บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1634: ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต
ตอนที่ 1634: ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต
………………..
ตอนที่ 1634: ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต
เพียงสองหมัดก็เอาชนะเนี่ยเวยรุ่ยได้?
ทางฝั่งหอตำราภูผาขจี ทุกผู้ล้วนตะลึงใจลอย
ก่อนหน้านี้ เนี่ยเวยรุ่ยเอาชนะราชันเซียนไปแล้วยี่สิบสามคน ใครเล่าจะยังไม่รู้ว่าสุดยอดราชันเซียนแห่งหอตำรากระท่อมสนผู้นี้ร้ายกาจเพียงใด?
ทว่ายามนี้ เมื่อเผชิญเซียนขอบเขตจักรวาลอย่างซูอี้ เนี่ยเวยรุ่ยกลับรับสองหมัดไว้ไม่ได้!
“ปรากฏว่ายามอยู่ในงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า การสังหารลี่เฟิงหานแห่งเผ่ามารไร้ลักษณ์นั้นเป็นเพียงใช้มีดชำแหละโค หาใช่การสำแดงอำนาจแท้จริงไม่”
ดวงตาของเมิ่งซินกวนเบิกกว้าง ตะลึงงันกับที่
“เขา… เขา… ทำได้เช่นไร?”
ทางฝั่งหอตำรากระท่อมสน ทุกผู้ล้วนตกตะลึงเกินเชื่อ
ในโลกนี้ ไฉนจึงมีเซียนผู้ท้าทายสวรรค์เช่นนี้อยู่ได้?
ฝุ่นควันบางลง
ขณะที่คนทุกผู้มัวตะลึง เนี่ยเวยรุ่ยได้ลุกขึ้นจากพื้นแล้ว
เส้นผมของนางสยายกระเซิง ใบหน้างดงามซีดขาว มุมปากของนางมีโลหิตหยาดหยด มงกุฎดอกฝ้ายบนหัวถูกฉีกขาดไปเนิ่นนาน ดูสะบัดสะบอมยิ่ง
เนี่ยเวยรุ่ยสูดหายใจลึก ๆ ขณะกล่าวกับซูอี้ “ไฉนจึงไม่ชกหมัดที่สาม?”
ซูอี้ว่า “ไร้ความจำเป็น”
เนี่ยเวยรุ่ยว่า “แต่ข้าอยากลอง!”
สีหน้าของนางเปี่ยมความมุ่งมั่น
ซูอี้ครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นจึงพยักหน้าน้อย ๆ “ได้ ข้าจะสนองให้”
ว่าแล้ว แขนเสื้อของเขาก็พลิ้วสะบัด ห้านิ้วกำเข้าหากันอย่างเงียบเชียบ
ตู้ม!
ปราณอันทรงพลังทั่วฟ้าดินพลันหลอมรวมกันที่หมัดของซูอี้ แดนดินรอบข้างแหลกสลายดังลั่น ราวกับมิอาจต้านทานพลังของหมัดนี้ได้
ขณะนี้ ซูอี้ดูไม่ต่างจากเทพผู้อยู่เหนือจักรวาล ปราณอันหนาแน่นยิ่งใหญ่ฉาบบนกำมือเยี่ยงหมู่ดาราเคลื่อนคล้อยเกินคณานับ
อำนาจน่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้เหล่าราชันเซียนจากหอตำราภูผาขจีและหอตำรากระท่อมสนสูดหายใจเฮือกอย่างพรั่นพรึง!
แม้หมัดนี้จะยังไม่ชกออก อำนาจเช่นนี้ก็นับว่าน่าหวาดหวั่นขวัญหนีกว่าสองหมัดก่อนหน้าของซูอี้แล้ว!
ราชันเซียนทั้งหลายที่นี่ล้วนรู้สึกว่าหัวใจถูกบีบรัด ยากหายใจได้คล่อง
ส่วนตัวตนอย่างเมิ่งซินกวนนั้น ดวงตาของเขาปรือปิดมิอาจทนมอง ร่างย้อมด้วยเหงื่อกาฬเย็นเยียบ
“นี่… เป็นอำนาจที่เซียนขอบเขตจักรวาลมีได้จริง ๆ หรือ?”
ม่านตาของเนี่ยเวยรุ่ยหดตัว หัวใจกระตุกแรง บังเกิดความกระสับกระส่ายเกินควบคุม สังหรณ์บอกนางว่าหากกล้ารับตรง ๆ ไม่เพียงไร้ทางชนะ ยังมีแต่ต้องตายอีกด้วย!
ทว่าท้ายที่สุด นางก็กัดฟันกรอด ดวงตาฉายประกายกร้าว โคจรอำนาจสุดกำลัง
นางองอาจห้าวหาญราวมิกลัวความตาย
จากนั้นจึงทะยานเข้ามา หัตถ์หยกขาวกระจ่างฟาดฟันเยี่ยงดาบ
ยามนั้น กฎเกณฑ์ราชันเซียนเกินใดเทียบควบแน่นขึ้น เจิดจรัสเยี่ยงดาบสวรรค์เคลื่อนนภา!
เคล็ดวิชา ‘คมมีดใจปราชญ์’!
“ความคิดและความกล้าของสตรีผู้นี้ไม่เลว”
ดวงตาของซูอี้เผยเค้าความประหลาดใจ
เขาชกออกไปโดยไร้ลังเล
ทั่วฟ้าดินดูประหนึ่งมีธารดาราทะลวงฝั่ง เคลื่อนคล้อยตามหมัดของซูอี้
การโจมตีของเนี่ยเวยรุ่ยพลันถูกกระทบอย่างหนัก ทำให้นางรู้สึกราวอยู่ท่ามกลางสมุทรดาราไร้ขอบเขต ทนรับเกลียวคลื่นอันแผ่จากดาราเกินคณานับ
อำนาจทำลายล้างน่าสะพรึงกลัวซัดสาดเป็นระลอกราวคลื่นสมุทร เพียงพริบตา การโจมตีของนางก็แหลกสลาย
ร่างของนางเองก็จมลงในอำนาจหมัดอันน่าสะพรึงกลัว ปลิวกระเด็นเยี่ยงถูกหมู่ดาวเคลื่อนชน
“มิคาดเลยว่า ข้าฝึกฝนมาไกลจนไม่อาจแพ้พ่ายในขอบเขตเดียวกันแล้ว แต่กลับต้องมาตายด้วยมือชายหนุ่มในขอบเขตจักรวาล…”
เนี่ยเวยรุ่ยสิ้นหวัง รอยยิ้มเยาะตนเองปรากฏบนใบหน้า ทว่าเพียงพริบตา คำเย้ยนั้นก็ต้องชะงักไป
สีหน้าของนางแปรเป็นตกตะลึง
เพราะนางพบว่าหมู่ดาราเกินคณานับเหล่านั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงพร่างพรมสลายหาย ธารดาราอันกวาดทั่วฟ้าดินก็หายไปเช่นกัน
ไกลออกไป เสียงของซูอี้ดังแว่วมาถึงโสต “ยามใดก็ตามที่หอตำรากระท่อมสนสร้างเกียรติประวัติผลงานล้ำไปกว่าหอตำราภูผาขจีในศึกมารนอกแดนได้ ข้ารับปากจะเป็นผู้ส่งดาบปลายมนตระการเที่ยงและระฆังใจแน่วแน่ให้กับหอตำรากระท่อมสนของเจ้าด้วยตนเอง และข้ามิเคยผิดวาจา”
เนี่ยเวยรุ่ยตะลึง
ทุกผู้ ณ แดนนี้เองก็นิ่งค้าง แล้วเผยสีหน้าคิดคำนึงขึ้นทันที
ครู่ต่อมา จ้าวอวิ๋นเฟิงพลันกล่าวขึ้นอย่างละอาย “เราทั้งหลายยังมัวแต่สู้กันเองเพื่อสมบัติชิ้นสองชิ้น ทว่าวิสัยทัศน์ของสหายน้อยมุ่งมั่นแสวงหาความสงบแก่โลกหล้าอยู่เนิ่นนาน จิตใจอันห้าวหาญเช่นนี้ทำให้เราคนเฒ่าแสนละอาย คนแซ่จ้าวได้รับบทเรียนแล้ว!”
ว่าแล้ว จ้าวอวิ๋นเฟิงก็คำนับต่ำ ๆ แก่ซูอี้
ยามนี้เขาคำนับอย่างจริงใจ พฤติกรรมของเขาเคร่งขรึมจริงจังเป็นพิเศษ
และคนอื่น ๆ ในหอตำราภูผาขจีต่างก็สะเทือนใจลึกล้ำ พากันคำนับตาม ๆ กัน
“ข้าได้รับบทเรียนแล้ว!”
วาจาอันพร้อมเพรียงเป็นเสียงเดียวสะท้อนทั่วนภาเหนือหอตำราภูผาขจี
เมื่อเนี่ยเวยรุ่ยและคนอื่น ๆ จากหอตำรากระท่อมสนเห็นเช่นนี้ พวกเขาก็อดรู้สึกปนเป สีหน้าคลุมเครือซับซ้อนมิได้
เขาเป็นเพียงเซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่ง ทว่าหลังชนะประลอง อีกฝ่ายกลับใส่ใจความสงบสุขแห่งโลกเซียน หมายตาการเผชิญหน้าเผ่ามารนอกแดน ความกล้าหาญและวิสัยทัศน์ของเขาทำให้พวกตนรู้สึกละอายนัก
“สามหมัดและวาจาในวันนี้ของท่าน ข้าจะจำไว้ในใจและขอตัวลาก่อน”
เนี่ยเวยรุ่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกหัตถ์หยกของนางขึ้นคำนับซูอี้ แล้วจึงพาคนอื่น ๆ จากหอตำรากระท่อมสนหันหลังจากไป
ทว่าไม่ทันไร เนี่ยเวยรุ่ยก็พลันนึกบางอย่างขึ้นได้ และกล่าวขึ้นว่า “หากเข้าใจไม่ผิด สามหมัดก่อนหน้านี้ของท่านมิใช่อำนาจที่แท้จริง ถูกหรือไม่?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว คนทุกผู้ก็ตกตะลึงหันมองซูอี้เป็นตาเดียว
“ถูกต้อง”
ซูอี้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “แท้จริงแล้ว ข้าเชี่ยวชาญวิถีดาบที่สุด”
คนทุกผู้ “…”
ความตกตะลึงเกินบรรยายแผ่ซ่านขึ้นในใจทุกผู้ราวหย่อมหญ้างอกเงย
ไม่ใช้วิถีดาบ เพียงสามหมัดก็เอาชนะเนี่ยเวยรุ่ยอยู่หมัด หากเขาใช้วิถีดาบขึ้นมา ชายหนุ่มในขอบเขตจักรวาลผู้นี้จะเผยอำนาจน่าสะพรึงกลัวเช่นไร?
“สหายเต๋าไม่มีทางเป็นเช่นผู้ร้ายกาจท้าทายสวรรค์ ไร้เทียมทานในโลกหล้าตามเขาว่ากันเป็นแน่แท้ ข้าสังหรณ์ว่าภายหน้า ในโลกเซียนนี้ สหายเต๋าจะไปถึงจุดสูงสุดได้แน่ และข้าจะรอให้วันนั้นมาถึง!”
ยังไม่ทันสิ้นคำ เนี่ยเวยรุ่ยและพรรคพวกของนางก็เคลื่อนกายหายจากไป
……
คืนนั้น เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่านำโดยจ้าวอวิ๋นเฟิงแห่งหอตำราภูผาขจีก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับซูอี้อย่างอบอุ่น
ระหว่างงานเลี้ยง ทุกผู้ล้วนเสสรวลเฮฮาชื่นมื่น
วันนี้ พวกเขาได้ประจักษ์เซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งพิชิตสิบสองหอภูผาขจี ลั่นระฆังยี่สิบสี่หน กลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งผู้เอาชนะสิบสองหอภูผาขจีนับแต่ยุคอวสานเซียน และสร้างสถิติใหม่เอี่ยมอันมิเคยปรากฏแต่แรกเริ่ม!
สถิตินี้ย่อมกล่าวได้ว่า ‘ไร้ผู้ใดทำได้มาก่อน และไร้ผู้ใดบรรลุในภายหลัง’ มีเพียงหนึ่งเดียวในฟ้าดิน!
และวันนี้ ชายหนุ่มคนเดียวกันนั้นก็ปราบเนี่ยเวยรุ่ย ราชันเซียนสูงสุดแห่งหอตำรากระท่อมสนด้วยเพียงสามหมัด ช่วยให้หอตำราภูผาขจีของพวกเขารักษาสมบัติพิเศษ ‘ดาบปลายมนตระการเที่ยง’ ไว้ได้อย่างมั่นคง!
ดังนั้นในงานเลี้ยงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าหรือผู้ใดในงานล้วนเผลอใจถือซูอี้เป็นแขกพิเศษผู้สำคัญและน่ายกย่องสูงสุด
ระหว่างงานเลี้ยง ในที่สุดซูอี้ก็ได้รู้เรื่องภายในบางอย่างเกี่ยวกับการตกต่ำของหอตำราภูผาขจี
กล่าวโดยสรุปคือ สาเหตุที่ ‘หอตำราภูผาขจี’ ซึ่งเคยเป็นสำนักขงจื๊อดั้งเดิมอันดับหนึ่งในโลกเซียนต้องตกต่ำนั้น เกี่ยวพันกับเผ่ามารนอกแดน!
นับแต่ก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง หอตำราภูผาขจีมีกฎข้อหนึ่งให้ศิษย์หอตำราทุกผู้ต้องไปเผชิญศึกกับเผ่ามารนอกแดนที่เก้าด่านสวรรค์หลังบรรลุเซียน
นี่คือกฎเหล็กซึ่งยังคงยืนยงจนปัจจุบัน
กระทั่งในยุคอวสานเซียนอันบังเกิดหายนะร้ายแรง หอตำราภูผาขจีก็ยังยึดมั่นในกฎเหล็กข้อนี้เสมอมา
จนกระทั่งหอตำราภูผาขจีกลายมาเป็นขุมกำลังปรปักษ์ที่เผ่ามารนอกแดนเกลียดชังที่สุด
ในยุคอวสานเซียน โลกเซียนปั่นป่วนรวนเร เผ่ามารนอกแดนฉวยโอกาสนี้บุกรุกเข้ามา มิเพียงเหยียบย่ำตำหนักอนันตรัตติกาลที่หวังเย่สร้าง ยังก่อความเสียหายร้ายแรงแก่หอตำราภูผาขจีอีกด้วย
ขณะนั้น หอตำราภูผาขจีเกือบถูกทำลาย และแม้จะรอดมาได้ มรดกโบราณในหอตำราบางส่วนก็สูญหายไป
เหมือนเช่นหนึ่งในสี่คัมภีร์โบราณ ‘คัมภีร์ดาวฤกษ์ไร้ประมาณ’ ซึ่งหายไปยามนั้นด้วย
จนกระทั่งปัจจุบัน หอตำราภูผาขจีเสียหายหนักหนา อำนาจของมันตกต่ำเกินกว่าจะเทียบกับหอตำรากระท่อมสนและหอตำราสัตย์ซื่อยุติธรรมได้แล้ว
สิ่งที่ทำให้ซูอี้ตื้นตันคือ แม้อำนาจจะหดหาย แต่ทุกวันนี้หอตำราภูผาขจีก็ยังส่งยอดฝีมือไปประจำยังเก้าด่านสวรรค์แห่งโลกเซียนตลอดมา มิเคยขลาดกลัว!
เผยหงจิ่ง ผู้นำปัจจุบันของหอตำราภูผาขจีก็ยังพิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ณ ชายแดนทวีปกกพิสุทธิ์อยู่ตราบปัจจุบัน!
ทั้งหมดนี้ย้ำเตือนซูอี้ถึงอาจารย์ของเขาในอดีตชาติ หลี่หนานตู้ ชายชราร่างผอมผู้สง่างามซึ่งพิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นหกตราบชีวิตหาไม่
เมื่อรู้เช่นนี้ ซูอี้ก็เป็นฝ่ายยกจอกสุราขึ้นกล่าว “สุราจอกนี้ ดื่มเพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่าสหายจากหอตำราภูผาขจี!”
ทุกผู้ล้วนดื่มฉลองด้วยกัน
เหตุใดหอตำราภูผาขจีจึงถูกผู้ฝึกตนสำนักขงจื๊อยกย่องเป็น ‘สำนักขงจื๊ออันดับหนึ่ง’ ทั่วโลกหล้า?
มิใช่เพราะครอบครองสองสมบัติดาบปลายมนตระการเที่ยงและระฆังใจแน่วแน่ และมิใช่เพราะหอตำราภูผาขจีเก่าแก่ทรงพลัง
แต่เป็นเพราะนับแต่โบราณ หอตำราภูผาขจีนั้นถือคติ ‘สร้างชีวิตให้ผู้คน สืบสานภูมิปัญญาแห่งปราชญ์ เบิกความสงบสุขแก่โลกหล้า’ เป็นความรับผิดของพวกเขาเสมอมา!!
เพราะเหตุนี้ หลังเอาชนะเนี่ยเวยรุ่ยได้เมื่อครู่ ซูอี้จึงกล่าววาจาออกไปเช่นนั้น
หอตำรากระท่อมสนอยากจะเป็นผู้นำสำนักขงจื๊อในโลกหล้า?
ย่อมได้!
ไปฆ่าศัตรูที่เก้าด่านสวรรค์ สั่งสมผลงานเกียรติภูมิให้ล้ำหน้าหอตำราภูผาขจีแต่โบราณให้ได้เสียก่อนสิ!
หาไม่ ก็ไร้สิ่งใดต้องพูดกัน
เมื่อสิ้นงานเลี้ยง ทันใดนั้นก็มีผู้รีบร้อนมาส่งสาส์นจากเผยหงจิ่ง ผู้นำของหอตำราภูผาขจี
หลังอ่านเนื้อหาสาส์นลับฉบับนั้น บรรยากาศในงานเลี้ยงพลันมืดหมองตึงเครียด
“ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตเริ่มขึ้นอีกแล้ว”
สีหน้าของจ้าวอวิ๋นเฟิงดำคล้ำ “ครานี้ ข้าไม่อาจทราบได้เลยว่าด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจะต้องเสียนักรบระดับราชันเซียนไปอีกมากเพียงใด และผู้นำหอตำราก็ส่งสาส์นให้หอตำราภูผาขจีส่งราชันเซียนไปเข้าร่วมศึกเดิมพันชีวิตนี้เพิ่มอีก”
วาจาของเขาทำให้ทุกผู้รอบข้างรู้สึกแสนหนักอึ้ง สีหน้าปรากฏความหม่นหมอง
บางผู้อดรำพึงมิได้ “สามพันปีมานี้ เกิดศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตขึ้นแปดหน และด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเราก็ชนะเพียงหน ขณะที่อีกเจ็ดครั้งเราต่างพ่ายยับเยิน หอตำราภูผาขจีเราเสียราชันเซียนไปถึงเจ็ดท่านในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตแล้ว!”
สามพันปีมานี้ ราชันเซียนตายไปเจ็ดคน!
นี่เป็นความเสียหายหนักหน่วงต่อขุมกำลังมหาเซียนใด ๆ!
บางผู้กล่าวอย่างเดือดดาล “แต่ไม่ว่าอย่างไร เราก็ต้องไป จะปล่อยให้พวกสุนัขเผ่ามารนอกแดนคิดว่าเราหอตำราภูผาขจีร้างผู้คนมิได้!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ทุกผู้ก็พยักหน้า
ยามนี้ ซูอี้กล่าวขึ้นอย่างงุนงง “ทุกท่าน ใครบอกข้าได้บ้างว่าศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี้มันเรื่องอันใดกัน?”