บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1628: เลิศลายลักษณ์สลักอักษร
ตอนที่ 1628: เลิศลายลักษณ์สลักอักษร
………………..
ตอนที่ 1628: เลิศลายลักษณ์สลักอักษร
ซูอี้จ้องมองนาม ‘หลี่หนานตู้’ อันสลักบนแท่นศิลาอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะละสายตา
ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว รัตติกาลกำลังโรยตัว
ทว่าซูอี้หารีรอไม่ เขาตัดสินใจเริ่มทดสอบในสิบสองหอภูผาขจียามนี้เลย
เมิ่งซินกวนมองร่างของซูอี้เดินขึ้นเขานำสู่ยอดเขาภูผาขจีแล้วหันหลังจากไป
……
เขาภูผาขจี
ซูอี้เดินขึ้นเขาตามลำพัง
ในใจของเขาไม่อาจหยุดคิดถึงภาพจำยามเยาว์แห่งอดีตชาติได้
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะประสบการณ์ยามเยาว์ของหวังเย่เมื่ออดีตชาติเป็นประหนึ่งรอยตราอันมิอาจลบเลือนของเขา
และหลี่หนานตู้ก็เป็นผู้ชี้ทางหวังเย่สู่วิถีฝึกฝนเป็นผู้แรก!
ยามอายุได้เจ็ดปี หวังเย่ก็ได้ฝึกฝนข้างกายหลี่หนานตู้แต่นั้นมา และจากนั้น เขาก็ได้รับรู้แต่เนิ่นนานว่าหลี่หนานตู้มาจากหอตำราภูผาขจี และเคยเป็นผู้อาวุโสผู้หนึ่งในหอตำรา
หลี่หนานตู้ยึดหลัก ‘ทำคุณแก่โลกา’ เป็นความมุ่งหมายชั่วชีวิตของเขา และมาประจำการยังด่านสวรรค์ชั้นหกเป็นเวลา 64,000 ปี ระหว่างนั้น เขาบาดเจ็บมิอาจนับครั้ง สังหารศัตรูเกินคณานับ แขวนชีวิตไว้ ณ ทัพหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า!
ทว่าหลี่หนานตู้ไม่เคยสะทกสะท้าน เขามุ่งมั่นเฉียบขาด ปัญญาหลักแหลมและมองการณ์ไกล วาจาและการกระทำของเขาส่งผลกระทบอย่างลึกล้ำต่ออุปนิสัยของหวังเย่ในยามเยาว์
จนเมื่อหวังเย่อายุได้ยี่สิบเจ็ดปี เขาก็บุกทะลวงค่ายศัตรู ฆ่าฟันละเลงเลือดบนสนามรบสามสิบวันต่อเนื่อง เผชิญภยันตรายเดิมพันชีวิตมากมาย และกลับมาพร้อมศีรษะศัตรูนับพันนับหมื่นด้วยตัวคนเดียว
ทว่าสิ่งที่รอพบเขาอยู่นั้นดุจโลกทั้งใบพังทลาย
ด่านสวรรค์ชั้นหกแตกพ่าย!
ศีรษะของหลี่หนานตู้ถูกแขวนสูงบนกำแพง
ลุงของเขาหวังเสวียนถิงถูกแล่เนื้อถลกหนัง จิตวิญญาณแหลกสลาย
สหายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่เขาล้วนแปรเปลี่ยนเป็นกองซากกระดูก
และฆาตกรก็คือบิดาแท้ ๆ ของเขา ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจในฝ่ายมารนอกแดน!
ยามนั้น หวังเย่เสียสติสิ้นคำนึง!
วันนั้น บิดาของเขาเดินลงมาจากยอดกำแพงด่านสวรรค์ชั้นหก จ้องตาเขาแล้วปรามาสอย่างไร้อารมณ์
“แม่เจ้าเป็นหญิงแพศยา และเจ้าเองก็เป็นบุตรไร้ยางอาย!”
บิดาเขายังกล่าวด้วยว่า “ยามนี้ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า ข้าอยากให้เจ้าเห็นนักว่าโลกหล้านี้จะปฏิบัติต่อเจ้าเช่นไรในภายหน้า!”
“หากทนมิไหว มาคุกเข่าสำนึกผิดตรงหน้าข้า แล้วข้าจะให้ที่พึ่งพิงเจ้า!”
หลังกล่าววาจาเหยียดหยามดูแคลนเหล่านี้เสร็จ เขาก็นำทัพมารนอกแดนจากไป
วันนั้น หวังเย่คุกเข่าลงเผชิญด่านสวรรค์ชั้นหก หลั่งน้ำตาโลหิตสองสาย
แม้กาลเวลาเคลื่อนผ่าน หวังเย่ได้บุกทะลวงแลกชีวิตเข้าสู่เผ่ามารนอกแดน ประหารบิดาผู้ย่ำยีมารดาของเขาหวังเสวียนซู่ และกวาดล้างทัพยอดฝีมือมารแสนตนลงก็ตาม
แม้หวังเย่จะได้เถลิงสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน หนึ่งดาบสยบทั่วหล้าในกาลต่อมา
แต่ทั้งหมดนี้ก็มิอาจช่วยชีวิตของหลี่หนานตู้ได้
ทุกสิ่งที่เขาประสบในยามเยาว์ย่อมกลายเป็นบ่วงคล้องคออันขื่นขมตรอมตรมซึ่งหวังเย่มิอาจลบล้างได้ในใจ
‘อาจารย์ วันนี้ข้ามายังหอตำราภูผาขจีที่ท่านภาคภูมิใจตลอดชั่วชีวิตแล้ว และยามนี้ ข้าจะเป็นผู้แทนตัวข้าในอดีตชาติ เติมเต็มสัญญาที่ข้ารับปากท่านไว้ในกาลก่อน’
ซูอี้พึมพำในใจ
ในใจของเขาปรากฏร่างของชายชราร่างผอมผู้หนึ่ง กล่าวกับหวังเย่วัยสิบหกด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าหนู เจ้าเป็นศิษย์ที่ข้าหลี่หนานตู้ดูแล หากภายหน้ามีโอกาส เจ้าต้องกลับไปยังหอตำราภูผาขจีของข้าเพื่อผ่านสิบสองหอภูผาขจีนั่นเสียนะ!”
ว่าแล้ว ชายชราก็ตบบ่าหวังเย่ “ศิษย์ไม่จำเป็นต้องด้อยกว่าอาจารย์ ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้!”
ยามนั้น หวังเย่ตอบตกลงเรื่องนี้อย่างหนักแน่น!
โชคร้ายที่หลี่หนานตู้ถูกสังหารไปก่อนที่หวังเย่จะได้เติมเต็มคำสัญญานี้ และหวังเย่เองก็ถูกแดนเซียนมองเป็นคนทรยศ จำต้องระหกระเหินหลบซ่อนในโลกหล้า
จนภายหลัง เมื่อหวังเย่สามารถตั้งหลักได้ในแดนเซียนโดยแท้จริง เขาก็สิ้นคุณสมบัติเข้าทดสอบสิบสองหอภูผาขจีเสียแล้ว
ขณะครุ่นคิด ซูอี้ก็มาถึงศาลาแห่งแรกแล้ว
ภายในศาลามีกระดานไม้ไผ่และพู่กันด้ามหนึ่งวางอยู่
ระดับแรกนั้นมีนามว่า ‘เลิศลายลักษณ์สลักอักษร’ เป็นการทดสอบการฝึกฝนของเซียนขอบเขตจักรวาล
ผู้ทดสอบต้องหยิบพู่กันบนกระดานไม้ไผ่ขึ้นมา และใช้การฝึกฝนของตนเขียนข้อความลงบนกำแพงโถงหลัก มิจำกัดเนื้อหา
หาก ‘เลิศลายลักษณ์สลักอักษร’ ก่อเกิดความสอดคล้องร่วมกับสามค่ายกลวิถีหลักบนกำแพง ผู้ทดสอบก็เรียกได้ว่าเป็นยอดคน ท่ามกลางหมื่นบุคคลไร้คู่เปรียบ ถูกจัดเป็นลำดับสอง
หากมันสอดคล้องกับค่ายกลวิถีหลักสี่ถึงหกค่าย ผู้ทดสอบก็เรียกได้ว่าเป็นผู้เลิศล้ำยากพานพบในโลกหล้า ถูกจัดเป็นลำดับหนึ่ง
และหากสอดคล้องกับค่ายกลวิถีหลักเจ็ดถึงเก้าค่าย ผู้ทดสอบก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมไร้เทียมทานตราบบรรพกาลจวบปัจจุบัน เรืองรองในโลกหล้า และถือเป็นสุดยอด
ตลอดกาลแต่นานมา มียอดฝีมือนับไม่ถ้วนผ่านบททดสอบชั้นแรกนี้ ทว่าน้อยคนนักจะถูกจัดเป็นลำดับหนึ่ง
และยอดฝีมือผู้ได้เป็นสุดยอดนั้นก็แสนยากเย็นจะได้พบในรอบพันหมื่นปี!
ควรค่ากล่าวถึงว่าหากคิดทะลวงผ่านสิบสองหอภูผาขจี ลั่นระฆังสิบสองหน ผลของชั้นแรกนี้ต้องอยู่ในจุดสุดยอด
ซูอี้มิคิดสนใจผ่านระดับนี้สักเท่าไหร่
เขาหยิบพู่กันขึ้นมา เดินสู่ผนังข้างโถงแล้วโบกพู่กันขีดเขียน
พรึ่บ!
เมื่อปลายพู่กันจรดลง กำแพงโถงพลันเรืองรัศมี บุปผามหาวิถีอันดูราวมีชีวิตจริงเบ่งบาน ชั้นกลีบคลี่แย้ม ตรึงตาตระการสีสัน เจิดจรัสเลิศล้ำ
ยิ่งซูอี้สะบัดลากข้อมือแต่งแต้ม บุปผามหาวิถีก็พากันเบ่งบานดอกแล้วดอกเล่า สว่างไสวทั่วทั้งโถง
บุปผามหาวิถีอันน่าอัศจรรย์นั้นแทนถึงค่ายกลวิถีหลักหนึ่งค่าย
เมื่อซูอี้เขียนไปได้ครึ่งทาง เก้าบุปผาก็เบ่งบาน ส่งเขาสู่จุดสูงสุด ความสำเร็จเพียงเท่านี้ก็เพียงพอกล่าวได้แล้วว่าเป็นผลงานชิ้นเอกสะเทือนโลกหล้าทุกยุคสมัย!
ทว่ามันไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น
สิบ สิบเอ็ด สิบสอง… บุปผาเลิศล้ำพากันผุดขึ้นเบ่งบานจากปลายพู่กันของซูอี้ดอกแล้วดอกเล่า
จนกระทั่งซูอี้ลดพู่กันลง
บนกำแพงโถงสี่ทิศ บุปผางามสิบแปดดอกคลี่บานเป็นชั้น แต่ละดอกจัดเรียงพอเหมาะพอเจาะ สร้างการสั่นพ้องอันน่าอัศจรรย์
พิรุณแสงสายแล้วสายเล่าหลั่งไหลดุจน้ำตกลงบนร่างของซูอี้ แทรกซึมเข้าไปควบแน่นการฝึกฝนของเขา
เพียงไม่กี่พริบตา นิมิตทั้งหมดนี้ก็หายไป
และการฝึกฝนของซูอี้ก็พัฒนาขึ้นเล็กน้อย!
เมื่อมองบนกำแพงอีกครั้ง ข้อความสีทองประโยคหนึ่งก็กำลังเลือนหายไปทีละน้อย
มันอ่านว่า…
‘ศิษย์ไร้จำเป็นต้องด้อยกว่าอาจารย์ ก้าวข้ามบรรพชนสู่สุดยอด!’
นี่ไม่ใช่เพียงความคิดในใจซูอี้ แต่ยังเป็นความคาดหวังของหลี่หนานตู้ต่อหวังเย่ก่อนสิ้นใจด้วย
ซูอี้วางพู่กันลง แล้วหันหลังจากไป
ศาลาชั้นแรกพลันหวนคืนสู่ความเงียบสงบแต่เก่าก่อน
ทว่า ณ สถานที่อันมิอาจล่วงรู้ เสียงชราวัยเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแสนตกตะลึง
“จรดพู่กันกำเนิดสัจธรรม สิบแปดบุปผาคลี่บาน! ต้องเป็นผู้ร้ายกาจท้าทายสวรรค์จากหนใดกัน จึงทำได้เช่นนี้?”
สิ้นคำ อีกเสียงก็กล่าวขึ้นอย่างร้อนรนกระเพื่อมสั่น “แน่ใจได้เลยว่านับแต่สร้างสิบสองหอภูผาขจีขึ้น ไร้ผู้ใดทำได้ถึงขั้นนี้มาก่อน!”
“มิเคยพบเห็นที่ใด!”
“คนผู้นี้คือใครกัน? ไฉนจึงไม่เคยคุ้นหน้ามาก่อน? ตรวจสอบเสียยามนี้เลยดีหรือไม่?”
“อย่าเพิ่งลนลาน ดูก่อนเถิดว่าเขาไปได้ไกลเพียงใด”
“ก็ได้”
…เสียงหารือ ณ ที่ลับเงียบลงในไม่ช้า
ทว่าผู้อาวุโสซึ่งกำลังเสวนานั้นหารู้ไม่ว่าในการทดสอบก่อนหน้านี้ ซูอี้ไม่ได้ใช้การฝึกฝนของตนแม้แต่น้อย
หาไม่ ผลลัพธ์จะต้องมากกว่านั้นแน่นอน
……
ในศาลาชั้นสองมีหม้อสำริดโบราณสูงเพียงหนึ่งฉื่อวางอยู่เก้าใบ
นามของระดับนี้คือ ‘มากกำลังทูนหม้อ’ เป็นการทดสอบกำลังกายของผู้ทดสอบ
หม้อสำริดแต่ละใบล้วนแต่เป็นอาวุธเซียน แม้จะดูมีขนาดสูงเพียงฉื่อ แต่ใบที่เบาที่สุดก็เทียบน้ำหนักได้กับบรรพตเซียนหมื่นจั้ง!
และหม้อสำริดโบราณซึ่งหนักที่สุดนั้น กล่าวกันว่าสร้างขึ้นจาก ‘แก่นเบญจปฐวี’ ปฐมสวรรค์ และกระทั่งยอดฝีมือพุทธวัชระซึ่งฝึกฝนกายเนื้อพิสูจน์วิถียังยากจะขยับเคลื่อนมันได้
อย่าว่าแต่จะแบกมันขึ้นบ่าเลย
สิ่งที่ผู้ทดสอบต้องทำคือเลือกหม้อสำริดมาใบหนึ่ง และใช้พลังกายยกมันขึ้นมา
เมื่อซูอี้มาถึง ก็มีสายตามากมายลอบมองมาทางเขา
“เจ้าว่า เขาจะเลือกหม้อใบที่เก้าซึ่งหนักที่สุดหรือไม่?”
“ควรลองสักหน่อย เพราะถึงอย่างไรตลอดกาลนานมา ผู้ทดสอบซึ่งกล้าสักหน่อยก็ล้วนไปลองดูทั้งสิ้น”
“ในหมู่ผู้ทดสอบแต่โบราณจวบปัจจุบัน ข้าจำได้ว่ามีเพียงสิบเจ็ดบุคคลในขอบเขตจักรวาลขั้นสมบูรณ์เท่านั้นที่ยกหม้อใบที่เก้าขึ้น ในหมู่พวกเขาทั้งสิบเจ็ดเป็นผู้ฝึกตนปีศาจเสียเก้า เช่นสายเลือดของซวนหนี เชื้อสายวานรชาด เชื้อสายกระทิงภูเขาขาเดียว แต่ละผู้ล้วนทรงพลังมากวังชา”
“อีกแปดคน หากไม่ใช่พุทธวัชระผู้ฝึกฝนร่างทองอมตะก็เป็นยอดฝีมือร้ายกาจผู้ฝึกฝนทารกมารไร้ดับสลายของสำนักมาร”
“ชายหนุ่มตรงหน้าข้านี้มองเช่นไรก็เป็นนักดาบ ยามเขาขีดเขียนที่ชั้นแรก อำนาจจากพู่กันเป็นเช่นคมดาบอันถูกดึงจากฝัก ดื้อด้านหัวแข็ง และพวกเจ้าล้วนรู้ว่าสภาพร่างกายของผู้ฝึกดาบ… ด้อยกว่าเหล่าผู้ฝึกตนวิถีปีศาจ วิถีพุทธและวิถีมารเหล่านั้นมากนัก”
“ในความคิดข้า หนนี้เขาอาจจะผ่านได้โดยง่าย ทว่าก็เกรงจะยากหากจะยกหม้อใบที่เก้าซึ่งหนักที่สุด”
“ใช่ ข้าก็คิดเช่นนั้น”
…บทสนทนาพลันหยุดชะงัก เพราะในคลองจักษุของสายตาเหล่านั้น ซูอี้ได้เลือกหม้อสำริดโบราณใบที่เบาที่สุด เหวี่ยงมันยกขึ้นบ่าอย่างง่ายดาย
แต่ก่อนพวกเขาจะทันตั้งตัว ซูอี้ก็หยิบหม้อสำริดโบราณใบที่สองขึ้นวางซ้อนกับหม้อสำริดโบราณใบแรกบนบ่าเขา
จากนั้น เขาก็หยิบหม้อสำริดโบราณใบที่สาม สี่และห้าขึ้นซ้อนบนบ่าราวกับเป็นอิฐศิลา
นับแต่ต้นจนจบ เขาดูแสนราบเรียบผ่อนคลาย ไม่ต่างจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดในสวนเรียงขึ้นแบกบนบ่า
ภาพนี้ทำให้เหล่าผู้เร้นกายตาถลน
เคยมีผู้ทำเช่นนี้มาก่อน ทว่ากลับไร้ผู้ใดทำได้อย่างสบายอุรา เฉื่อยชาอย่างชายหนุ่มชุดเขียวผู้นั้น
“เขาจะยังแบกหม้อโบราณใบที่หกได้อีกหรือ?”
บางผู้อดกล่าวมิได้
ทันทีที่สิ้นคำ ซูอี้ก็ยกหม้อใบที่หกขึ้นซ้อน
“นี่…”
โดยไม่รีรอให้ผู้ใดไหวตัว ซูอี้ก็ยกหม้อโบราณใบที่เจ็ดและแปดขึ้นซ้อนตาม ๆ กัน
ณ จุดนี้ ผู้คนล้วนตกตะลึงตาเบิกโพลงกันหมดแล้ว
ยกหม้อโบราณแปดใบขึ้นแบกในอึดใจ ความน่ากลัวของพลังกายเช่นนี้ทำให้พวกเขาแทบสงสัยแล้วว่าได้พบมังกรแท้ร่างคนในตำนานเข้าหรือไม่!
หากพุทธวัชระผู้เคลื่อนภูผาย้ายทะเลจากสำนักพุทธมาเห็นเข้า เกรงว่าคงต้องก้มหัวอย่างละอาย!
“หากเป็นเช่นนี้ เขา… เขาจะยังยกหม้อใบที่เก้าซึ่งหนักที่สุดขึ้นมาได้อีกหรือไม่?”
มีผู้กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
ทันทีที่กล่าวจบ ตัวเขาเองก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
มันจะเป็นไปได้เช่นไรเล่า?
………………..