บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1647: ตัวประกัน
ตอนที่ 1647: ตัวประกัน
“ชนะแล้ว!”
“สหายเต๋าซูฆ่าอิ๋นเป๋ยอู่ได้!”
“ฮ่า ๆๆ ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตหนนี้ ฝ่ายแดนเซียนของเราถูกลิขิตชะตาไว้แล้วว่าไร้พ่าย!”
ฝ่ายแดนเซียนขณะนี้เดือดพล่านโดยสมบูรณ์!
ผู้ชมมากมายโห่ร้องลิงโลดอย่างแสนตื่นเต้น
ตัวตนระดับราชันเซียนผู้เข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี้ล้วนแย้มยิ้ม ผ่อนคลายสบายใจโดยสมบูรณ์
จริงอยู่ที่หลังอิ๋นเป๋ยอู่ตายตก ฝ่ายมารนอกแดนจะยังเหลือเสนามารอีกสองตนซึ่งยังไม่ได้เข้าร่วมศึก ทว่าเรื่องเหล่านี้มิอาจแปรเปลี่ยนสถานการณ์ภาพรวมได้อีกแล้ว ไร้จำเป็นที่พวกเขาต้องดิ้นรนต่อสู้อีก!
ยอดฝีมือผู้เดิมพันชัยชนะข้างเผ่ามารนอกแดน ณ บ่อนพนันในเมืองหมื่นดาราต่างนิ่งอึ้งกับที่ตาม ๆ กัน
มิอาจรู้ว่าควรยินดีหรือรวดร้าวจากการเสียเดิมพันนี้
เหล่ามหาเซียนล้วนเผยความปรีดาโล่งใจ
สามพันปีมานี้ ฝ่ายแดนเซียนพ่ายสงครามเจ็ดหน! ความอัปยศน่าละอายเช่นนี้เพียงคิดถึงก็หนักใจ
และยามนี้ ความอับอายเหล่านั้นถูกชะล้างหายไป!
เชิดหน้าชูตาได้โดยภาคภูมิ!
“ก่อนหน้านี้ อิ๋นเป๋ยอู่ผู้นั้นผิดกฎศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตโดยใช้สมบัติอันเลิศล้ำกว่าขอบเขตเสนามารโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ยามนี้เขาจะตายตก แต่เรื่องนี้จะปล่อยไว้เพียงเท่านี้มิได้!”
มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
“ถูกต้อง ข้าต้องขอคำอธิบายด้วย!”
มหาเซียนอีกผู้ข่มเขี้ยวกล่าวขึ้น
ก่อนหน้านี้ อาวุธลับต้องห้าม ‘เนตรจันทราแรม’ ที่อิ๋นเป๋ยอู่ใช้นั้นร้ายกาจพอเป็นภัยต่อชีวิตมหาเซียนได้ หากไม่ใช่เพราะซูอี้มีฝีมือพอจัดการกับมันได้ ผลที่ตามมาย่อมเกินคิดได้!
ขณะที่เผยหงจิ่งกำลังจะกล่าวบางอย่าง เขาก็สังเกตบางสิ่งขึ้นได้และเปลี่ยนสีหน้าเฉียบพลัน “แย่แล้ว!”
เขาลุกขึ้นทะยานออกนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดโดยไร้ลังเล
ไกลออกไปในแดนร้างกระหายเลือด ร่างของมหามารอิ๋นเซี่ยวเทียนวูบไหว ทะยานออกมาโจมตีซูอี้ ณ สนามรบ!!
เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป
ใครเล่าจะคิดว่าศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตยังมิทันจบ ตัวตนร้ายกาจระดับมหาเซียนอย่างอิ๋นเซี่ยวเทียนจะเมินเฉยต่อกฎ ลงมือกับซูอี้เช่นนี้?
เปรี้ยง!
ฟ้าดินพลันแปรสีสัน ทุกสิ่งล้วนมืดหม่นหดหู่
อิ๋นเซี่ยวเทียนทะยาน ฟาดมือขวาออกมาอย่างรุนแรง
อำนาจอันคุกรุ่นแห่งมหามารแปรเปลี่ยนเป็นหัตถ์ใหญ่ปรกนภา ห่อหุ้มด้วยเพลิงโชติสีเงิน ทะลวงโจมตีใส่ซูอี้
“ตายซะ!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนคำราม
ยามนี้ที่ฝ่ายแดนเซียนซึ่งเดิมกำลังเสสรวลเฮฮา ทุกผู้ต่างเงียบกริบ ตะลึงกับเหตุเฉียบพลันนี้
และเผยหงจิ่งผู้มีปฏิกิริยารวดเร็วที่สุดก็เพิ่งทะยานออกนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด สายเกินไปที่จะเข้าช่วยทัน
ทว่าซูอี้ดูจะคาดการณ์ไว้แล้ว และยามอิ๋นเซี่ยวเทียนลงมือ ร่างของเขาพลันวูบไหวหายวับไปในอากาศธาตุ
ตู้ม!
ณ จุดเดิมที่เขาเคยยืนอยู่ระเบิดจนเกิดหลุมมโหฬาร เศษทรายกรวดศิลาล้วนมอดไหม้หลอมเหลว
อำนาจร้ายกาจเช่นนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
ทว่าท้ายที่สุด การโจมตีนี้ก็พลาดเป้า
ร่างของซูอี้หลบเข้าสู่กำบังอันเกิดจากอำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนอย่างสะอาดเอี่ยมไร้รอยขีดข่วนแล้ว
เห็นเช่นนี้ ทุกผู้ก็ผ่อนหายใจโล่งอก
“สหายเต๋าซู มิเป็นอันใดหรือไม่?”
เขาถามอย่างเป็นห่วง
ซูอี้ส่ายหน้า มองอิ๋นเซี่ยวเทียนห่างออกไปแล้วรำพึง “ว่าแล้วเชียว เผ่ามารจันทราเงินอย่างพวกเจ้ายังคงไร้ยางอายไร้เปลี่ยนแปลง”
อิ๋นเซี่ยวเทียนเดือดดาล ทว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ไอ้หนูสารเลว คิดจริง ๆ หรือว่าซ่อนตัวในค่ายคุ้มกันของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแล้ว ข้าผู้นี้จะฆ่าเจ้ามิได้?”
ไกลออกไป มหามารตนอื่น ๆ ต่างก้าวเข้ามา จ้องมองมุ่งเป้าที่ซูอี้ด้วยสีหน้ามาดร้ายเปี่ยมจิตสังหาร
ทว่าท้ายที่สุด ก็ไร้ผู้กล้าบุกฝ่าอำนาจป้องกันรอบด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเข้ามา
“อิ๋นเซี่ยวเทียน นี่คือศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต แต่เจ้ากลับฝืนกฎไร้คำนึง รับความพ่ายแพ้มิได้หรือไร?”
บนแท่นเซียนสุรบถเมฆา ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือกล่าวขึ้นอย่างไร้อารมณ์ วจีของเขาสนั่นลั่นฟังได้ถ้วนทั่ว
เหล่ามหาเซียนเองก็เดือดดาลตวาดลั่น แต่ละผู้ล้วนสุมด้วยโทสะสูงลิ่ว
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่ามหามารจากเผ่ามารจันทราเงินจะลงมือกับผู้น้อยอย่างซึ่งหน้า คำว่าไร้ยางอายมิอาจใช้บรรยายได้อย่างเหมาะสม ต้องเรียกว่าไม่มีฝ่ายแดนเซียนในสายตาเลยสักนิด!
“กฎ?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนหัวเราะลั่น แย้มยิ้มกว้าง “เดิมที ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี้นครวิญญาณของเราเป็นผู้ริเริ่ม กฎก็เป็นเราที่ตั้งขึ้น ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ข้าผู้นี้คือผู้ตัดสิน!”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าว รอบข้างก็อื้ออึงฮือฮา
เหล่าผู้ชมในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเดือดดาลอย่างไม่พอใจ
ใครเล่าจะไม่เห็นว่าฝ่ายมารนอกแดนหาสนใจกฎเกณฑ์ไม่?
ว่าแล้วเชียว สวะเผ่ามารเหล่านี้มิอาจเชื่อใจได้!
สีหน้าของทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือบูดเบี้ยว กล่าวขึ้นว่า “อิ๋นเซี่ยวเทียน หากทำเช่นนี้ เก้าเผ่ามารนอกแดนแห่งนครดาราของพวกเจ้าจะเสียหน้า รังแต่จะทำให้ผู้คนดูแคลนเอานะ!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนกล่าวอย่างเย็นชา “ผู้ชนะคือราชา ผู้แข็งแกร่งคือผู้ถูกยกย่อง! หากมีปัญหา กล้าออกมาจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเพื่อสู้กับข้าหรือไม่?”
วาจานั้นสนั่นลั่น ก้องไกลทั่วฟ้าดิน
เสิ่นชิงสือขมวดคิ้ว
เหล่ามหาเซียนมองหน้ากัน
ผู้ชมทั้งมวลในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดต่างตะลึงกับความโอหังของอิ๋นเซี่ยวเทียน
“มิกล้าหรือ?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนเย้ยเยาะ
ซูอี้อดเสสรวลกล่าวมิได้ “ไอ้แก่นี่ก็แค่ไอ้โง่ที่มีดีแต่เสียงดัง หากสามารถอย่างแท้จริงคงเข้ามาในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแล้ว”
เผยหงจิ่งเองก็แย้มยิ้ม “จริงของเจ้า การใช้คำยั่วยุมาเย้าแหย่ช่างน่าขันนัก”
“ไปกันเถอะ”
ซูอี้หันหลังจากไป
ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของเขา หากงัดไพ่ตายออกมาใช้ เขาก็ไม่กลัวหากต้องไปสู้กับอิ๋นเซี่ยวเทียน
ทว่าศัตรูในยามนี้มิได้มีเพียงอิ๋นเซี่ยวเทียน ยังมีมหามารอีกห้าตนด้วย
ด้วยเหตุเช่นนี้ ซูอี้จึงมิโง่พอจะออกไปต่อสู้ซึ่งหน้า
“ไอ้หนู ข้าบอกแล้วว่าเจ้าต้องตายวันนี้!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนกล่าวอย่างหนักแน่น
ซูอี้ชะงัก หันกลับมาถามอย่างสนอกสนใจ “จริงหรือ?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนเมินซูอี้ หันไปกล่าวกับทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือว่า “เสิ่นชิงสือ ขอเพียงเจ้าส่งเจ้าเด็กนี่มา ข้ารับประกันว่าในหนึ่งพันปีจากนี้ เก้าเผ่ามารจากนครวิญญาณของข้าจะไม่ส่งทัพมายังด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอีก!”
ทุกผู้ทางฝั่งแดนเซียนอดขบขันมิได้
อยากใช้เงื่อนไขมาบังคับพวกเขาให้ส่งซูอี้ให้?
ฝันหวานดีแท้!
เสิ่นชิงสือกล่าวอย่างเฉยชา “ตลอดกาลมานี้ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดของข้าไม่ได้รักษาความสงบโดยการรอมชอมกับศัตรู!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนหัวเราะลั่น “อย่าพูดให้มากนัก ข้าแค่กำลังเสนอเงื่อนไขให้พวกเจ้าเพื่อแลกกับชีวิตไอ้หนูนั่นเท่านั้น”
ว่าแล้ว เขาก็แบมือออก ตะเกียงกระดูกขาวดวงหนึ่งพลันปรากฏขึ้น
ภายในตะเกียงปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งซึ่งถูกตรวนพันธนาการไว้
“จำคนผู้นี้ได้หรือไม่?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนมองขึ้นไปบนแท่นเซียนสุรบถเมฆา
เสิ่นชิงสือเหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วเพราะมิอาจจำได้
ทว่ายามนี้ สีหน้าของเผยหงจิ่งพลันแปรเปลี่ยน ร้องเสียงหลงขึ้นว่า “นั่นมันอาจารย์ลุงเว่ยจ้งนี่!?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว เหล่าผู้ชมล้วนลุกฮือ
เว่ยจ้ง!
ทูตพิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดคนก่อน ผู้อาวุโสสูงสุดจากหอตำราภูผาขจีผู้ปกปักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมาเกือบสามหมื่นปี!
ตลอดกาลผ่านมา สถานการณ์ภายนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดหาสงบสุขไม่ บ่อยครั้งที่จะมียอดฝีมือจากเผ่ามารนอกแดนพยายามแทรกซึมสู่แดนเซียน
และภายใต้การพิทักษ์ของเว่ยจ้ง เขาก็ไม่เคยปล่อยให้ยอดฝีมือมารตนใดลอบเข้ามาในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้!
และเมื่อหนึ่งหมื่นแปดพันปีก่อน เมืองหมื่นดาราเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ ยอดฝีมือบางผู้ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดออกจากด่านไปโดยมิได้รับอนุญาต พยายามข้ามแดนร้างกระหายเลือดไปยังเผ่ามารนอกแดน
เว่ยจ้งสงสัยว่ายอดฝีมือเซียนเหล่านี้น่าจะแปรพักตร์ไปเข้ากับศัตรู เขาจึงนำทัพยอดฝีมือไปไล่ล่าด้วยตนเอง
และแต่นั้นมา เว่ยจ้งก็หายสาบสูญไป
ลือกันว่าเขาถูกเผ่ามารนอกแดนฆ่าตาย
ทว่าไร้ผู้ใดคาดว่าเว่ยจ้งจะยังมีชีวิต และกลายเป็นเชลยในเผ่ามารจันทราเงิน ถูกจองจำในโคมกระดูกขาว!
“ทูตอารักษ์เว่ยจ้ง?”
เสิ่นชิงสือเปลี่ยนสีหน้า
มหาเซียนคนอื่น ๆ ต่างก็แปรสีหน้าอย่างตกตะลึง
“ถูกต้อง เขาคือเว่ยจ้ง ทูตอารักษ์คนก่อนของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดของพวกเจ้า!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนกล่าวอย่างเหี้ยมเกรียม “ยามนี้ ข้าจะนำชีวิตของมหาเซียนผู้หนึ่งมาแลกกับไอ้หนูในขอบเขตจักรวาล เงื่อนไขนี้น่าจะพอแล้วกระมัง?”
เหล่าผู้ฟังล้วนเงียบกริบ ทุกสายตาหันมองทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือเป็นตาเดียวโดยมิได้นัดหมาย
เสิ่นชิงสือสูดหายใจลึก ๆ มองเผยหงจิ่งและกล่าวว่า “ใต้เท้าเว่ยจ้งเป็นคนจากหอตำราภูผาขจีของเจ้า และพี่เผยก็เป็นประมุขหอตำราภูผาขจี ขอยกเรื่องนี้ให้ขึ้นกับการตัดสินใจของพี่เผย!”
สีหน้าของเผยหงจิ่งแข็งค้าง กล่าวเสียงแข็งขึ้นว่า “เรื่องนี้ไม่ต้องเจรจา ข้าเชื่อว่าหากอาจารย์ลุงเว่ยจ้งได้ยินวาจาของข้า เขาจะไม่มีทางแลกชีวิตของเขากับสหายเต๋าซู!”
วาจานั้นสะท้อนก้องทั่วนภา
หัวใจทุกผู้สะท้าน ตะลึงกับการกระทำอันเปี่ยมคุณธรรมของเผยหงจิ่ง
เสิ่งชิงสือขมวดคิ้วรำพึง “กาลก่อน ในวันแรกที่ข้ามาเป็นทูตอารักษ์ ข้าก็สาบานต่อหน้าศิลาวิถีปกครองสวรรค์แล้วว่าหากใต้เท้าเว่ยถูกศัตรูฆ่าตาย ข้าจะล้างแค้นให้เขา หากเขายังอยู่ ต่อให้ข้าต้องทุ่มเทพยายามเพียงใด ก็จะช่วยเขาออกมาให้จงได้”
เผยหงจิ่งกล่าวอย่างเดือดดาล “กระไรนี่ เจ้าอยากใช้ชีวิตของสหายเต๋าซูไปรอมชอมกับเผ่ามารนอกแดนจริง ๆ หรือ?”
เสิ่นชิงสือส่ายหน้ากล่าว “พี่เผยเข้าใจผิดแล้ว ข้าในฐานะทูตอารักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด มีหรือจะทำเรื่องไร้คุณธรรมเช่นนั้นได้?”
ซูอี้มองทุกอย่างอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ หากล่าววาจาใดไม่
เขาอยากเห็นนักว่าอิ๋นเซี่ยวเทียนจะงัดเงื่อนไขใดมาโน้มน้าวใจผู้มีอำนาจในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
และเช่นกัน เขาก็อยากเห็นว่าผู้มีอำนาจในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดตัดสินใจกันเช่นไรต่อเงื่อนไขเหล่านั้น
และเรื่องนี้จะเป็นสิ่งชี้วัดการตัดสินใจสุดท้ายของซูอี้!
“อันใดเล่า ชีวิตของทูตอารักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมิพอแลกได้หรือ?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนเหยียดยิ้ม “ไม่เป็นไร วันนี้ข้าจะเปิดเผยกันชัด ๆ ให้พวกเจ้าเป็นฝ่ายขอแลกชีวิตไอ้หนูนั่นออกมาเอง!”
แล้วเขาก็สะบัดมือ
ตู้ม~
ตะเกียงกระดูกขาวดวงแล้วดวงเล่าปรากฏขึ้น รวมแล้วสิบกว่าดวง
ภายในตะเกียงกระดูกขาวแต่ละดวงผนึกบุคคลไว้หนึ่งร่าง มีทั้งชายหญิง และทุกผู้ต่างถูกตรวนล่ามไว้กับตะเกียงเยี่ยงเชลยไม่ต่างจากเว่ยจ้ง!
และเมื่อเห็นร่างในตะเกียงกระดูกขาวกันชัด ๆ ผู้คนฝั่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็ลุกฮือทันควัน