บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1636: ศิลาวิถีปกครองสวรรค์
ตอนที่ 1636: ศิลาวิถีปกครองสวรรค์
ขณะที่หวังเย่พิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด อีกฟากฝั่งของแนวป้องกันยาวสามหมื่นลี้นั้นมีเพียงกองเพลิงและการรบพุ่งมานาน
ทัพมารจากข้างนอกนั้นไหลบ่าเข้ามาเยี่ยงธาราหลั่งไหลอย่างไม่รู้จบ มาดหมายตีด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดให้แตกพ่าย เพื่อทะลวงเข้าบุกรุกแดนเซียน
ยามนั้น เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ‘แดนร้างกระหายเลือด’ ที่อยู่ด้านนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจึงปกคลุมด้วยกลิ่นคาวเลือดฉุนกึกคละคลุ้งมานาน
โครงกระดูกขาวโพลนกลาดเกลื่อนดุจใบไม้ ซากศพกองพะเนินเยี่ยงขุนเขา
มิอาจทราบว่าวีรชนนักรบแห่งแดนดินต้องตกตายระหว่างรบกับเผ่ามารนอกแดนไปมากเพียงใด
จนเมื่อหวังเย่เถลิงอำนาจ ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้ เขาจึงสามารถพลิกสถานการณ์ได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง
ตัวเขาเพียงหนึ่งฟาดฟันประหารจักรพรรดิมารนอกแดนตกตายมากมาย ซากศพนับล้านกองระเกะระกะ เข่นฆ่าจนไร้มารใดจากเผ่ามารกล้าเหิมเกริม!
ยามนั้น บนแดนร้างกระหายเลือดอันกว้างใหญ่ ไร้เงาของศัตรูให้เห็นอีก
พวกเขาทั้งหมดล้วนถูกหวังเย่ประหารด้วยหนึ่งดาบ!
ที่อหังการไปกว่านั้นคือ ครั้งหนึ่งเขาเคยนำกลุ่มผู้ใต้บัญชาบุกออกจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ทะยานผ่านแดนร้างกระหายเลือดและบุกทะลวงเข่นฆ่าในถิ่นของเผ่ามารนอกแดน สังหารพวกมันตายตก โลหิตหลั่งรินเป็นสายธาร!
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็ได้รับช่วงเวลาแห่งความสงบสุขอันห่างหายไปแสนนาน ไร้ศัตรูปรากฏขึ้นเป็นหมื่น ๆ ปี
เพราะทุกผู้รู้ดีว่ามีหวังเย่อยู่ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจะมั่นคงไร้พ่าย ผู้ท้าทายทุกคนมีแต่ต้องตาย!
ช่วงเวลานองเลือดเหล่านั้นยังทำให้หวังเย่ถูกเผ่ามารนอกแดนเกลียดชังเข้าไส้ พวกเขาล้วนประณามความดุร้ายและโหดเหี้ยมของเขา จนเรียกว่า ‘ทรราชแห่งแดนเซียน’!
ภาพเหล่านี้ปรากฏขึ้นในใจของชายหนุ่ม และเขาก็อดสัมผัสอารมณ์อันหลากหลายขึ้นมามิได้
ทว่าด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดในยามนี้แตกต่างจากในความทรงจำโดยสิ้นเชิง
เมื่อได้เห็น ‘เมืองหมื่นดารา’ ซึ่งเป็นนครหลวงแห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจากระยะไกล เขาก็พบว่าเมืองแห่งนั้นเต็มไปด้วยผู้คน ดูเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
แสงสว่างยามพลบค่ำในเมืองหมื่นดาราค่อย ๆ ส่องสว่างขึ้น คนเดินถนนพลุกพล่านเยี่ยงเส้นด้ายบนผืนผ้า ร่างของผู้ฝึกตนปรากฏให้เห็นทุกแห่งหน กระทั่งตัวตนวิถีเซียนยังหาพบได้
มันดูรุ่งเรืองเปี่ยมชีวา ทว่ามันก็ทำให้ซูอี้ขมวดคิ้ว
ที่นี่คือหนใด?
นครหลวงแห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด!
ตั้งอยู่หน้าสุดของแนวป้องกันยาวสามหมื่นลี้ แดนดินสามหมื่นลี้นอกเมืองคือแดนร้างกระหายเลือด!
ก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง คนทั่วไปนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเมืองหมื่นดาราเลย มีเพียงยอดฝีมือผู้ห้าวหาญชาญชัยเท่านั้นที่มีสิทธิ์เผชิญหน้ากับเผ่ามารนอกแดนนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ณ เมืองหมื่นดาราได้
ทว่าภาพลักษณ์ของเมืองหมื่นดาราในตอนนี้แตกต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง ดูไม่เหมือนป้อมปราการพิทักษ์แดนแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนว่ายุคอวสานเซียนอันเนิ่นนานจะแปรเปลี่ยนทั่วแดนเซียนไปพร้อม ๆ กับทุกสิ่งในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ด้วย”
ซูอี้กระซิบ
ขณะครุ่นคิด เขาก็เดินเข้ามาในเมืองหมื่นดารา
ระหว่างทางเขาก็เห็นได้ว่ามีโรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา โรงหมอและหอวาณิชต่าง ๆ ตั้งอยู่ทุกหนแห่ง ถนนหนทางพลุกพล่าน เต็มไปด้วยคนเดินถนน
ซูอี้เห็นกระทั่งหอโคมเขียวและบ่อนพนัน!
การที่สถานที่เช่นนี้มาปรากฏ ณ หัวเมืองชายแดน แนวป้องกันหน้าสุดแห่งแดนเซียนทำให้เขารับมิได้เล็กน้อย
เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากศึกเซียนมารบังเกิด เมืองหมื่นดารานี้จะต้านรับได้เช่นไร!
“สถานการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นมานานแล้ว และดูเหมือนแดนเซียนจะสงบมานานเกินไป ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในโลกหล้าจึงลืมไปแล้วว่าที่นี่คือสถานที่แบบใด”
ความรู้สึกหดหู่ปรากฏขึ้นในใจของซูอี้
ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้เป็นเสมือนค่ายทหารอันเป็นทัพหน้าในสนามรบ และยังเป็นสถานที่ซึ่งผู้เลิศล้ำนับไม่ถ้วนสละชีวิตหลั่งเลือด
ทว่ายามนี้ ค่ายทหารดังกล่าวกลับกลายเป็นสถานที่อันพลุกพล่าน เต็มไปด้วยความโกลาหล แปดเปื้อนโลกีย์ ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะทำให้เขายินดีได้เช่นไร?
“พี่ชาย ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตเที่ยงวันพรุ่งนี้ เจ้าอยากมาเดิมพันหรือไม่?”
เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านบ่อนพนันอันสว่างไสวแห่งหนึ่ง ชายชุดดำซึ่งยืนเรียกแขกอยู่ก็ก้าวเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม
ซูอี้นิ่งไปแล้วถามว่า “ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี่ยังเดิมพันกันได้อีกหรือ?”
ชายชุดดำอดขำมิได้ “พี่ชายต้องเพิ่งมาถึงเมืองหมื่นดาราแน่แท้ หาไม่มีหรือจะไม่รู้ว่าสามพันปีมานี้ ทุกครายามศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตบังเกิด บ่อนพนันในเมืองหมื่นดาราอย่างเรานี่แหละธุรกิจเฟื่องฟูที่สุด”
คิ้วของซูอี้ขมวดเล็กน้อยจนมิอาจเห็น “เดิมพันอย่างไร?”
ชายชุดดำกล่าวยิ้ม ๆ “ง่าย ๆ เลย เดาผู้ชนะผู้แพ้แล้วเดิมพัน! ยิ่งเบี้ยเดิมพันสูง ยามชนะพนันยิ่งได้รับมาก!”
ว่าแล้ว ชายชุดดำก็ยกตัวอย่าง “เช่นพรุ่งนี้ เราฝั่งแดนเซียนจะส่งราชันเซียนสิบแปดท่านไปต่อสู้กับเสนามารสิบแปดตนจากฝั่งมารนอกแดน เจ้าจะเดิมพันผู้ชนะผู้แพ้เป็นคู่ ๆ ไป หรือจะเดิมพันว่าฝ่ายใดจะชนะก็ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็ยิ่งรู้สึกมิสบายใจ
ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนั้นเป็นการรบพุ่งเดิมพันชีวิตกับศัตรู ซึ่งโหดร้ายและนองเลือดยิ่ง ทว่ายามนี้มันกลับถูกใช้เป็นสิ่งบันเทิงโดยเหล่าบ่อนพนันในเมืองหมื่นดารา!
สิ่งนี้ทำให้เขานึกอยากฆ่าคนขึ้นมาตงิด ๆ
เหตุใดเรื่องอัปยศเหล่านี้จึงมาเกี่ยวพันกับด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้?
พวกเจ้าเห็นเหล่ายอดฝีมือผู้ออกไปรบกับศัตรูเป็นเช่นไร?
ในที่สุด ซูอี้ก็กลั้นโทสะอันพลุ่งพล่านในใจได้แล้วกล่าวว่า “การเดิมพันในยามนี้ ผู้ใดมีโอกาสชนะที่สุด?”
ชายชุดดำหาสังเกตเห็นโทสะของซูอี้ไม่ เขากล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้มว่า “บอกพี่ชายตามตรง ยามนี้มีผู้เดิมพันข้างฝ่ายมารนอกแดนกำชัยสูงที่สุด ประมาณแปดส่วน!”
“กระทั่งข้ายังคิดเลยว่าในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตหนนี้ ฝ่ายแดนเซียนเรามีหวังชนะน้อยนิด หากพี่ชายอยากปลอดภัยไว้ก่อน หากลงข้างฝ่ายมารนอกแดนด้วยจะดีที่สุด กำไรน่าจะมั่นคงที่สุดแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็ไม่อาจสรรหาคำใดมาบรรยายอารมณ์ของเขาได้
เศร้าใจ?
ชิงชัง?
อาจจะทั้งคู่
ลองคิดดูว่า กระทั่งคนในแดนเซียนเองยังสิ้นหวังแม้แต่จะเดิมพันให้ฝ่ายตน เรื่องนี้น่าเศร้าและน่าขันเพียงใดกัน?
ชายชุดดำกล่าวต่อ “แน่นอน พี่ชายจะเดิมพันเฉพาะการต่อสู้แบบเดี่ยว ๆ ก็ย่อมได้ สถานการณ์ในตอนนี้คือผู้คนส่วนใหญ่ลงเดิมพันข้างสิบแปดเสนามาร หากเจ้าอยากรู้มากกว่านี้ จะเข้ามาในบ่อนของเราก็ได้นะ ข้าจะแนะนำอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าจะมิเสียผลกำไรให้เอง!”
ซูอี้ว่า “ทูตประจำด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดยอมให้พวกเจ้าเดิมพันกับศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตด้วยหรือ?”
ชายชุดดำได้ยินแล้วก็อดเสสรวลมิได้ “พี่ชายกลัวว่าหากชนะ บ่อนพนันคล้อยบัญชาสรวงของข้าจะบิดพลิ้วมิยอมลงหรือ? วางใจได้เลย เบื้องหลังบ่อนพนันคล้อยบัญชาสรวงของเรามีผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งดูแลเมืองหมื่นดารานี้เป็นเวลายาวนานอยู่ ชื่อเสียงของเขาอยู่ในหมู่ผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นที่รู้จักดีในเมืองหมื่นดารานะ”
ซูอี้พยักหน้า นำถุงสัมภาระใบหนึ่งออกมาและกล่าวว่า “ในนี้มีหยกเซียนอยู่แสนชิ้น ข้าเดิมพันชัยชนะของฝ่ายแดนเซียน หากข้าพ่ายแพ้ หยกเซียนเหล่านี้เป็นของพวกเจ้า”
ชายชุดดำผงะไป ก่อนจะกล่าวอย่างลิงโลด “ขอท่านโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปลงตั๋วเดิมพันให้ท่านขอรับ!”
ว่าแล้ว เขาก็กลับหลังหันเร่งรีบจากไป
ชายหนุ่มมองไปยัง ‘บ่อนพนันคล้อยบัญชาสรวง’ อันสว่างไสวท่ามกลางราตรีแล้วพูดต่อในใจ ‘หากข้าชนะเดิมพัน ไม่ว่าผู้ใดจะอยู่เบื้องหลังบ่อนพนันคล้อยบัญชาสรวงของพวกเจ้า มันจะต้องถูกเฉดหัวออกจากเมืองหมื่นดารา!’
ไม่นานนัก ชายชุดดำก็นำตั๋วที่สร้างจากยันต์ลับใบหนึ่งส่งให้ซูอี้ จากนั้นก็รับถุงสัมภาระไปจากเขา
จากนั้นชายหนุ่มก็จากไป
เมื่อเห็นร่างของเขาลับตาไป ชายชุดดำก็อดหัวเราะมิได้ “เจ้าเด็กนี่โง่ดีแท้ นำหยกเซียนแสนชิ้นมาเดิมพันชัยชนะฝั่งแดนเซียน สงสัยคงถูกลาดีดกะโหลกมาจนสมองเสื่อม เมืองหมื่นดาราในทุกวันนี้ มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่เชื่อว่าฝ่ายแดนเซียนจะกำชัย!”
……
รัตติกาลนิ่งสงบดุจผืนนที ถนนทุกสายภายในเมืองล้วนเปล่งประกายด้วยแสงหลากสี ดูอึกทึกครึกโครม
ระหว่างทาง หัวใจของซูอี้มิใคร่ยินดี ไม่มีความอยากสุรา หมดอารมณ์จะเดินสัญจร จากนั้นเขาจึงเดินตรงเข้าเมืองชั้นในไป
‘เมืองชั้นใน’ ที่ว่านี้คือสถานที่พำนักของขุมกำลังวิถีเซียน ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
หลังเข้าสู่เมืองชั้นใน เขาก็มายังอาณาเขตทางทิศบูรพาแห่งเมืองชั้นในอย่างชำนาญทาง
ที่แห่งนี้มีอนุสรณ์โบราณสูงพันจั้งตั้งอยู่!
ตลอดทั้งอนุสรณ์มหาวิถีนี้ปกคลุมด้วยอำนาจกฎสวรรค์อันสูงส่ง ลึกลับเกินเข้าใจ
นั่นคือศิลาวิถีปกครองสวรรค์!
สมบัติลับฮุ่นตุ้นซึ่งอยู่ยงนับแต่ยุคสุดวิเวกแห่งแดนเซียน ตั้งนิ่งเนิ่นนานในเมืองหมื่นดาราแห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
เป็นสมบัติอันเลิศล้ำโดยแท้จริง!
มันเชื่อมต่อกับอำนาจกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนเนิ่นนาน ทำให้ทั่วด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอันยาวไกลสามหมื่นลี้ปกคลุมด้วยอำนาจกฎสวรรค์ ก่อค่ายมนตร์คุ้มกันขวางเหล่ามารนอกแดนไว้ด้านนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เผ่ามารนอกแดนพยายามทำลายศิลาวิถีปกครองสวรรค์อยู่หลายหน ทว่าทุกคราล้วนจบสิ้นด้วยความล้มเหลว
กระทั่งหลายครั้งในอดีตที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแตกพ่ายจากการโจมตีของมารนอกแดน ศิลาวิถีปกครองสวรรค์ซึ่งตั้งตระหง่านก็ยังมิอาจถูกเคลื่อนทำลายใด ๆ!
คงไม่ใช่การกล่าวเกินไปหากจะบอกว่าการมีศิลาวิถีปกครองสวรรค์ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนั้นเทียบได้กับการมีค่ายพิทักษ์ที่เกิดขึ้นเองธรรมชาติ
เว้นแต่ตัวตนระดับจักรพรรดิมารจากเผ่ามารนอกแดนจะลงมือเอง ก็ไร้ผู้ใดทำลายค่ายพิทักษ์เช่นนี้ได้!
แน่นอนว่า คนในแดนเซียนเองก็มิอาจทำลายสมบัติอันกล่าวได้ว่าเป็นดุจอาวุธเทพนี้ได้ หรือกระทั่งจะเคลื่อนย้ายหล่อหลอมมัน
อันที่จริง ในหมู่เก้าด่านสวรรค์แห่งแดนเซียน แต่ละด่านก็มีสมบัติอันกล่าวได้ว่าเป็นอาวุธเทพเช่นนี้อยู่
จวบจนบัดนี้ ผู้รู้ที่มาของศิลาวิถีปกครองสวรรค์ก็หามีไม่
เป็นที่รู้กันเพียงว่าสมบัติลับฮุ่นตุ้นที่อยู่มาตั้งแต่ยุคสุดวิเวกนี้เชื่อมต่อกับอำนาจกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนโดยกำเนิด
ซูอี้เดินเข้าไปพินิจศิลาวิถีปกครองสวรรค์อย่างเงียบงันท่ามกลางราตรี
ในอดีตชาติของเขา เขาพิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมาเนิ่นนาน และยังเคยใช้อำนาจของศิลาวิถีปกครองสวรรค์เพื่อสังหารจักรพรรดิมารนอกแดนผู้หนึ่งซึ่งลอบแฝงตัวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้อีกด้วย
ดังนั้นเขาจึงรู้ดีกว่าใครว่า อำนาจของสมบัติลับอย่างศิลาวิถีปกครองสวรรค์น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ยิ่งกว่านั้น ตัวเขาในอดีตชาติยังอนุมานคร่าว ๆ เอาไว้ว่าเก้าศิลาวิถีปกครองสวรรค์ในเก้าด่านสวรรค์แห่งแดนเซียนน่าจะถูก ‘ทวยเทพ’ จากยุคสุดวิเวกสร้างขึ้นมา!
เพราะอำนาจซึ่งเชื่อมต่อกับกฎบัญญัติแห่งแดนเซียนและสังหารผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้นั้นร้ายกาจเกินไปจริง ๆ
และสำหรับซูอี้ผู้เคยรับมือทูตสวรรค์มาหลายหนในชาตินี้ เขามองปราดเดียวก็เห็นได้ว่าอำนาจของศิลาวิถีปกครองสวรรค์นั้นร้ายกาจคล้ายคลึงกับฤทธาเทพยิ่งนัก!
“นี่มัน…”
ไม่นานนัก สายตาที่มองยังศิลาวิถีปกครองสวรรค์ของซูอี้พลันนิ่งค้าง เมื่อสังเกตเห็นจุดผิดปกติจุดหนึ่ง!