บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1648: แลกกับซูอี้
ตอนที่ 1648: แลกกับซูอี้
………………..
ตอนที่ 1648: แลกกับซูอี้
“นั่น…นั่นมันบรรพชนเหมิงอวิ๋นของสำนักข้านี่!”
มหาเซียนผู้หนึ่งอุทานขึ้นอย่างตื่นเต้น “ผู้เฒ่าผู้นั้นยังมีชีวิต!!”
มหาเซียนอีกผู้สั่นไปทั้งร่าง พึมพำราวกับคนเสียสติ “ข้าเห็นแล้ว อดีตเจ้าสำนักดาบเหนือนภาข้าก็ยังอยู่!”
“เหยาเอ๋อร์! นั่นเจ้าหรือ? ข้า…ข้าว่าแล้วว่าเจ้ายังไม่ตาย!!”
มหาเซียนชุดดำตะโกนเสียงแหบแห้ง ดวงตาแดงฉาน
เขาเห็นแล้วว่าร่างของสตรีผู้หนึ่งในตะเกียงกระดูกขาวคือราชันเซียนลิ่นเหยา ผู้เป็นคู่วิถีของเขา!
มหาเซียนเหล่านั้นต่างจำผู้คนในตะเกียงกระดูกขาวได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละผู้ล้วนตื่นเต้นจนเสียอาการ
ความรู้สึกปนเป!
และภายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็เต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่
เพราะยอดฝีมือผู้กลายเป็นเชลยของเผ่ามารนอกแดนเหล่านั้น นอกจากราชันเซียนบางผู้ก็ยังมีมหาเซียนรวมอยู่ด้วยมากมาย!
มหาเซียนเหล่านั้นในอดีตต่างปกปักรักษาด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดร่วมกับทูตอารักษ์เว่ยจ้งมาเนิ่นนาน เกียรติยศระบือไกล
ก่อนหน้านี้ ทุกผู้ล้วนคิดว่าพวกเขาตกตายไปแล้ว
ทว่าในเวลานี้ ผู้คนรู้แล้วว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่!
ทว่าพวกเขาต่างตกเป็นเชลยของเผ่ามารนอกแดนมาเนิ่นนาน!
หากไม่ใช่เพราะซูอี้ปรากฏขึ้นในวันนี้ ผู้คนคงยังโง่งม มิตระหนักถึงสัจธรรมอันโหดร้ายนี้!
“หากข้าใช้ตัวประกันสิบสามคนนี้มาแลกกับชีวิตของไอ้หนูชั่วขอบเขตจักรวาลผู้นั้นเล่า?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนซึ่งอยู่ไกลออกไปกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา
เสียงฮือฮาของผู้ชมพลันเงียบกริบดุจป่าช้า
ผู้คนต่างหันมองเหล่าผู้มีอำนาจบนแท่นเซียนสุรบทเมฆาเป็นตาเดียว
ฮูหยินเซียงอวิ๋นกล่าวอย่างไร้ลังเล “ต้องไม่แลกกัน! วันนี้สหายเต๋าซูออกรบ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของฝ่ายแดนเซียนเรา สร้างผลงานศึกอันมิเคยบังเกิดในโลกหล้า ทุกท่านก็เห็นแล้วว่าหากไม่มีสหายเต๋าซู ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ ฝ่ายแดนเซียนของเราพ่ายแพ้แน่นอน!”
ว่าแล้ว นางก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ด้วยเหตุนี้ การใช้ชีวิตของสหายเต๋าซูมาเป็นเบี้ยแลกเปลี่ยนเช่นนี้เลือดเย็นเกินไป แล้วแดนเซียนจะมองเราในภายหน้าเช่นไร? ใครเล่าจะมาเข่นฆ่าศัตรูในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอีก?”
คำพูดของนางปลุกเร้าผู้คนมากมายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
มหาเซียนผมขาวในชุดเทาขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ฮูหยินเซียงอวิ๋น สัจธรรมนี้มีหรือข้าจะไม่รู้? แต่เจ้าก็เห็นแล้วว่าสหายผู้ฝึกตนของเราสิบกว่าคนถูกจับเป็นเชลย ความเป็นความตายขึ้นกับเราตัดสิน! จะมิไปช่วยได้เช่นไร?”
มหาเซียนในชุดนักพรตอีกผู้ตรงไปตรงมายิ่งกว่า เขากล่าวขึ้นมาว่า “ข้าว่านะ การแลกเปลี่ยนเช่นนี้คุ้มค่า!”
“พี่เสิ่น ในความคิดข้า การใช้ชีวิตเซียนขอบเขตจักรวาลคนเดียวมาแลกกับสามมหาเซียนและสิบราชันเซียนนั้นคุ้มแล้ว!”
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องช่วยเหยาเอ๋อร์ให้ได้!!”
…มหาเซียนทั้งหลายล้วนเผยจุดยืนของตนออกมา
และเมื่อได้ยินคำพูดของพวกเขา เหล่าผู้ฟังต่างตะลึงงัน
พวกเขาคิดจะแลกซูอี้กับตัวประกันหรือ?
ผู้คนมากมายรู้สึกอึดอัดด้วยโทสะ
ฮูหยินเซียงอวิ๋นตัวสั่นด้วยความโกรธ “พวกเจ้า…พวกเจ้าช่างเห็นแก่ตัว ไร้ยางอายสิ้นดี! ข้าไม่มีทางเห็นด้วยกับเรื่องนี้!”
ทว่ามหาเซียนผู้สนับสนุนนางมีเพียงผู้เดียว!
ขณะที่มหาเซียนคนอื่นต่างตัดสินใจแลกชีวิตซูอี้แล้ว!
“มหาเซียนเหล่านี้ยามไม่เกี่ยวกับตนก็ทำตัวสูงส่ง แต่พอเกี่ยวข้องกับตนเข้าก็เห็นแก่ตัวจนไร้ยางอายยิ่งนัก!”
อวี๋เซิงสะท้านทั้งกาย เหล่ามหาเซียนช่างอัปลักษณ์ยิ่ง!
และเผยหงจิ่งซึ่งเห็นเรื่องราวทั้งหมดนั้นก็เดือดดาลจนหน้าแดงก่ำ ภายในใจของเขารู้สึกเศร้าอย่างมิอาจบรรยาย
เหตุใดพวกเขาจึงนำชีวิตของสหายเต๋าซูไปแลก?
ผู้ใดมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นได้?
เผยหงจิ่งขบฟันเสียจนแทบแหลก ขณะที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง
ชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายเขาก็พูดขึ้นอย่างเฉยชา “ไม่ต้องไปเถียงกับพวกเขาหรอก รอดูผลสุดท้ายเถิด”
สีหน้าของเขานิ่งเฉยเช่นกาลก่อน มีเพียงแววตาลึกล้ำคู่นั้นที่เย็นยะเยือก
ช่างน่าขัน
นับแต่ต้นจนจบ เมื่อเหล่ามหาเซียนออกมาประกาศจุดยืนตน พวกเขามองว่าซูอี้เป็นผู้ที่จะฆ่ายามใดก็ได้ ไม่ได้คิดสนใจความรู้สึกของเขาเลย
ทั้งยังมองเขาเป็นเบี้ยแลกตัวประกันโดยตรง!
อิ๋นเซี่ยวเทียนกับเหล่ามหามารอดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มยามเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ พวกเขาดูรื่นเริงยิ่งนัก
อิ๋นเซี่ยวเทียนเหลือบตามองซูอี้อย่างเย็นชา ราวกับจะบอกว่าไอ้หนู ชะตาแกจะถึงฆาตวันนี้แหละ!
ทว่าเขากลับเมินมันไป
มือหนึ่งไพล่หลัง ขณะที่มืออีกข้างถือไหสุรา มองท่าทางและคำพูดอันเน่าเฟาะของเหล่ามหาเซียนที่อยู่บนแท่นเซียนสุรบทเมฆาแห่งนี้อย่างเงียบงัน
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือเงียบอยู่ตลอด สีหน้าของเขามิอาจคาดเดาได้ จนไม่ทราบว่าคิดอันใดอยู่
ส่วนมหาเซียนคนอื่น ๆ กำลังทะเลาะกับฮูหยินเซียงอวิ๋น
แทบลงมือกันแล้ว!
สาเหตุก็เพราะฮูหยินเซียงอวิ๋นยืนยันหัวชนฝาว่า ไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้และกล่าวว่าหากผู้ใดกล้าทำ นางจะมิอยู่เฉย!
เรื่องนี้ทำให้เหล่ามหาเซียนปรามาสฮูหยินอวิ๋นหนิงว่าดื้อด้านไม่รู้ความ
เมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เหล่าผู้ชมมากมายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็รู้สึกโศกเศร้าขึ้นทุกขณะ
“เสิ่นชิงสือ ไยจึงไม่ออกมาประกาศจุดยืนเสียเล่า?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนตะโกนลั่น “เงื่อนไขเช่นนี้มิพอหรือ? งั้นเพิ่มอีกประการแล้วกัน!”
ว่าแล้ว เขาก็แบมือออก กระดูกชิ้นเรียวที่ดูใสกระจ่างปรากฏขึ้นในมือ
ตู้ม!!
เหนือกระดูกชิ้นนั้น อำนาจระดับจักรพรรดิมารระเบิดออกมา กวาดสะเทือนทั่วทั้งฟ้าดิน
กระทั่งอำนาจปกคลุมด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดในยามนี้ยังดูราวถูกกระทบกระเทือน เกิดเป็นคลื่นกระเพื่อมรุนแรง บัญญัติกฎเกณฑ์วิถีเซียนนับไม่ถ้วน
เสียงทะเลาะวิวาทของฝ่ายแดนเซียนหยุดลงทันควัน
ทุกผู้หยุดการกระทำ มองภาพที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง
อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวนี้เป็นของตัวตนระดับจักรพรรดิมาร!
“หือ? เหตุใดปราณจากกระดูกนั่นจึงคุ้นนัก… หรือจะเป็นกระดูกชะตาของไอ้แก่ ‘อิ๋นเทียนซั่ว’ นั่น?”
คิ้วของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เขามองปราดแรกก็เห็นได้ว่ากระดูกในมืออิ๋นเซี่ยวเทียนบรรจุอำนาจของตัวตนระดับจักรพรรดิมารผู้หนึ่งเอาไว้!
และซูอี้ก็คุ้นเคยกับปราณนั้นอย่างยิ่ง พลันจำขึ้นได้ว่าในอดีตชาติมีจักรพรรดิมารจากเผ่ามารจันทราเงินผู้หนึ่งพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของหวังเย่…
อิ๋นเทียนซั่ว!
เปรี้ยง!
ทั่วทั้งฟ้าดินพลันสะท้านสะเทือน
ปราณที่แผ่ออกมาจากกระดูกชิ้นนั้นร้ายกาจเกินไป ทำให้คนทุกผู้ในฝ่ายแดนเซียนต่างหวาดผวา
“สมบัติชิ้นนี้เป็นกระดูกชะตาชิ้นหนึ่งของบรรพชนเผ่าข้า ‘จักรพรรดิมารเทียนซั่ว’ และมีอำนาจสูงสุดของเขาอยู่!”
ดวงตาของอิ๋นเซี่ยวเทียนฉายแววบ้าคลั่ง ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงดังกึกก้อง “พวกเจ้ามหาเซียนน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าหากข้าใช้สมบัตินี้อย่างสุดกำลัง ข้ากับมหามารตนอื่น ๆ จะสามารถทะลวงค่ายคุ้มกันนั่นแล้วบุกเข้าไปเข่นฆ่าในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้!”
คำพูดนี้ทำให้คนทุกผู้ในฝ่ายแดนเซียนหยุดชะงัก ใบหน้าพลันเปลี่ยนสีอย่างพร้อมเพรียง
หากมหามารทั้งหกตนร่วมมือกัน พลังทำลายล้างจะร้ายกาจเพียงใด?
หากเรื่องนี้เกิดขึ้น ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าทั่วทั้งเมืองหมื่นดาราจะถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองเป็นแน่!
และถึงยามนั้น มันก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะมีผู้ตกตายมากเพียงใด!
จริงอยู่ที่ภายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมีมหาเซียนอยู่มากมาย แต่ยามเซียนประมือกัน ปลาน้อยในบ่อก็ล้วนถูกลูกหลง ผู้มีการฝึกฝนต่ำต้อยกว่าย่อมต้องสูญเสียชีวิต!
เหล่าผู้ฟังเงียบกริบราวป่าช้า ไม่ว่าจะเป็นเหล่ามหาเซียนหรือผู้ชม ล้วนสัมผัสได้ถึงภัยร้ายแรง
“ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องตัดสินใจแล้ว!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนกล่าวอย่างเฉยเมย
เขาถือกระดูกชะตาจักรพรรดิมารเอาไว้ในมือ และข้างกายเขามีมหามารอีกห้าตนเรียงแถวรอ สร้างความกดดันแก่ผู้พบเห็น
“ข้าว่าผู้อาวุโสมหาเซียนเหล่านั้นคิดถูกแล้ว หากส่งซูอี้ไป เราก็จะแลกชีวิตตัวประกันเหล่านั้นได้ด้วย เป็นตัวเลือกที่ดี!”
ผู้ชมคนหนึ่งเอ่ยทั้งที่ตัวสั่นเทา
“นั่นสิ หนึ่งชีวิตแลกกลุ่มเชลย ซ้ำยังหลบหายนะที่จะเกิดขึ้นภายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ด้วย มีประโยชน์มากกว่าโทษเห็น ๆ!”
“ถูกต้อง!”
“ข้าก็ว่าเรื่องนี้ฉลาดที่สุดแล้ว!”
“ข้าก็หวังว่าใต้เท้าทูตอารักษ์จะตัดสินเช่นนั้น!”
…ทันใดนั้น เหล่าผู้ชมก็เอ่ยสนับสนุนการตัดสินใจของเหล่ามหาเซียนอย่างพร้อมเพรียงกัน
ภาพนี้น่าขันอย่างมิอาจพรรณนา
มันทำให้เผยหงจิ่งกับฮูหยินเซียงอวิ๋นหัวเราะออกมาด้วยโทสะ รู้สึกรวดร้าวในอกอย่างมิอาจบรรยาย
ก่อนหน้านี้ ผู้ชมเหล่านี้ยังต่อสู้เพื่อซูอี้อยู่เลย
แต่เพียงชั่วพริบตา เมื่อหายนะคุกคามชีวิตบังเกิดขึ้น พวกเขาก็ต่างแปรพักตร์ ขายเขาไปโดยไม่ลังเล!
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
หนึ่งคำขู่จากเผ่ามารนอกแดน ทำให้เหล่ายอดฝีมือในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดต้องสุ่มเสี่ยง ทว่าพวกเขาก็ยังมิกล้าสู้ ช่างน่าเศร้านัก!
เหตุใดด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้?
ซูอี้มีคำตอบในใจแล้ว
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็หัวเราะอย่างโศกา “ฮ่า ๆๆ สหายเต๋าซู เห็นหรือไม่ นี่คือด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดที่เจ้าทุ่มเทกายใจให้!”
ผู้พูดคือจางหลิน
ก่อนหน้านี้ เขาปฏิเสธไม่ยอมสู้ เพราะไม่อยากหลั่งเลือดสละชีพเพื่อสรรพชีวิตในแดนเซียนด้วยคิดว่ามิคู่ควร!
ทว่าสีหน้าของเขาในยามนี้กลับเต็มไปด้วยความเศร้าโศกระคนไม่พอใจ และหัวเราะราวกับคนบ้า
“ข้าบอกแล้ว ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้เน่าเฟะเพียงใด มิคุ้มค่าให้เราต่อสู้เพื่อปกป้องเลย!”
“ในอดีต ทั่วทั้งเมืองหมื่นดาราต่างมีศัตรูร่วมกัน มีหรือจะเคยกลัวเผ่ามารนอกแดน ทุกท่านต่างกระหายหิวในเลือดเนื้อเผ่ามาร ยอมหลั่งเลือดสละชีวิต!”
“ทว่าเมืองหมื่นดาราในยามนี้กลับเต็มไปด้วยสวะ ตาขาวเอาแต่ประโยชน์ตน!”
น้ำเสียงของจางหลินเต็มไปด้วยการล้อเลียน “พวกเขามีแต่จะเอาชีวิตเราไปเดิมพัน ขอเพียงพบศัตรู พวกเขาก็จะอ่อนปวกเปียกเหมือนไร้กระดูก ระริกระรี้ทนมิไหวที่จะกระดิกหาง คุกเข่าลงจำนน!”
“เหมือนครานี้เลย สหายเต๋าซู เจ้าสร้างผลงานยิ่งใหญ่ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด แต่พวกเขากลับมองเจ้าเป็นตัวเบี้ยใช้แล้วทิ้ง!”
“ฮ่า ๆๆ ช่างน่าเศร้า ช่างน่าสงสารนัก!”
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอันเปี่ยมด้วยการแดกดันและความโศกเศร้านี้สะท้อนทั่วทั้งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
หลายคนก้มหัวลงด้วยความอึดอัดระคนละอายใจ
บางผู้ดูโกรธเคือง
มหาเซียนบางผู้สีหน้าบิดเบี้ยว ดูมืดมนจนมองแทบไม่ได้
เพียะ!
เสียงตบสนั่นดังขึ้น
มหาเซียนผมขาวในชุดทะยานเข้ามาและตบหน้าจางหลิน ทำให้อีกฝ่ายปลิวกระเด็นหัวทิ่มลงพื้น ใบหน้าอาบไปด้วยเลือดและมิอาจลุกขึ้นได้อีก
………………..