บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1626: ชุมนุมกระท่อมสน
ตอนที่ 1626: ชุมนุมกระท่อมสน
สองวันให้หลัง
ท้องนภาหลังพิรุณโปรยเจิดจรัสเรืองรอง
หนึ่งขุนเขาตระหง่านสูงในฟ้าดิน เป็นสีเขียวขจีท่ามกลางหมู่เมฆลอยพลิ้ว
นั่นคือ ‘บรรพตเซียนต้นเฟิงชาด’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดภูผาศักดิ์สิทธิ์อันลือนามแห่งทวีปกกพิสุทธิ์ในทุกวันนี้ และเป็นที่ตั้งของหอตำราภูผาขจี
ไม่ห่างจากบรรพตเซียนต้นเฟิงชาดนัก มีศาลาโบราณนามว่า ‘ศาลาสัญจร’ อันหมายถึงการต้อนรับขับสู้
ยามนี้ ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากหอตำรากระท่อมสนกำลังพักผ่อนอยู่ในศาลา
“ศาลาแห่งนี้ลือนามทั่วโลกหล้าเมื่อนานมาแล้ว ถูกขนานนามเป็น ‘ศาลาแสวงบุญ’ โดยผู้ฝึกตนในโลกหล้า และผู้ถูกยกย่องก็ย่อมไม่พ้นเหล่าปราชญ์ของหอตำราภูผาขจี”
ชายวัยกลางคนชุดขาวผู้หนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อกาลก่อน หอตำราภูผาขจีได้รับการแต่งตั้งเป็นสำนักขงจื่อดั้งเดิมในแดนเซียนโดยศาลเซียนรวมศูนย์ แต่น่าเสียดายที่… ทั้งหมดเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว”
ว่าแล้วเขาก็ส่ายหน้า ดูมิได้สนใจเท่าไรนัก
ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งกล่าวขึ้น “ศิษย์พี่กล่าวได้ถูกต้อง เกียรติภูมิและชื่อเสียงของหอตำราภูผาขจีในทุกวันนี้ตกต่ำลง ไม่ได้เลิศล้ำเช่นกาลก่อนอีกแล้ว ตลอดกาลนานมาใน ‘มหกรรมประชันจำแนกคัมภีร์’ ซึ่งสามหอตำราหลักจัดขึ้นทุกพันปี หอตำราภูผาขจีก็รั้งท้ายเสมอมา ไม่คู่ควรกับคำว่า ‘สำนักขงจื่อดั้งเดิม’ อีกต่อไปแล้ว”
ชายวัยกลางคนชุดขาวกล่าวว่า “เป็นธรรมดา ผู้ใดเล่าจะไม่รู้ว่าทุกวันนี้ หอตำรากระท่อมสนของเราเป็นสำนักขงจื่ออันดับหนึ่งในโลกหล้า?”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าว ผู้อื่นก็สนับสนุนอย่างมาก
“พอแล้ว หยุดพูดถากถางกันได้แล้ว”
เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาและเต็มไปด้วยอำนาจ ทำให้หัวใจของทุกผู้หนาวเยือก ไม่กล้าส่งเสียงกันด้วยเรื่องนี้อีกในทันใด
และสายตาของพวกเขาต่างหันมองคนผู้หนึ่งเป็นตาเดียว
นางเป็นสตรีผู้นั่งอยู่ ณ ใจกลางศาลา สวมมงกุฎดอกฝ้ายและปักปิ่นลูกปัดหยกเสียบอยู่บนศีรษะ ท่าทางงดงาม
นางมีใบหน้างดงาม ให้ความรู้สึกเย็นชา เหมือนกับสาววัยสิบแปด ทว่าสีหน้าแววตาของนางกลับให้ความรู้สึกราวกับเจนโลก ทว่ากลับเพิ่มเสน่ห์สง่างามให้แก่นาง
หนึ่งในผู้อาวุโสราชันเซียนอันสูงส่งที่สุดในหอตำรากระท่อมสน
นางนั่งมองบรรพตเซียนต้นเฟิงชาดจากไกล ๆ แล้วกล่าวขึ้นเสียงเบา “พยัคฆ์เฒ่าไม่สิ้นลาย แม้หอตำราภูผาขจีจะตกต่ำ แต่ก็มิอาจประมาทมรดกของมันได้ ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าสมบัติสองชิ้นนาม ‘ดาบปลายมนตระการเที่ยง’ และ ‘ระฆังใจแน่วแน่’ ที่ศาลเซียนรวมศูนย์มอบให้ก็ยังอยู่ในมือหอตำราภูผาขจี”
“จากกฎศิษย์สำนักขงจื่อเช่นเรา การถือสมบัติทั้งสองชิ้นนี้เท่านั้นจึงเรียกได้ว่าเป็น ‘สำนักขงจื่อดั้งเดิม’”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของเนี่ยเวยรุ่ยก็ปรากฏความแน่วแน่ “ครานี้ ข้าได้รับคำสั่งจากเจ้าหอตำราให้มาหารือกับราชันเซียนในหอตำราภูผาขจี ไม่ว่าเช่นไร ข้าต้องนำ ‘ดาบปลายมนตระการเที่ยง’ กลับหอตำรากระท่อมสนของเราให้จงได้!”
ชายวัยกลางคนชุดขาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสเนี่ยลงมือเอง จะต้องสำเร็จลุล่วงแน่นอน”
คนอื่น ๆ ต่างพากันพยักหน้า
ยามนี้ ณ ฟ้าดินที่อยู่ไกลออกไป ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งพลันเดินทอดน่องราวชมนกชมไม้มายัง ‘ศาลาสัญจร’ แห่งนี้
อาภรณ์เขียวเรียบง่ายไม่สะดุดตา เขาคือซูอี้
การกระทำนี้ดึงความสนใจของพวกเนี่ยเวยรุ่ยให้หันมอง โดยเฉพาะเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินมายังศาลาราวกับอยู่ในแดนไร้ผู้คน พวกเขาก็อดประหลาดใจมิได้
ชายวัยกลางคนชุดสีขาวแค่นเสียงตำหนิอย่างเย็นชา “เจ้าหนุ่ม มิเห็นหรือว่าเรากำลังหารือกันอยู่ เข้ามารบกวนกันจะเป็นการเสียมารยาทนะ!”
ซูอี้เหลือบมองเขาและกล่าวว่า “ศาลานี้ เจ้าเป็นคนสร้างหรือ?”
ชายวัยกลางคนชุดขาวพลันสิ้นวจี
ศาลานี้คือสถาน ‘ต้อนรับขับสู้’ ของหอตำราภูผาขจี ไม่ว่าผู้ใดที่มาเยือนล้วนต้องรอที่นี่
และซูอี้ก็มานั่งบนม้านั่งศิลาข้างกายเนี่ยเวยรุ่ย หยิบไหสุราขึ้นดื่มแล้ว
เมินสายตาพิกลรอบกายโดยสิ้นเชิง
ท่าทีสุขุมผ่อนคลายนี้ทำให้เหล่าผู้ทรงอำนาจจากหอตำรากระท่อมสนซึ่งมีระดับต่ำสุดที่ขอบเขตสุญตาต่างประหลาดใจ
เพราะถึงอย่างไร ผู้ฝึกตนเซียนซึ่งพอมีตามีแววสักนิดไม่ว่าผู้ใดก็คงรู้ตัวตนของพวกเขาแต่แรกพบ และมิกล้าเข้ามาใกล้พวกเขาง่าย ๆ เช่นนี้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาถูกปฏิบัติด้วยราวไร้ตัวตน นั่งตระหง่านหาใส่ใจไม่
นี่ไม่รู้หรือไร้ความกลัว?
“เจ้าหนุ่ม เจ้ามาทำอันใดที่หอตำราภูผาขจีนี่?”
บางผู้อดถามมิได้
เขาตอบด้วยเสียงราบเรียบ “บุกสิบสองหอภูผาขจี”
ทุกผู้ล้วนประหลาดใจ และอดมองซูอี้ใหม่อีกหนมิได้
แม้พวกเขาจะมาจากหอตำรากระท่อมสน แต่ก็รู้เช่นกันว่านับแต่สิ้นยุคอวสานเซียน ก็ไม่มีผู้ใดผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้อีกเลย!
กระทั่งกาลก่อนยุคอวสานเซียนปรากฏเนิ่นนาน ผู้ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้ยังมีเพียงน้อยนิด
จนกระทั่งเวลานี้ ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในโลกหล้าต่างหลงลืมไปแล้วว่ามีแดนพิสูจน์ตนเช่นนี้อยู่ในหอตำราภูผาขจีด้วย!
และยามนี้ จู่ ๆ คนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้น อ้างว่าจะบุกสิบสองหอภูผาขจีในวันนี้ ใครเล่าจะมิแปลกใจ?
ยิ่งกว่านั้น ในสายตาพวกเขา ชายหนุ่มชุดเขียวตรงหน้าอย่างมากก็อายุยี่สิบเศษ ปราณเรียบง่ายดาษดื่นราวกับไร้การฝึกฝนไม่อาจหยั่งเบื้องลึกใด ๆ ได้มากเลย
‘เจ้านี่ต้องเป็นคนบ้า เป็นพวกไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเป็นแน่’
หลายคนลอบพึมพำในใจ
ยิ่งผู้ฝึกตนสำเร็จสูงส่ง ยิ่งรู้ดีว่าการประชันสิบสองหอภูผาขจีนั้นยากเย็นเพียงไร แทบไร้ความหวังสำเร็จ!
ชั่วขณะนั้น หลายคนอดมิได้ที่จะหัวเราะพลางส่ายหน้า
ในโลกนี้หาขาดกบในกะลาไม่!
ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งกล่าวอย่างสนอกสนใจ “เรื่องการบุกทดสอบสิบสองหอภูผาขจีนี้ ตัวตนไร้เทียมทานมากมายในโลกหล้าล้มเหลวกันไปแล้วนะ”
เมื่อสามหมื่นสี่พันปีก่อน ‘โจวเวิน’ ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลไปยังสิบสองหอภูผาขจี แต่ท้ายที่สุดก็ต้องหยุดที่ชั้นเก้า”
“สองหมื่นเก้าพันปีก่อน หลี่ฝูเอ่อร์ ปีศาจท้าทายสวรรค์จากลัทธิกำเนิดเอกภพ เลื่องลือในฐานะ ‘บุคคลอันดับหนึ่งในขอบเขตจักรวาล’ ต้องหยุดที่ชั้นสิบ”
…คนผู้นี้ร่ายรายนามตัวตนอันมีชื่อเสียงเลื่องลือเพียงพอสะท้านยุคสมัยได้ออกมา
ท้ายที่สุด เขาก็กล่าวเย้าหยอกกับอีกฝ่าย “ท่านจะเทียบกับคนเหล่านี้ได้เช่นไร?”
ซูอี้กล่าวเนิบ ๆ “ไฉนข้าต้องไปเทียบตนกับพวกผู้แพ้เช่นนั้นด้วย?”
ทุกผู้ “…”
เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้ว!
“หมายความว่า เจ้าคิดว่าเจ้าทำได้หรือ?”
ชายหนุ่มรูปงามกล่าว
ซูอี้จิบสุราจากไหและกล่าวว่า “คำถามเช่นนี้หากออกจากปากเด็กสามขวบยังพอเข้าใจได้ แต่ในเมื่อมันออกจากปากศิษย์หอตำรากระท่อมสนนั้นดูจะใช้ไม่ได้กระมัง เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าข้าจะทำได้หรือไม่ มันเกี่ยวอันใดกับเจ้าเล่า?”
ใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามแดงก่ำ สีหน้าดูแทบไม่ได้เล็กน้อย
คนอื่น ๆ เองก็ประหลาดใจ วาจาเหล่านี้เพียงพอพอสูจน์แล้วว่าอีกฝ่ายรู้ที่มาของพวกเขามาแต่แรก ทว่ายังกล้าล้อเลียนสหายร่วมสำนักพวกเขาว่าแย่กว่าเด็กสามขวบ ความกล้าและความมั่นใจนี้ผิดปกติแล้ว
“เจ้า…”
ชายหนุ่มรูปงามโกรธเคืองอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง
เนี่ยเวยรุ่ยซึ่งมิเคยปริปากกล่าวขึ้นเสียงเย็น “พูดถึงเรื่องของผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล พอถูกโต้แย้งก็ไม่รู้จักสำรวมตน มิน่าอายหรือ?”
ชายหนุ่มรูปงามชะงักนิ่งไป
คนอื่น ๆ ต่างก็ไม่กล้ากล่าววาจาอื่นใด ทว่าหัวใจนั้นอึดอัดเหลือแสน
ชายหนุ่มผู้นี้มิเพียงโผล่มาจากหนใดไม่อาจทราบ ยังมานั่งในศาลานี้แล้วใช้วาจาเย่อหยิ่ง กระทั่งกล้าล้อเลียนสหายพวกเขาว่าไร้ยางอาย ผู้ใดเล่าจะมิโกรธเคือง?
ส่วนเนี่ยเวยรุ่ยนั้นทำเพียงเหลือบมองชายหนุ่มแล้วเลิกสนใจ เป็นเช่นคำสั่งสอนในลัทธิขงจื่อว่า ‘อย่ามองสิ่งมิดีงาม อย่าฟังสิ่งมิดีงาม อย่ากล่าวและหลงไปกับสิ่งมิดีงาม’
ทว่ามันก็พอเข้าใจได้ว่าเป็นการเมินชายหนุ่มประหลาดอย่างซูอี้ไปโดยตรง
ซูอี้หาสนใจไม่
นางก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน
แม้ว่าจะนั่งอยู่ในศาลาเหมือนกัน ทว่าทั้งสองต่างแบ่งแยกจากกันอย่างชัดเจน
ไม่นานนัก กระเรียนเซียนสีขาวปลอดเยี่ยงหิมะตนหนึ่งก็ทะยานออกมาจากบรรพตเซียนต้นเฟิงชาด และเมื่อมาถึงศาลาก็กล่าวขึ้นว่า “ผู้นำหอตำราออกคำสั่งให้ข้ามาเชื้อเชิญสหายเต๋าทั้งหลายจากหอตำรากระท่อมสนไปยัง ‘หอประชุมประชันวาที’ ขอรับ”
ทันใดนั้น บางผู้ก็กล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ “หอตำราภูผาขจีของพวกเจ้านี้ยิ่งใหญ่เสียจริง ๆ ข้ารอตามมารยาทอยู่นาน แต่เจ้ากลับส่งสัตว์ขนเรียบนี่มาทักทายเราหรือ?”
ทุกผู้ต่างแสดงความไม่พอใจ
เนี่ยเวยรุ่ยหาใส่ใจไม่ จากนั้นนางก็ลุกขึ้นกล่าวอย่างราบเรียบ “ไปกันเถอะ เราไม่ได้มาเป็นแขกที่นี่ เป็นเรื่องปกติหากการต้อนรับจะไม่ดีเท่า”
เมื่อทุกผู้เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็ทำได้เพียงอดทน
พวกเขาติดตามเนี่ยเวยรุ่ยมุ่งหน้าไปยังบรรพตเซียนต้นเฟิงชาดที่อยู่ไกลออกไปทันที
ซูอี้นั่งนิ่ง จ้องมองบรรพตเซียนต้นเฟิงชาดอยู่เนิ่นนาน
ไม่นานจากนั้น ร่างหนึ่งก็เข้ามาหาอย่างรีบร้อน
คนผู้นี้สวมอาภรณ์บัณฑิตขงจื่อ ท่าทางโดดเด่น ถือดาบหยกปลายมน และเมื่อพบชายหนุ่มนั่งอยู่ในศาลา เขาก็อดเสสรวลมิได้ “สหายเต๋าซู เป็นเจ้าจริง ๆ!”
ซูอี้ผงะไป เผยสีหน้าประหลาดใจ
ผู้มานั้นคือเมิ่งซินกวน!
ณ งานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า เมิ่งซินกวนผู้เป็นลำดับที่สองในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลเคยได้รับความสนใจของซูอี้
ยามนั้น เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าเมิ่งซินกวนฝึกฝน ‘คัมภีร์ทะเลชาง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่คัมภีร์โบราณของหอตำราภูผาขจี ทำให้ปราณในร่างของเขายิ่งใหญ่ดุจทะเล ใช้ร่างเยี่ยงคชสารเยื้องย่างไร้ร่องรอย ดีเลิศยิ่งนัก
และยามนี้เอง ซูอี้จึงตระหนักว่าในยุคทองแห่งแดนเซียนนี้ ผู้เก่งกาจเลิศล้ำไร้เทียมทานมากวาสนาก็ได้เกิดขึ้นในโลกมากมาย
เมิ่งซินกวนกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในนั้น
ไม่น่าแปลกใจเลยหากคนผู้นี้จะได้เข้าสู่ขอบเขตมหาเซียนในภายหน้า
สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจก็คือ เมิ่งซินกวนเป็นผู้ออกมาพบเขาในยามนี้
“เจ้ารู้หรือว่าข้าจะมา?”
ซูอี้ลุกขึ้นถาม
“ไม่นานนี้ ผู้อาวุโสทังหลิงฉีกับแม่นางทังเป่าเอ๋อร์จากตระกูลทังโบราณมายังหอตำราภูผาขจีของข้าด้วยตนเอง และยามนั้น พวกเขาก็นำรูปวาดของสหายเต๋าซูออกมาด้วย ข้าจึงรู้ทันทีที่เห็น และผู้นำหอตำราจึงออกคำสั่งให้ข้าออกมาต้อนรับยามสหายเต๋าซูมาถึง”
เมิ่งซินกวนอธิบายด้วยรอยยิ้ม
ตอนที่อยู่ในงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า เขาได้เห็นกับตาว่าซูอี้สังหารยอดฝีมือจากเผ่ามารไร้ลักษณ์ ‘ลี่เฟิงหาน’ เช่นไร และในใจก็นึกชื่นชม
ยามนี้เมื่อได้พานพบอีกฝ่ายอีกครั้ง ในใจของเมิ่งซินกวนย่อมรู้สึกปรีดา
เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “หลังจากกันที่ทะเลสาบแว่นฟ้า ข้าก็ไร้โอกาสได้สนทนากับสหายเต๋า ยามนี้เมื่อสหายเต๋ามายังหอตำราภูผาขจีของข้า ข้าก็ต้องแสดงมิตรภาพในฐานะเจ้าบ้านอย่างแน่นอน!”
ว่าแล้ว เขาก็นำทางซูอี้ไปยังบรรพตเซียนต้นเฟิงชาด
………………..