บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1627: หลี่หนานตู้
ตอนที่ 1627: หลี่หนานตู้
หอตำราภูผาขจี
บนวิถีเหนือภูเขาอันโรยด้วยหินปูน เมิ่งซินกวนกล่าวอย่างขอโทษขอโพย “สหายเต๋าซู ผู้ทรงอำนาจจากหอตำราข้าขณะนี้กำลังรับแขกจากหอตำรากระท่อมสนเหล่านั้นอยู่ ไม่อาจออกมาได้”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อจะไปสิบสองหอภูผาขจี เราไปกันเลยเถอะ”
เมิ่งซินกวนนิ่งไป และกล่าวว่า “สหายเต๋ามาถึงที่นี่ มิอยากพักก่อนหรือ?”
ซูอี้ส่ายหน้า “ไม่เป็นไร”
เมิ่งซินกวนครุ่นคิดแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “งั้นก็ได้ ข้าจะติดตามไปกับสหายเต๋าด้วย”
เขานำทางไปก่อน และบอกกฎการผ่านสิบสองหอภูผาขจีให้ซูอี้ระหว่างทาง
“สรุปก็คือ สามชั้นแรกเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของการฝึกฝน กายเนื้อและจิตวิญญาณ”
“ชั้นที่สี่ถึงหกนั้นทดสอบความเข้าใจในมหาวิถี ขอบเขตวิถีและวิชาการตีความมหาวิถีตามลำดับ ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวเนื่องกับอำนาจมหาวิถีของผู้เข้าทดสอบ”
“ส่วนชั้นเจ็ดถึงเก้านั้นทดสอบหัวใจ ความเพียรและความกล้า”
“จากชั้นสิบถึงชั้นสิบสองจะเป็นการทดสอบอำนาจต่อสู้! และพวกมันยังเป็นระดับที่ยากเย็นที่สุด ตลอดกาลนับแต่ก่อตั้งหอตำราภูผาขจีมา ก็มียอดฝีมือเพียงหกสิบสามคนที่สามารถเอาชนะชั้นที่สิบสองได้จริง ๆ”
กล่าวถึงตรงนี้ เมิ่งซินกวนก็รำพึง “แม้ข้าจะเป็นลำดับสองในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล และเคยท้าทายสิบสองหอภูผาขจีมาหลายหน แต่อย่างมากข้าก็ต้องมาหยุดตรงหน้าชั้นเก้า”
ซูอี้กล่าว “กาลก่อน ข้าได้ยินมาว่านับแต่สิ้นยุคอวสานเซียน ก็ไม่มีผู้ใดผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้อีกเลย เรื่องนี้จริงหรือ?”
เมิ่งซินกวนพยักหน้า “ถูกต้อง เมื่อไม่กี่ปีก่อน ทังเว่ยหาน บุคคลอันดับหนึ่งในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลก็มาลองท้าทาย ทว่าท้ายที่สุดก็ต้องหยุดที่ชั้นสิบ”
กล่าวถึงตรงนี้ หัวใจของเมิ่งซินกวนก็เต้นกระตุก เผยสีหน้าเฝ้ารอคาดหวัง “แต่ข้าว่า ด้วยความแข็งแกร่งของสหายเต๋าซู น่าจะมีโอกาสผ่านสิบสองหอภูผาขจีสูงเลยล่ะ!”
เขาได้ประจักษ์ต่อความแข็งแกร่งของซูอี้มาแล้วในงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า ซึ่งนั่นมิอาจใช้คำว่า ‘ท้าทายสวรรค์’ มาบรรยายได้อีก ยามนั้น เขาและทังเว่ยหานล้วนรู้สึกละอายแก่ใจตนที่มิอาจเทียบติดฝุ่นได้
ซูอี้กล่าวเบา ๆ “ข้ามาที่นี่เพื่อท้าทาย หาสนใจผลสุดท้ายไม่ แต่ข้ารับปากคนผู้หนึ่งไว้ว่าจะมาลอง”
เมิ่งซินกวนถามอย่างใคร่รู้ “เช่นนั้น สหายเต๋าซูก็มาที่นี่โดยไม่รู้เรื่องอื่นเลยหรือ? ต้องทราบว่าจากกฎของหอตำราภูผาขจีเรา ไม่ว่าผู้ใดผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้ คนผู้นั้นสามารถเอ่ยปากตั้งเงื่อนไขได้ทุกเรื่อง ขอเพียงหอตำราภูผาขจีเราทำได้ก็จะมิบ่ายเบี่ยงเด็ดขาด!”
“นอกจากนั้น หอตำราภูผาขจีเรายังจะถือคนผู้นั้นเป็นแขกผู้มีเกียรติสูงสุด ผ่านเข้าออกแดนมรดกมหาวิถีของหอตำราเราได้ตามใจ และหากต้องการ กระทั่งจะฝึกฝนในหอตำราเรายังทำได้เลย”
ซูอี้แย้มยิ้มส่ายหน้า “ข้าหาสนใจเรื่องเหล่านี้ไม่”
เมิ่งซินกวนนิ่งไปแล้วรำพึง “นั่นสินะ หอตำราภูผาขจีของเราประสบหายนะในยุคอวสานเซียน ตกต่ำสูญเสียมากมาย สิ้นเกียรติไร้ชื่อมาเนิ่นนาน ยามนี้มันแค่พอจะนับเป็นขุมกำลังมหาเซียนได้ หาใช่สำนักขงจื๊ออันดับหนึ่งในโลกหล้าอีกต่อไปไม่”
ซูอี้ว่า “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้มีเจตนาดูแคลนหอตำราภูผาขจีแต่อย่างใด”
เมิ่งซินกวนแย้มยิ้ม แล้วหยุดพูดเรื่องนี้ไป
ทันใดนั้น เสียงต่อสู้พลันดังขึ้น
เห็นได้จากไกล ๆ ว่าท่ามกลางป่าเขาลับตามีสนามเต๋ามโหฬารลอยอยู่บนอากาศ และศึกระดับราชันเซียนก็เปิดฉากขึ้นบนสนามเต๋าลอยฟ้าแห่งนั้น!
สองฝ่ายซึ่งกำลังประชันกัน หนึ่งเป็นชายชราสวมอาภรณ์บัณฑิตขงจื๊อสีน้ำเงิน เส้นผมพลิ้วสยาย
หนึ่งเป็นหญิงงามสวมมงกุฎดอกฝ้ายและปักปิ่นลูกปัดหยก ซึ่งก็มิใช่ผู้ใดอื่นนอกจากเนี่ยเวยรุ่ย ผู้อาวุโสจากหอตำรากระท่อมสน!
“พวกคนจากหอตำรากระท่อมสนเพิ่งมาถึงก็เริ่มกันเลยหรือ?”
สีหน้าของเมิ่งซินกวนดำคล้ำ เห็นได้ชัดว่าเดือดดาล
“ระหว่างมาที่นี่ ข้าได้ยินว่าพวกเขามายังหอตำราภูผาขจีครั้งนี้เพื่อนำสมบัติ ‘ดาบปลายมนตระการเที่ยง’ จากไป จริงหรือไม่?”
ซูอี้เอ่ยถาม
สีหน้าของเมิ่งซินกวนแปรเปลี่ยนชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “ในเมื่อสหายเต๋ารู้แล้ว เก็บงำไปอีกก็เท่านั้น เจ้าพูดถูก หอตำรากระท่อมสนของพวกเขามาเพื่อ ‘ดาบปลายมนตระการเที่ยง’ กันจริง ๆ”
เหตุผลของเรื่องนี้หาซับซ้อนไม่
เนิ่นนานนับแต่สิ้นหายนะอวสานเซียน ความแข็งแกร่งของหอตำราภูผาขจีถดถอย และชื่อเสียงเกียรติภูมิก็หดหาย
ขณะเดียวกัน หอตำรากระท่อมสนกลับเรืองอำนาจขึ้น ปรากฏตัวตนสูงสุดสะท้านโลกาขึ้นเป็นจำนวนมาก และยามนี้ก็กลายเป็นผู้นำสามสำนักขงจื๊อในโลกหล้า!
ทว่าในวิถีขงจื๊อ หากต้องการเป็นผู้นำโดยแท้จริงชอบธรรม ก็ต้องได้รับสมญา ‘สำนักขงจื๊อดั้งเดิม’ เสียก่อน
เรื่องสำคัญที่สุดคือต้องมีสองสมบัติอันเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ฝึกตนวิถีขงจื๊อในโลกหล้า ซึ่งก็คือดาบปลายมนตระการเที่ยงและระฆังใจแน่วแน่
สมบัติทั้งสองนั้น จอมราชันลำดับเจ็ดแห่งศาลเซียนรวมศูนย์ได้ประสาทแก่หอตำราภูผาขจีเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว และแต่งตั้งสถานะ ‘สำนักขงจื๊อดั้งเดิม’ ให้กับพวกเขา
แต่นั้นมา ดาบปลายมนตระการเที่ยงและระฆังใจแน่วแน่ก็เป็นเช่นตราประทับหยกแทนอำนาจในมือจักรพรรดิปุถุชน กลายเป็นสมบัติล้ำค่าในใจของผู้ฝึกตนวิถีขงจื๊อในโลกหล้า
ไม่กี่ปีมานี้ เพื่อชิงสมบัติทั้งสองจากหอตำราภูผาขจี หอตำรากระท่อมสนได้ก่อความขัดแย้ง โต้เถียงกับหอตำราภูผาขจีมามากกว่าหน
ท้ายที่สุด จากการไกล่เกลี่ยของตัวตนขอบเขตราชันเซียนของสองหอตำรา ท้ายที่สุดก็ตัดสินกันว่าจะชี้ชัดถึงเจ้าของดาบปลายมนตระการเที่ยงและระฆังใจแน่วแน่ผ่านการหารือมหาวิถี
และยามนี้ พวกเนี่ยเวยรุ่ยจากหอตำรากระท่อมสนมายังหอตำราภูผาขจีก็เพื่อชิงดาบปลายมนตระการเที่ยง!
ถึงยามนี้ ซูอี้ก็เข้าใจในที่สุด “หากประชันกันเช่นนี้ หอตำราภูผาขจีของเจ้าจะเสียหายหนักหนา”
เมิ่งซินกวนกล่าวอย่างขมขื่น “จะทำเช่นไรได้ สถานการณ์นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าคน หอตำรากระท่อมสนเต็มไปด้วยผู้มากฝีมือ อำนาจสูงส่งดุจท้องนภา หากจะเลี่ยงมิให้เกิดการกระทบกระทั่งเป็นวงกว้าง หอตำราภูผาขจีของข้าก็ทำได้เพียงเลือกคลี่คลายข้อพิพาทเช่นนี้”
ว่าแล้วเขาก็รำพึง “ท้ายที่สุด หอตำราภูผาขจีของข้าเองที่ตกต่ำ แต่เนี่ยเวยรุ่ยก็นำดาบปลายมนตระการเที่ยงไปได้มิง่ายหรอก การดวลมหาวิถีนี้จะแบ่งออกเป็นสองวัน ประชันกับราชันเซียนวิถีศักดิ์สิทธิ์ของหอตำราภูผาขจีของข้าทั้งคู่ หากแพ้แม้สักหน ก็ได้แต่ต้องกลับไปมือเปล่า”
ทันทีที่เขากล่าวถึงจุดนี้ ศึกอันบังเกิดบนสนามเต๋าลอยฟ้าห่างออกไปก็ได้ผลสรุปแล้ว
เนี่ยเวยรุ่ยชนะขาดลอย!
เหตุนี้ทำให้หัวใจของเมิ่งซินกวนดิ่งร่วง สิ้นสนใจจะพูดต่อ แล้วรีบร้อนพาซูอี้เดินไปไกล
ศึกเช่นนี้ ซูอี้มิได้สนใจมากนัก จึงคร้านเกินกว่าจะใส่ใจ
ไม่นานนัก จากการนำของเมิ่งซินกวน พวกเขาก็มายังยอดเขา ณ ส่วนลึกของบรรพตเซียนต้นเฟิงชาด
ยอดเขาแห่งนี้ตระหง่านสูงชันเยี่ยงง้าวทะลวงเวหา ผาด้านข้างราบเรียบราวคันฉ่อง ดูมิต่างจากถูกขวานยักษ์ผ่าแยก
อักษร ‘ภูผาขจี’ สลักอยู่บนผนังผา!
จากตำนานเล่าขาน ครั้งหนึ่ง ผู้ก่อตั้งหอตำราภูผาขจีเคยเก็บตัวฝึกฝนในภูผาขจีแปดพันปี และทั่วทั้งภูผาล้วนอาบไล้อำนาจมหาวิถีของเขาเนิ่นนานจนกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์หุบเขาลือนามเปี่ยมด้วยสิริมงคล
จวบวันนี้ยังคงมีอำนาจมหาวิถีโบราณจารึกอยู่ในภูผา กล่าวกันว่าบรรพชนผู้ก่อตั้งหอตำราภูผาขจีทิ้งไว้
บนยอดเขานี้สร้างศาลาไว้สิบสองแห่ง
แต่ละศาลาล้วนซุกซ่อนปริศนายิ่งใหญ่
สิบสองหอภูผาขจีซึ่งตั้งอยู่เหนือขุนเขานี้คือจุดซึ่งผู้ก่อตั้งหอตำราภูผาขจีเคยเก็บตัวฝึกฝน
“สหายเต๋าซู เชิญทัศนาเถิด สิ่งที่สลักไว้บนแท่นศิลานั้นคือนามของผู้แข็งแกร่งซึ่งเคยผ่านสิบสองหอภูผาขจีตลอดชั่วกาลนาน”
เมิ่งซินกวนยกมือขึ้นชี้แท่นศิลาที่ตีนเขา “นามบนแท่นศิลานี้ ยามผ่านสิบสองหอภูผาขจี พวกเขาล้วนแต่เป็นเซียนขอบเขตจักรวาล แต่เมื่อกาลผ่าน พวกเขาล้วนเจิดจรัสในโลกเซียน กลายเป็นตัวตนผู้ลือนามทั่วหล้า พวกเขาส่วนใหญ่ขึ้นถึงขอบเขตมหาเซียน และมีสามคนก้าวสู่ขอบเขตมหาศาลในตำนานได้!”
ว่าแล้ว เขาก็ชี้สามนามบนนั้น
“ฉินเจี่ยน ผู้มีอำนาจเทียบสวรรค์จากหอตำราภูผาขจีของข้าได้รับการยกย่องเป็น ‘จอมราชันเมฆาสวรรค์’ ผู้อาวุโสท่านนี้เคยเป็นผู้นำหอตำราภูผาขจีของข้า และยังเคยรับใช้จอมราชันลำดับแปดแห่งศาลเซียนรวมศูนย์ และท้ายที่สุดก็ถูกล้อมสังหารโดยจักรพรรดิมารจากเผ่ามารนอกแดนมากมายที่เก้าด่านสวรรค์จนตายตกอย่างน่าเสียดาย
กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของเมิ่งซินกวนนั้นภาคภูมิ ชื่นชมเทิดทูน ขณะเดียวกันก็เศร้าหมองอาลัย ซึมกะทือเล็กน้อย
“ข้ารู้จักเขา”
ซูอี้รำพึงเบา ๆ “ไม่คาดเลยว่าเขาจะไปตายตกที่เก้าด่านสวรรค์”
กาลก่อน สมัยหวังเย่ยังมีชีวิต ฉินเจี่ยนคือหนึ่งในสี่มหาเซียนผู้รับใช้ศาลเซียนรวมศูนย์ สร้างผลงานศึกมากมาย ชื่อเสียงสะเทือนหล้า
จนกระทั่งเมื่อฉินเจี่ยนเดินทางไปพิทักษ์เก้าด่านสวรรค์โลกเซียน หวังเย่ก็เชิญตัวเขามาพบ
ยามนั้น หวังเย่มอบเคล็ดมหาวิถีขอบเขตมหาศาลให้ฉินเจี่ยน และอีกฝ่ายก็แสนตื้นตัน รับปากหวังเย่ว่าหากสักวันบรรลุขอบเขตมหาศาล ตนจะมาพิทักษ์เก้าด่านสวรรค์สามหมื่นปีเพื่อตอบแทนบุญคุณหวังเย่
มิต้องสงสัยเลยว่าหลังหวังเย่เวียนวัฏ ฉินเจี่ยนก็เข้าสู่ขอบเขตมหาศาล และอยู่พิทักษ์เก้าด่านสวรรค์ตามวาจาจนกระทั่ง… ตายตก!
เมิ่งซินกวนไม่ทันสังเกตเค้าความเศร้าโศกในคำรำพึงเบา ๆ ของซูอี้ยามได้ยินชื่อและเกียรติประวัติของฉินเจี่ยน
ต่อมา เมิ่งซินกวนก็แนะนำสองยอดฝีมือที่เหลือผู้เข้าสู่ขอบเขตมหาศาลได้
ทว่าซูอี้รู้สึกมิคุ้นหูยิ่ง เขาพอเดาได้ว่าคนทั้งสองนี้น่าจะเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลหลังหวังเย่เวียนวัฏไม่ต่างจากฉินเจี่ยน
ขณะที่ซูอี้กำลังจะละสายตานั้นเอง เขาก็พลันชะงัก
เขาเห็นชื่ออันคุ้นตานามหนึ่ง
หลี่หนานตู้!
ทันใดนั้น หัวใจของซูอี้ก็สั่นสะท้าน ความทรงจำของหวังเย่ประดังเข้าในใจ
ชีวิตของหวังเย่ตรากตรำยิ่ง
มารดาของเขาหวังเสวียนซู่ผู้ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักรบประจำด่านสวรรค์ชั้นหกแห่งโลกเซียนถูกศัตรูจับได้ยามกรำศึกละเลงเลือดในสนามรบ ตกสู้เงื้อมมือเผ่ามารนอกแดน กระทั่งถูกเหล่ามารร้ายข่มเหงจนเกิดเป็นหวังเย่
เจ็ดปีต่อมา หวังเสวียนซู่ทนถูกย่ำยีในเผ่ามารนอกแดน และในที่สุดก็ดิ้นรนจนลมหายใจสุดท้ายเพื่อส่งหวังเย่กลับสู่ด่านสวรรค์ชั้นหกได้สำเร็จ!
หลังจากนั้น หวังเสวียนซู่ก็สิ้นใจ
ยามนั้น หวังเย่ถูกมองเป็นบุตรมารนอกแดน ถูกขังในกรง ทนรับสารพัดคำเหยียดหยามรังแก ดุด่าโกรธแค้นสารพัด ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
และหลี่หนานตู้ผู้เคยเป็นผู้พิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นหกเมื่อกาลก่อนก็มอบโอกาสรอดชีวิตแก่หวังเย่!
จากนั้นมา หวังเย่จึงอาศัยในด่านสวรรค์ชั้นหก ติดตามหลี่หนานตู้ฝึกฝนต่อสู้ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเป็นเช่นบิดาและบุตร
จากประสบการณ์ชั่วชีวิตของหวังเย่ คงไม่เป็นการกล่าวเกินไปหากจะบอกว่าหลี่หนานตู้คือผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อหวังเย่!
และครั้งนี้ ซูอี้ก็มายังหอตำราภูผาขจีเพื่อสะบั้นความอาวรณ์ในอดีตชาติ
ผ่านสิบสองหอภูผาขจี!
นี่คือสิ่งที่เขาในอดีตชาติเคยรับปากหลี่หนานตู้ไว้ครั้งยังเยาว์วัย!!