทะยานสู่เวหา จากนั้นก็โยนเข็มทิศสีดำชิ้นหนึ่งออกไปทันที
เปรี๊ยะ!
เข็มทิศนั้นแหลกเป็นเศษซาก
เมื่อเผชิญกับอสนีบาตสีเทานั้น มันกลับไม่อาจทานทนประหนึ่งกระดาษที่โดนน้ำฝน
ทว่าชายชราหาสนใจสมบัติไม่ เขาพลันคำรามลั่น ดึงเข็มขัดรัดกางเกงของเขาออกแล้วยกขึ้นโบก
เข็มขัดรัดกางเกงของเขาเป็นผ้าสีดำที่ปกคลุมด้วยลวดลายบิดเบี้ยวแลดูประหลาดอย่างหนาแน่น
เมื่อถูกชายชรายกขึ้น ผ้าสีดำนั้นพลันเปลี่ยนเป็นแส้อัสนีอันดุร้าย ฟาดฟันใส่ทัณฑ์อัสนีสายนั้น
ตู้ม!
เสียงสะเทือนเลือนลั่นดังก้องขึ้นมา
สิ่งที่ชวนหนาวยะเยือกนั้นคือ ทัณฑ์อสนีบาตสีเงินขาวนั้นรุนแรงยิ่ง เพียงแตะเบา ๆ ผ้าดำที่ว่าก็ถูกฉีกเป็นสองเสี่ยง!
“อุบ๊ะ!”
ชายชราเดือดดาลจนสบถลั่น
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเองก็กรีดร้อง “ไอ้แก่ชั่ว เจ้าทำอันใดมิได้เลยหรือ? ไม่เห็นหรือไรว่าข้าจะตายอยู่แล้ว? ใช้สมบัติก้นหีบของเจ้าซะ! เร็วเข้า!”
ซูอี้ขมวดคิ้ว ขณะที่เขากำลังจะลงมือนั้นเอง
ชายชราก็ตะโกนลั่น “อย่าขยับ! อย่ามาพัวพันกับอำนาจเช่นนี้ หาไม่ เจ้าจะถูกเทพที่ไม่รู้จักหมายหัว หายนะได้เกิดไม่จบสิ้นแน่!”
ว่าแล้ว เขาก็กัดฟันกรอด ทะยานขึ้นสู่เวหา วงล้อสำริดที่มีขนาดราวหนึ่งฉื่อที่อยู่ในมือพลันฟาดลงอย่างรุนแรง
ตู้ม!!
ทัณฑ์อสนีบาตสีเทาขาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และในที่สุดมันก็ดูจะสู้ไม่ได้และแหลกสลายไป
ทว่าภาพประหลาดพลันบังเกิดขึ้น เมื่อทัณฑ์อัสนีสีเงินขาวแปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสง วงล้อสำริดเก่าคร่ำคร่าก็ปรากฏรอยไหม้นับไม่ถ้วน
ร่างของชายชราเองก็ต้องพิรุณแสงนี้บางส่วน ผิวของเขาจึงถูกแผดเผาจนเป็นรอยกะดำกะด่าง ทำให้ส่งเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวด
ทว่าเขาก็รอดมาได้
หลังจากพญาวิหคตัวนั้นได้รับการช่วยเหลือ มันก็เปลี่ยนขนาดเหลือเพียงหนึ่งฉื่อ โซซัดโซเซก่อนจะยืนตั้งหลักได้บนอากาศ
ทว่าเนตรแนวตั้งของมันกลับหลั่งโลหิต!
เป็นภาพสะเทือนขวัญ!
“บาดแผลเป็นเช่นไรบ้าง?”
ซูอี้ทักถามในทันใด
ชายชราดูจะไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตน เขาฉีกยิ้มตบตักพลางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “สำเร็จแล้ว! ข้าว่าแล้วเชียวว่าเมื่อคนผู้นี้จะหวนคืนสู่แดนเซียน ความลับการหายไปของเขาโอฬารยุทธ์จะต้องปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน!”
กล่าวจบ เขาก็กระอักไอจนตัวโยน ใบหน้าชราซีดขาวไร้สีเลือด แทบหงายหลังร่วงหล่นจากนภา
ชายหนุ่มคว้าร่างของเขาเอาไว้ ขณะรำพึงด้วยถอนใจ “เจ้าตายไป เกรงว่าชีวิตนี้ข้าคงไม่อาจเป็นสุข”
ชายชรากล่าวอย่างอย่างฉุนเฉียว “ไม่ต้องห่วง ในอดีตข้าประสบหายนะมามากมาย โดนอีกสักหนก็ไม่เห็นเป็นไร”
“ข้าไม่แย่ไปกว่าเจ้าหรือ? หากรู้ว่าต้องมาเจอหายนะเช่นนี้ ต่อให้เจ้าหาวิหคเผิงตัวเมียให้ข้าเป็นพัน ๆ ตัว ข้าก็ไม่ยอมมาหรอกเฟ้ย!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวร้องอย่างรวดร้าวระคนไม่พอใจ เส้นขนของมันปลิดปลิว ร่างดูราวกับถูกเผาจนเกรียม กลายเป็นวิหคไร้ขน ดูน่าเวทนาเป็นพิเศษ
ชายชราอดกลาวมิได้ว่า “เลิกไร้สาระแล้วรีบบอกข้ามาว่าเจ้าเห็นอันใด?”
สายตาของชายหนุ่มเบนมองไปทางพญาวิหคเผิงเทียนสลัวเช่นกัน
พญาวิหคกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “ข้าบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ เจ้ายังมีกะใจไปสนเรื่องอื่นอีกหรือ? เจ้าเฒ่าชั่วนี่มิเห็นใจกันเอาเสียเลย!”
ป้าบ!
ชายชราตบกะโหลกอีกฝ่ายอีกหน แล้วกล่าวอย่างเดือดดาล “ข้าทำลายสมบัติลับสองชิ้นเพื่อช่วยเจ้า ซ้ำ ‘กระดานเทพครอบสวรรค์’ ยังเสียหาย ตัวข้าก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้ายังเอาแต่สนใจตัวเองอยู่อีกหรือ?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพลันนิ่งไป ก่อนจะรำพึงว่า “คบคนพาลพานพาไปหาผิด เหตุใดข้าต้องหลงคารมเจ้าเมื่อกาลก่อนด้วยหนอ?”
ขณะที่ชายชรายังไม่ทันลงมือ มันก็รีบเล่าสิ่งที่เพิ่งเห็นด้วย ‘เนตรเทียนสลัว’ ของมัน
“ก่อนหน้านี้ ข้าตรวจสอบที่นี่ และจู่ ๆ ก็เห็นร่องรอยอำนาจอันประหลาดลึกลับ แต่ก่อนจะทันได้มีปฏิกิริยาใด ข้าก็เหม่อลอยเยี่ยงต้องมายาเสียแล้ว”
เค้าความหวาดกลัวปรากฏขึ้นในดวงตาของพญาวิหคเผิงเทียนสลัว “ในแดนมายานั้น ข้าเห็นธารสายยาวทอดตัวผ่านสุญญะ ไพศาลไร้จุดจบ”
“และข้าก็เห็นว่าเหนือธารสายยาวนั้นมีบุคคลมากมายยืนอยู่!”
“มีสตรีผู้หนึ่งขี่หลังหงส์เพลิง โอบล้อมด้วยทะเลเพลิงอันไร้สิ้นสุด”
“หนึ่งบุรุษยืนเหนือหมู่เมฆา สะท้อนดารานับร้อยล้านเบื้องหลัง”
“หลวงจีนร่างผอมมีสามเศียรหกกร เหยียบย่างเหนือทะเลโลหิตภูผาซากศพ ถือพุทธนครอันศักดิ์สิทธิ์กว้างใหญ่ไว้ในมือ”
“ยังมีชายในชุดคลุมนักพรตเต๋าซึ่งดูเหมือนชายหนุ่มนั่งอยู่บนดาบไม้อีกผู้หนึ่ง เมื่อดวงตาของเขากวาดมองมา ก็เห็นปราณดาบอันไร้ขอบเขตเป็นประกายเหนือนภา!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนั้น ร่างของพญาวิหคก็สั่นเทิ้ม “สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือตัวตนในความมืด ข้าเห็นหน้าตาของเขาไม่ชัด ทว่ารอบกายของเขารายล้อมด้วยอักขระกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนเยี่ยงวงแหวนศักดิ์สิทธิ์จากกฎสวรรค์คุ้มกันอยู่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูอี้และชายชราก็มองหน้ากัน พวกเขาคาดเดาได้แล้วว่าธารสายยาวนั้นต้องเป็นธารสายยาวแห่งยุคสมัยอย่างแน่นอน
และตัวตนเหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัยนั้นต้องเป็นเทพกลุ่มหนึ่ง!
สัจธรรมนี้ทำให้พวกเขาทั้งคู่ล้วนครั่นคร้าม ยืนยันได้ในที่สุดว่าการอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์นั้นเกี่ยวเนื่องกับเทพจริง ๆ!
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าวว่า “มันน่ากลัวมาก! เมื่อข้าเห็นผู้ที่ยืนอยู่ในเงามืดเพียงชั่วพริบตาเดียว วิญญาณของข้าก็แสนรวดร้าวราวกับถูกเผาไฟ”
“ขณะที่ข้ากำลังจะทนไม่ไหวนั้นเอง ร่างในความมืดก็พูดขึ้นกะทันหันว่า ‘เจ้ายังมิตายจริง ๆ’ ออกมา”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ พญาวิหคก็พึมพำอย่างสับสน “พูดอันใดเพ้อเจ้อดีแท้ หากตาย ข้าจะเห็นภาพเหล่านี้ด้วยเนตรเทียนสลัวได้เช่นไร? เจ้าว่าจริงหรือไม่?”
ชายชราเหลือบมองเขาและกล่าวว่า “ดูเหมือนการอนุมานก่อนหน้านี้ของข้าจะถูกต้อง การหายไปของเขาโอฬารยุทธ์เป็นฝีมือของทวยเทพ และนี่คือเหยื่อล่อที่เตรียมไว้ให้เจ้า เมื่อเจ้ากลับแดนเซียนมาแล้วมาหาเหยื่อนี้ พวกเทพก็จะรู้ตัวแล้วหมายหัวเจ้า!”
‘เจ้ายังมิตายจริง ๆ’!
คำพูดนี้ย่อมหมายถึงายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา จอมราชันอนันตรัตติกาลผู้หวนคืนจากวัฏสงสาร!
ชายชรารู้ดี
ประโยคนี้เองที่ทำให้เขาอนุมานสัจธรรมส่วนหนึ่งได้!
ทว่าซูอี้รู้ดีว่า ‘เจ้า’ ที่ว่านั้นไม่ใช่เพียงกล่าวถึงหวังเย่ แต่น่าจะสื่อถึงอดีตชาติอีกสองร่างของเขาด้วย!
เพราะเขาเคยพบกับข้ารับใช้เทพที่มีนามว่าหมีเจิน ณ วิถีหมื่นมหันตภัยในเขตหวงห้ามดาราหยกที่จักรดาราตงเสวียนมาก่อน
คนผู้นี้รับใช้อยู่ภายใต้พุทธเจ้าแผดตะเกียง
และในยามนั้น ก็ได้ทราบจากหมีเจินว่าอดีตชาติทั้งสองร่างของเขาตายจากการรุมโจมตีของเหล่าเทพ
หนหนึ่งเกิดขึ้นบนธารยาวแห่งยุคสมัย
หนหนึ่งเกิดขึ้นใน ‘เขตเทพชะตาสรวง’!
และยามนั้นเองที่ซูอี้ตระหนักรู้ว่า แม้ในอดีตชาติจะถูกทวยเทพสังหารมาแล้วสองหน เขาก็มิได้ตายไปจริง ๆ
สิ่งนี้ย่อมเกี่ยวพันกับดาบเก้าคุมขัง!
และเหล่าเทพก็ดูจะรู้แล้วเช่นกันว่าเขาเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ และเพื่อทำลายเขาให้สิ้นซาก พวกนั้นจึงร่วมมือกันป่วนกฎเกณฑ์ในแดนเซียน กวาดล้างทุกคนที่น่าสงสัยมาตลอด
ใช้บัญญัติกฎเกณฑ์ก่อหายนะขึ้นในโลกมนุษย์ สะบั้นวิถีจุติสรวง หยุดไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเซียนขึ้นโดยสิ้นเชิง!
ทั้งยังส่งทูตสวรรค์ลงมาตรวจหาอำนาจวัฏสงสารอีกด้วย!
ทวยเทพกระทำการทั้งหมดนี้เพื่อปิดกั้นวิถีเวียนวัฏของเขา ผู้ถือครองวัฏสงสาร!
ด้วยเหตุนี้ เทียบกับตัวเขายามสามารถประชันกับเทพได้ ตัวเขาในยามนี้… จึงอ่อนแอลงทุกครายามเวียนวัฏ
ภูมิดาราฟ้าดินถูกทำลาย ‘วิถีสู่สวรรค์’ ไปนับแต่โบราณ
ณ จักรวาลพร่างดาว วิถีจุติสรวงแหลกสลายไปในหายนะ
ณ แดนเซียนเบื้องบน หายนะอวสานเซียนซึ่งครั้งหนึ่งเคยกวาดล้างทั่วทั้งโลกหล้า ไม่ว่าจะเป็นเหตุพลิกผันใด ที่ว่ามาต่างก็มีเงาแห่งทวยเทพอยู่เบื้องหลัง!
ยามชายหนุ่มถูกโจมตีจากพุทธเจ้าแผดตะเกียงในอดีตเหนือธารยาวแห่งมิติเวลานั้นเอง เขาก็ถูกสตรีลึกลับที่มีนามว่าลั่วเหยาช่วยเอาไว้
และยามนั้น ลั่วเหยาผู้ทรงอำนาจเพียงพอประชันเทพก็เรียกซูอี้เป็น ‘พี่ชายร่วมวิถี’ อย่างนอบน้อม!