บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1635: หวนเยือนด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ตอนที่ 1635: หวนเยือนด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
คำถามของซูอี้ได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว
‘ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต’ ที่ว่านั้นคือการดวลระหว่างยอดฝีมือระดับราชันเซียนจากฝ่ายแดนเซียนและฝ่ายมารนอกแดน
ชี้วัดแพ้ชนะ ลิขิตเป็นตาย!
ในศึกเช่นนี้แต่ละครั้ง แต่ละฝ่ายจะส่งราชันเซียนออกมาดวลเดี่ยวทั้งหมดสิบแปดผู้
สิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือ ในสนามศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี้มิอาจยอมแพ้หรือถอยกลับได้ หากสิบแปดราชันเซียนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิถูกสังหารสิ้นก็มิเลิกรา!
ศึกอันป่าเถื่อนนี้เพิ่งปรากฏในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเมื่อสามพันปีก่อน
และจวบบัดนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วแปดหน!
จากแปดหนนี้ ฝ่ายแดนเซียนได้ชัยชนะไปเพียงหน ขณะที่พ่ายถึงเจ็ดครั้ง
นี่ยังหมายความว่าในเจ็ดหนที่ฝ่ายแดนเซียนแพ้พ่าย ราชันเซียนก็ตายตกไปถึงร้อยยี่สิบหกคน!
ยอดฝีมือจากหอตำราภูผาขจีเข้าร่วมศึกทั้งแปดหนด้วย เสียคนไปเจ็ด เหลือรอดเพียงหนึ่ง จึงสามารถคาดเดาได้เลยว่าเป็นความเสียหายหนักหนาเพียงไร
และยามนี้ เผยหงจิ่ง ผู้นำหอตำราภูผาขจีซึ่งปกปักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดตลอดมาได้ส่งสาส์นลับแจ้งว่าอีกสามวันจะบังเกิดศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตขึ้นอีกครั้ง!
เมื่อรู้เช่นนี้ ซูอี้ก็เข้าใจทันทีว่าไฉนอารมณ์ของทุกผู้ในหอตำราภูผาขจีจึงหนักอึ้งหดหู่นัก
ศึกเช่นนี้เหี้ยมโหดเกินไป!
ทว่าแม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หอตำราภูผาขจีก็ยังมิสะเทือน ทำให้ซูอี้ชื่นชมนัก
“ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตยามนี้แตกต่างจากอดีต กล่าวกันว่าทางฝั่งมารนอกแดนจะส่งตัวตนร้ายกาจไร้เทียมทานมาสู้ คาดว่าน่าจะเป็นตัวตนสูงสุดในเก้าเผ่ามาร”
จ้าวอวิ๋นเฟิงกล่าวเสียงลุ่มลึก “จากคำสั่งของผู้นำหอตำรา เราต้องเลือกราชันเซียนผู้แข็งแกร่งสูงสุดในหอตำราเราเข้าร่วมศึก”
ว่าแล้ว ดวงตาของเขาก็คมปลาบเยี่ยงอัสนี กวาดมองเหล่าราชันเซียนทั้งหลายรอบข้าง “ตาเฒ่าผู้นี้ขอถามเพียงว่า ผู้ใดอาสาจะไป?”
วาจานั้นสะท้อนทั่วโถง ทำให้บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นหดหู่ตึงเครียด
ทุกผู้รู้ว่าขอเพียงเข้าร่วมศึกนี้ มันหมายความว่าเขาไม่น่าได้กลับมาอีกเป็นแน่แท้
ทว่าราชันเซียน ณ โถงแห่งนี้กลับไร้ผู้ใดลังเล ทุกผู้ล้วนกล่าวโดยมิหยุดคิด
“ข้าอาสาไป!”
“ให้ข้าไปเถอะ ในหอตำรายามนี้ มีเพียงข้าที่ฝึกฝนสูงสุดแล้ว!”
“ไม่ ข้าต้องเป็นผู้ได้ไป เมื่อห้าร้อยปีก่อนสหายข้าตายในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต ความแค้นนี้ ข้าต้องเป็นผู้ชำระ!”
…เหล่าราชันเซียนต่างแก่งแย่งกันอาสา
จ้าวอวิ๋นเฟิงและเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าหารือกันเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเลือกอาสาสมัคร
ทว่า ขณะที่จ้าวอวิ๋นเฟิงกำลังจะประกาศรายนามนั้นเอง หนึ่งเสียงอันเฉยเมยพลันกล่าวขึ้น “ตำแหน่งว่างนั่น ยกให้ข้าเถอะ”
ทุกผู้ต่างผงะนิ่ง ทุกสายตาหันมองซูอี้อย่างประหลาดใจถ้วนทั่วโดยไม่นัดหมาย
“กระไรเล่า เจ้าคิดว่าข้าทำมิได้หรือ?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “เช่นนี้เป็นไร ในหมู่สหายเต๋าราชันเซียนที่นี่ หากผู้ใดคิดว่าเอาชนะข้าได้ก็เชิญออกมา เราสู้กันเพื่อวัดแพ้ชนะ เดิมพันด้วยตำแหน่งนี้เถอะ”
ทุกผู้มองหน้ากัน
ก่อนหน้านี้ เนี่ยเวยรุ่ยเอาชนะราชันเซียนจากหอตำราภูผาขจีของพวกเขาติดต่อกันยี่สิบสามคน
และซูอี้ก็ทำให้เนี่ยเวยรุ่ยพ่ายอย่างหมดหัวใจได้ในสามหมัด
ด้วยเหตุเช่นนี้ ราชันเซียนทั้งหลายเหล่านั้นจึงรู้ดีว่าการไปสู้กับซูอี้นั้นหาแตกต่างจากหาเรื่องเจ็บตัวไม่
จ้าวอวิ๋นเฟิงอดยิ้มขมขื่นขณะกล่าวมิได้ “สหายเต๋า เจ้าเองก็รู้ว่าสามพันปีมานี้ หอตำราภูผาขจีของเราชนะได้เพียงหน ขณะที่อีกเจ็ดครั้งพ่ายยับเยิน ทั้งในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตหนนี้ฝ่ายมารนอกแดนยังส่งตัวตนไม่ธรรมดามาอีกด้วย…”
ซูอี้กล่าวขัดโดยมิรอให้เขากล่าวจบ “เพราะฝ่ายแดนเซียนพ่ายมากเกินไป เมื่อครานี้ข้าได้ข่าว ข้าก็ต้องชนะให้ได้!”
หัวใจทุกผู้สั่นสะท้าน ใครเล่าจะมิเห็นว่าทัศนคติของซูอี้แน่วแน่ยิ่ง?
เมื่อเห็นว่าจ้าวอวิ๋นเฟิงและเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่ายังมีบางอย่างที่อยากพูด ซูอี้ก็กล่าวตัดบท “เรื่องนี้ตัดสินชัดเจนแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็ดื่มสุราในจอกจนเกลี้ยง
กาลก่อน ทวีปกกพิสุทธิ์นี้เป็นฐานที่มั่นของหวังเย่ และหวังเย่เองก็เคยพิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ณ ชายแดนทวีปกกพิสุทธิ์ สังหารละเลงเลือดมารนอกแดน กองซากศพพะเนินนับล้าน ๆ!
บรรพชน ‘ฟางซิว’ ของสองพี่น้องฟางโหย่วหรงและฟางหานเผ่าภูตปี้อั้นก็ต่อสู้เดิมพันชีวิตในด่านสวรรค์เช่นกัน กระทั่งเถ้ากระดูกของเขายังถูกฝังอยู่ที่นั่น!
กล่าวโดยสรุปคือ ด่านสวรรค์เหล่านี้บรรจุความทรงจำของหวังเย่ไว้มาก เขาอยู่สู้รบที่นั่น สังหารเผ่ามารนอกแดนระดับจักรพรรดิมารมามากมายตลอดหลายปี และยังได้ประจักษ์ศึกอันขมขื่นโหดร้ายมาเนิ่นนาน
ครานี้เมื่อซูอี้หวนคืนสู่ทวีปกกพิสุทธิ์ เขาก็คิดจะไปเยี่ยมเยือนด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแต่แรกแล้ว
และยามนี้ ในเมื่อ ‘ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต’ นี้กำลังจะบังเกิด ซูอี้ก็จะพลาดไปไม่ได้!
ทั่วโถงเงียบเชียบ หัวใจทุกผู้สั่นกระเพื่อม
พวกเขาซาบซึ้งในการกระทำของซูอี้อย่างลึกล้ำ มิคาดเลยว่าเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นซูอี้จะเป็นผู้อาสาออกหน้าไปรบแทนพวกเขาจากหอตำราภูผาขจี!
ทว่าเมื่อคิดถึงความแข็งแกร่งน่าอัศจรรย์ท้าทายสวรรค์ของซูอี้ ทุกผู้ก็อดรู้สึกคาดหวังลุ้นรอขึ้นในใจเล็กน้อยมิได้
หากสหายเต๋าซูผู้นี้เข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตหนนี้ ฝ่ายแดนเซียนก็อาจชนะได้อย่างจริงแท้!
ไม่นานนัก จ้าวอวิ๋นเฟิงก็ยกจอกสุราคำนับซูอี้อย่างเคร่งขรึม “สหายเต๋ามีคุณธรรมสูงส่ง สุราจอกนี้ คนแซ่จ้าวขอเป็นตัวแทนหอตำราภูผาขจีคำนับแก่สหายเต๋า!”
ทันใดนั้น ทุกผู้ในโถงก็ลุกขึ้นดื่มฉลองแก่ซูอี้
ซูอี้ลุกขึ้น ยกจอกดื่มโดยไร้วาจา
ปัญหาจึงสรุปจบด้วยประการฉะนี้
……
เช้าตรู่วันถัดมา ซูอี้เดินทางจากไป
จ้าวอวิ๋นเฟิงและเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่า รวมทั้งผู้ทรงอำนาจทั้งหลายในหอตำราภูผาขจีต่างออกมาส่งเขาอย่างพร้อมพรั่ง
จนกระทั่งเมื่อร่างของซูอี้ลับหายไป จ้าวอวิ๋นเฟิงก็นำม้วนหยกม้วนหนึ่งออกมาตรวจสอบ
ม้วนหยกนั้น ซูอี้ทิ้งไว้ก่อนจากจร
ในงานเลี้ยงเมื่อคืนวาน ซูอี้รับปากจะทิ้ง ‘คัมภีร์ดาวฤกษ์ไร้ประมาณ’ ไว้เพื่อสืบสานมรดกมหาวิถีของหอตำราภูผาขจี
ใบหน้าเฒ่าชราของเขาวูบไหวแปรเปลี่ยน ราววิญญาณจะละล่องหนี
ปฏิกิริยาผิดปกตินี้ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างเอ่ยปากถามไถ่ตาม ๆ กัน
“ผู้อาวุโสสูงสุด เกิดอันใดขึ้นกับม้วนหยกที่สหายเต๋าซูทิ้งไว้หรือ?”
เมิ่งซินกวนอดถามมิได้
จ้าวอวิ๋นเฟิงส่ายหน้า ผ่อนลมหายใจยาว และกล่าวว่า “ไร้ปัญหาใดหรอก ข้าแค่มิคาดว่าในม้วนหยกนี้มิได้มีเพียงคัมภีร์ดาวฤกษ์ไร้ประมาณ แต่ยังมีมรดกเคล็ดวิชาเก่าแก่อีกเป็นร้อย ๆ อย่างซึ่งล้วนแต่เป็นคัมภีร์ที่หอตำราภูผาขจีสูญเสียไปในยุคอวสานเซียนอยู่ด้วย!”
ทันใดนั้น ทุกผู้ต่างผงะอึ้ง
“ผู้อาวุโสสูงสุด ท่านพูดจริงหรือขอรับ?”
“เหลือเชื่อยิ่งนัก เหตุใดสหายเต๋าซูจึงมีคัมภีร์อันสาบสูญของหอตำราภูผาขจีเราด้วย?”
“ข้ากะแล้ว สหายเต๋าซูมีที่มาพิเศษและลึกลับ ไม่มีทางเป็นเพียงเซียนขอบเขตจักรวาลธรรมดาเป็นแน่แท้!”
“น่าเสียดายที่ยามทังหลิงฉี ผู้อาวุโสจากตระกูลทังโบราณมาเยือนเมื่อกาลก่อน เราไม่อาจถามที่มาของสหายเต๋าซูจากเขาได้”
“ด้วยคัมภีร์มหาวิถีอันสาบสูญเหล่านี้ หอตำราภูผาขจีของเราหรือจะไม่อาจหวนคืนอำนาจ?”
…ผู้คนฮือฮาอื้ออึง กระทั่งเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่ายังตื่นเต้นเสียจนเสียอาการพูดไม่เป็นคำ
ใบหน้าแต่ละผู้ล้วนยินดีลิงโลดไปกว่ากัน
จ้าวอวิ๋นเฟิงกำม้วนหยกในมือไว้แน่น หันไปมองทิศที่ซูอี้จรจากแล้วพึมพำ “ครานี้ หอตำราภูผาขจีของเราติดหนี้บุญคุณสหายเต๋าซูอย่างมหาศาล!”
สะบัดอาภรณ์จรจาก ซุกซ่อนชื่อเสียงเกียรติคุณ!
……
วันถัดมา ระหว่างทางสู่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ยันต์ลับที่ซูอี้ถือไว้พลันวูบไหวประหลาด และเขาก็นำมันออกมาตรวจสอบทันที
ในยันต์ลับปรากฏสาส์นลับฉบับหนึ่ง
ก่อนจะออกเดินทางสู่เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว ซูอี้เคยพาฟางโหย่วหรง ฟางหานและเหลียงเหวินอวี่ไปพักที่หอน้อยสมปรารถนา ณ นครเซียนเพลิงนภา
และยามนี้ สาส์นจากเซี่ยเหิงชิวนั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับชิงเวย!
สาส์นลับระบุว่าในอนาคตอันใกล้ ชิงเวยจะพามหาเซียนหลิวอวิ๋นผู้เป็นอาจารย์ของนางมายังนครเซียนเพลิงนภา และหวังว่าหากซูอี้มีเวลา ก็ขอให้มาพบพวกนางในนครเซียนเพลิงนภาด้วย
‘ดูเหมือนจะไร้อุบัติเหตุใดกับมหาเซียนหลิวอวิ๋นนะ’
ซูอี้คิดในใจ
มหาเซียนหลิวอวิ๋นนั้นเป็นผู้นำสูงสุดของ ‘หอน้อยสมปรารถนา’ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยติดตามเซียวหรูอี้ ‘จักรพรรดิปีศาจหรูอี้’ ปกครองโลกา
และเมื่อนานมาแล้ว มหาเซียนหลิวอวิ๋นต้องหายนะเซียนประหลาด จำต้องเก็บตัวหลบซ่อน
ยามเขาอยู่ในตลาดมังกรดำ หัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็ยกเรื่องที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นประสบหายนะเทพมาขู่ชิงเวยเช่นกัน
และยามนี้ ในเมื่อชิงเวยกำลังจะมายังทวีปกกพิสุทธิ์พร้อมกับมหาเซียนหลิวอวิ๋น เรื่องนี้ย่อมพิสูจน์ได้ว่ามหาเซียนหลิวอวิ๋นยังมิประสบอุบัติเหตุใด ๆ
ครั้งที่เขาไปเยือนหอน้อยสมปรารถนาในนครเซียนเพลิงนภา ซูก็เคยบอกเซี่ยเหิงชิวไว้ว่า หากชิงเวยมายังทวีปกกพิสุทธิ์ ให้ไปรอเขาในนครเซียนเพลิงนภาก่อน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจุดประสงค์ของสาส์นฉบับนี้ของเซี่ยเหิงชิวคือการแจ้งซูอี้ให้มาพบชิงเวยและมหาเซียนหลิวอวิ๋น ณ นครเซียนเพลิงนภาหากมีเวลา
หลังครุ่นคิดสักเล็กน้อย ซูอี้ก็สลักสาส์นตอบในยันต์ลับด้วยจิตสัมผัส ‘ข้ากำลังจะไปด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เมื่อกลับมา ข้าจะไปเยือนนครเซียนเพลิงนภา’
จากนั้น ปลายนิ้วของเขาก็โคจรอำนาจเคลื่อนยันต์ลับ
ข้อความในยันต์ลับแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นกระเพื่อมประหลาด ก่อนจะหายวับไปทันควัน
ซูอี้เก็บยันต์ลับไปแล้วไม่โอ้เอ้ เร่งเรือสมบัติทะยานสู่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดลำพัง
พลบค่ำมืดสลัว ฟ้าดินมัวหมอง
แสงสุดตะวันแดงก่ำเสียงโลหิตฉาบบนกำแพงเมืองอันตั้งตระหง่านคาดกั้นพิภพดุจสวรรค์คั่นแดนในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เรืองประกายสีส้มแสดแผ่วเบาทว่าเคร่งขรึม
แดนเซียนมีด่านสวรรค์อยู่เก้าแห่ง โดยมีด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดซึ่งมีแนวป้องกันยาวที่สุด ทอดตัวยาวสามหมื่นลี้
‘แดนร้างกระหายโลหิต’ อันไร้สิ้นสุดตั้งอยู่ ณ อีกฟากฝั่ง!
มันเป็นเขตกันชนระหว่างแดนเซียนและเขตนอกแดน ไร้ขอบเขตและชีวิตใด ๆ แม้เพียงหย่อมหญ้า
และเพราะแนวป้องกันของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดยาวไกลเกินไปนั้นเอง เมื่อศึกเซียนมารบังเกิด ด่านสวรค์ชั้นเจ็ดจึงต้องรับการโจมตีจากเผ่ามารนอกแดนหนักหน่วงสูงสุด
ตลอดกาลแต่เนิ่นนาน ในหมู่เก้าด่านสวรรค์แดนเซียน ศึกอันบังเกิด ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจึงยิ่งใหญ่และบ่อยครั้งสูงสุด
ณ แนวป้องกันด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมีมหานครสามสิบสามแห่งเชื่อมติดกัน
ในหมู่พวกมัน ‘เมืองหมื่นดารา’ นั้นเป็นนครหลวงของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ตั้งอยู่หน้าสุดในแนวป้องกันและเป็นที่ตั้งของป้อมปราการหลัก
เมื่อเขาเห็นด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดทอดยาวผ่านสวรรค์พาดโลกาเยี่ยงขนดมังกรจากไกล ๆ ซูอี้บนเรือสมบัติท้องแบนก็อดนึกถึงภาพกองรบอันทรงอำนาจคลุ้งกลิ่นคาวเลือดขึ้นมามิได้