บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1653: กระหน่ำนองเลือดคิดบัญชี
ตอนที่ 1653: กระหน่ำนองเลือดคิดบัญชี
ในหอโคมเขียวแห่งหนึ่ง
“ใต้เท้า เมืองหมื่นดารานี้มิควรอยู่ต่อแล้วหรือไม่เจ้าคะ?”
สตรีในชุดม่วงซึ่งมีกิริยาทรงเสน่ห์นางหนึ่งกล่าวถามอย่างหวาดผวา
“ลนลานอันใด ท้องนภายังมิถล่มเสียหน่อย”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดผ้าแพร ไว้หนวดเครากล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็น “เรากระทำการในเมืองหมื่นดารานี้มาหลายปี และยังไม่ถูกจับได้เลย”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “ซูอี้ผู้นั้นมาถึงก็ดูดุดันไร้ขอบเขต ทว่าหากเขาไม่ฆ่าทุกผู้ในเมืองหมื่นดาราลงเสีย เขาก็จะมิเห็นรากเหง้าของเราได้หรอก!”
“เหมียวเหมี่ยว เจ้าไปบอกคนอื่น ๆ ว่าช่วงนี้ให้อยู่ในห้องลับไปก่อน หากมิได้รับคำสั่งจากข้า ห้ามออกมาเด็ดขาด”
ชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรสั่ง
“เจ้าค่ะ!”
สตรีชุดม่วงรับคำสั่ง
ทว่ายามนี้ หนึ่งเสียงก็กล่าวขึ้นอย่างเฉยชา “ว่าแล้ว มีพวกเผ่ามารไร้ลักษณ์ซ่อนอยู่ในเมืองจริง ๆ ด้วย”
“นั่นใคร!?”
สีหน้าของชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรพลันแปรเปลี่ยน
เสียงเฉยเมยนั้นดังขึ้นอีกครั้ง “ในจิตวิญญาณของเจ้ามี ‘บัญญัติมารต้องห้ามสลายวิญญาณ’ อยู่สินะ?”
ชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรเหงื่อกาฬแตกพลั่ก “ท่านคือใคร จำคนผิดแล้วหรือไม่?”
ปัง!
คมดาบอันก่อจากอำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ทะลวงผ่านร่างชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรเข้าไปในจิตวิญญาณ
ทว่า ก่อนที่คมดาบนั้นจะทันแผลงฤทธิ์ อำนาจเคล็ดวิชาประหลาดสายหนึ่งในร่างชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรพลันอุบัติ สลายจิตวิญญาณของเขาโดยพลัน!
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรก็ถูกสังหารในพริบตา
“ว่าแล้วเชียว คนทรยศผู้แทรกซึมจากเผ่ามารนอกแดนสู่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดล้วนแต่ถูกฝังคำสาปต้องห้ามไว้ในจิตวิญญาณ”
เกิดเสียงรำพึงแผ่วเบา
สตรีในชุดม่วงกรีดร้องเสียงแหลม หันหลังวิ่งหนี
ทว่าพริบตาต่อมา นางก็ถูกสังหารโดยคมดาบ
ไม่นานนัก ซูอี้ก็ตระหนักรู้ว่าหอโคมเขียวแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นของเผ่ามารนอกแดน ณ เมืองหมื่นดารา!
คนทรยศแท้จริงมีเพียงชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรผู้เดียว
ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนแต่เป็นผู้ทรยศซึ่งรับใช้ชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรอยู่!
ซูอี้หาลังเลไม่ ส่งอสนีบาตเจิดจรัสพร่างพรม ทำลายหอโคมเขียวนี้จนสิ้นซาก
……
“ใต้เท้า ทุกผู้ในเมืองล้วนรู้ว่าผู้หนุนหลังเราคือ ‘มู่อวิ้น’ ซึ่งรับใช้ข้างกายทูตอารักษ์ และหากซูอี้ผู้นั้นตั้งใจคิดบัญชี เรา… จะทำเช่นไรดีขอรับ?”
บรรยากาศในบ่อนพนันคล้อยบัญชาสรวงหดหู่ตึงเครียด
“เจ้าจะไปกลัวอันใด เราไม่ได้ไปล่วงเกินคนแซ่ซูผู้นั้นเสียหน่อย เขาจะมาทำลายพวกเราหรือ?”
ตู้ม!!
หนึ่งทัณฑ์อสนีบาตพรั่งพรู
บ่อนพนันคล้อยบัญชาสรวงพลันแปรเปลี่ยนเป็นซาก
ยอดฝีมือในบ่อนพนันล้วนแปรเปลี่ยนเป็นธุลี
……
เหตุอันคล้ายคลึงนี้ปรากฏขึ้น ณ ที่ต่าง ๆ ทั่วเมืองหมื่นดารา
ซูอี้เป็นเช่นเทพาผู้บัญชาทัณฑ์สวรรค์ กระหน่ำคิดบัญชีอย่างดุเดือด
หากมิมองก็มิเข้าใจ เมื่อประจักษ์แก่สถานการณ์ในเมืองหมื่นดารา ซูอี้ก็พบว่าเมืองหมื่นดาราทุกวันนี้เหลือรับยิ่งกว่าที่คาดไว้
มีทั้งไส้ศึกจากเผ่ามารนอกแดน ผู้ทรยศซึ่งรับใช้เผ่ามารนอกแดน ผู้ชั่วช้าไร้กฎเกณฑ์ และมารร้ายมากมาย
ปกปิดความโสมมท่ามกลางสถานที่อันเน่าเหม็น!
ต้องทราบว่านี่คือด่านหน้าของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เป็นปราการชั้นแรกในการต่อต้านเผ่ามารนอกแดนตลอดมา!
ทั้งหมดนี้ทำให้ซูอี้หมายมั่นปั้นมือจะชำระล้างเมืองหมื่นดารานี้มากขึ้นเป็นเท่าทวี
……
“ซ่อนที่นี่จะปลอดภัยหรือ?”
“อย่าห่วงเลย วังใต้ดินนี้มีเพียงทูตอารักษ์และคนอื่นอีกเพียงหยิบมือเท่านั้นที่รู้ และต่อให้ซูอี้สามารถล้นฟ้า เขาก็มิอาจหาที่นี่เจอได้เลย”
“นอกจากนั้น วังใต้ดินนี้ยังปกคลุมด้วยค่ายกลระดับมหาเซียนยี่สิบชั้น และมีทางออกเก้าแห่งสู่จุดต่าง ๆ ทั่วเมือง ต่อให้ถูกเจอ เราก็หนีได้”
“เป็นเช่นนั้นก็ดี”
…ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งซึ่งเดิมรับใช้ภายใต้เสิ่นชิงสือล้วนมาซุกซ่อนในวังใต้ดินขณะกำลังเสวนากันอยู่นี้
“กระทั่งทูตอารักษ์ยังถูกจับตัว แล้วเรา… จะทำเช่นไรต่อไป?”
“อย่าห่วงเลย ซูอี้ผู้นั้นฆ่ามหาเซียนไปสี่ สังหารยอดฝีมือในวิถีเซียนไปเป็นพัน ๆ และกระทั่งจับทูตอารักษ์ไปขังไว้ จากกฎด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ซูอี้ได้กระทำอาชญากรรมร้ายกาจ ย่อมเป็นที่รังเกียจในแดนเซียน ถูกถือเป็นกบฏต้องประหาร!!”
“ถูกต้อง เบื้องหลังสี่มหาเซียนเหล่านั้นล้วนมีขุมกำลังใหญ่อยู่ เมื่อพวกเขาทราบข่าว มีหรือจะไว้ชีวิตซูอี้ผู้นั้น?”
“เราทนต่อไปสักเดี๋ยวเถอะ ภายหน้า ซูอี้ผู้นั้นจะมิได้ตายดี!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ทุกผู้ก็กัดฟันกรอดด้วยสีหน้าเปี่ยมความเคียดแค้น
“หึ”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงก็กล่าวอย่างขบขัน “ช่างวาดฝันได้งดงามเสียจริง”
ผู้ใด!?
ทุกผู้ล้วนตกตะลึง สันหลังเย็นวูบวาบ
อึดใจต่อมา กรงอันเรืองรองก็ปรากฏขึ้นครอบเหล่ายอดฝีมือทั้งหมดซึ่งซ่อนตัวอยู่ที่นี่โดยพลัน
ร้านสุราแห่งหนึ่ง
“ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้… แปรเปลี่ยนไปแล้ว”
เถ้าแก่ของร้านเป็นชายชราผู้แก่จนหงำเหงือก นั่งจิบเมรัยอยู่อย่างเงียบเชียบ
“ผู้เฒ่าว่าซูอี้ผู้นี้คือใคร?”
ร้านสุราแห่งนี้ร้างผู้คน มีเพียงชายชุดดำคนหนึ่งซึ่งมีจอนผมหงอกขาวนั่งอยู่ภายใน
ชายชราส่ายหน้ากล่าว “ข้าไม่รู้ แต่จากที่สัมผัสได้ วิธีการของเขาคล้ายคนผู้หนึ่งมาก”
“ผู้ใดหรือ?”
“จอมราชันอนันตรัตติกาล”
นิ้วที่คีบจอกสุราของชายชุดดำสั่น เมรัยในจอกพลันกระเพื่อมเยี่ยงสภาพความคิดอันรวนเรของเขา
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ชายชุดดำก็กล่าวว่า “หากเขาเป็นจอมราชันอนันตรัตติกาลจริง ๆ ก็คงดี…”
ดวงตามัวหมองของชายชราวูบไหวด้วยความหวนรำลึก กล่าวอย่างโศกเศร้าว่า “ใช่ นับแต่จอมราชันอนันตรัตติกาลสิ้นไปในศึกอนันตรัตติกาล แดนเซียนนี้ก็ปั่นป่วนมิเหลือดี หากท่านนี้ยังอยู่ คงไม่รู้จะรู้สึกเช่นไรยามมาเห็นภาพลักษณ์อันเลวร้ายของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้”
ชายชุดดำดื่มสุราในจอก “สรุปคือ นับแต่อยู่ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมา วันนี้ข้าสุขใจ รื่นเริงและสาใจที่สุดแล้ว!”
ว่าแล้ว เขาก็อดหัวเราะไม่ได้
ชายชราชะงักไป ก่อนจะอดเผยรอยยิ้มมิได้ “ถูกต้อง ในที่สุดข้าก็ได้เห็นความหวังอันรอมาเนิ่นนานจากซูอี้ผู้นั้น! ภายหน้าในแดนเซียน มีคนเช่นเขาอยู่ เราจะไม่ถูกพวกชั่วช้าจากเผ่ามารนอกแดนรังแกเอาได้แน่นอน!”
ว่าแล้ว เขาเองก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม
ทั้งสองหารู้ตัวไม่ว่าการเสวนาของพวกเขาตกถึงโสต ปรากฏในจักษุของซูอี้ถ้วนทั่ว
และทั้งหมดนี้ก็ทำให้ซูอี้รู้สึกโล่งใจขึ้นได้บ้างในที่สุด
ยอดฝีมือเช่นนี้ในเมืองหมื่นดาราก็มีไม่น้อย เพียงพอพิสูจน์ได้ว่าเมืองหมื่นดารานี้ยังไม่เน่าเฟะโดยสมบูรณ์!
……
การคิดบัญชีของซูอี้ยังคงดำเนินต่อไป
และจากคำสั่งของเขา เผยหงจิ่งและฮูหยินเซียงอวิ๋นต่างเริ่มลงมือ พวกเขาสัญจรทั่วเมืองหมื่นดารา นำตัวยอดฝีมือผู้ถูกซูอี้จองจำด้วยกฎสวรรค์กลับมา
สองมหาเซียนนั้นประหลาดใจยิ่ง ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าซูอี้ทำได้เช่นไร แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงคาดการณ์ว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับกฎสวรรค์แดนเซียนอันแผ่จากศิลาวิถีปกครองสวรรค์เป็นแน่แท้
จนล่วงเลยถึงกลางดึก
มรสุมละเลงเลือดในเมืองหมื่นดารานิ่งไป
ทุกผู้ถอนหายใจโล่งอก
ตลอดวันผ่านมา ทัณฑ์อสนีบาตพรั่งพรูลงตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมืองหมื่นดาราบ่อยครั้ง และอำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนก็พรั่งโปรยต่อเนื่อง
ทุกหนที่บังเกิด ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งตายตก!
เหตุอันอหังการละเลงเลือดนี้ดึงความสนใจของยอดฝีมือในเมืองมาเนิ่นนาน พวกเขาล้วนครั่นคร้าม เกรงว่าหากไม่ระวัง พวกเขาจะถูกอำนาจกฎเกณฑ์นี้กวาดทิ้งเป็นรายต่อไป
และเมื่อหายนะเงียบลงในคืนนี้ ในที่สุดหัวใจของผู้คนก็รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
และยามนี้เอง ผู้คนในเมืองจึงเชื่อว่าการคิดบัญชีของซูอี้มิใช่การฆ่าผู้บริสุทธิ์เหมือนที่ว่า แต่มีเป้าหมายชัดเจน!
“ยามนี้มีคนตายในเมืองอย่างน้อยก็เป็นหมื่นแล้วหรือไม่? เจ้าว่ามีพวกมารนอกแดนรวมอยู่เพียงไร และกี่คนที่เป็นผู้ทรยศจากฝ่ายแดนเซียนของเรา?”
“ข้าไม่รู้หรอก แต่แน่ใจได้ว่าหลังการหลั่งเลือดครานี้ อันตรายแฝงและมะเร็งร้ายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดต้องถูกขุดรากถอนโคนสิ้นแน่!”
“ซูอี้ผู้นี้เป็นคนดีหรือคนชั่วกัน?”
“ธรรมชาติแห่งมนุษย์นั้นซับซ้อน จะแยกด้วยคำว่าดีชั่วได้เช่นไร? มหาเซียนเหล่านั้นอยากให้ซูอี้ไปตาย ซูอี้จึงฆ่าพวกเขา ดังนั้นเขาผิดอันใดหรือ? ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือคิดรอมชอมกับเผ่ามารนอกแดน เท่านั้นก็น่าละอายเหลือเกิน ต่อให้เขาจะถูกขังก็สมควรแล้ว!”
“ในความเห็นข้า ซูอี้อาจจะเป็นผู้ไร้ความปรานี ฆ่าคนไม่กะพริบตา ทว่าการกระทำของเขามิอาจตำหนิได้!”
“ในทางกลับกัน หากวันนี้ไร้ซูอี้ ใครเล่าจะพลิกกระแสในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตได้?”
“ใครเล่าจะฆ่ามหามารจากเผ่ามารนอกแดนเรียงตัวไหว?”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไส้ศึก คนทรยศและหมู่มารร้ายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดล้วนแต่ถูกเข่นฆ่าในการกวาดล้างวันนี้!”
“วีรกรรมเช่นนี้เพียงพอแล้วให้เจิดจรัส ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์สืบต่อ! การกระทำของซูอี้ผู้นี้มิมีจุดใดให้ประณามว่าร้ายได้เลย!”
…คำหารือเช่นนี้ยังคงแซ่ซ้องทั่วเมือง
ใจคนล้วนมีเกณฑ์ประจำตน
บางครั้ง ผู้ผิดผู้ถูกก็ตัดสินได้ยาก
ทว่าผู้เกิดและตายเพื่อฝ่ายแดนเซียน หากมิโง่งมก็ล้วนเห็นชัด
ว่าสิ่งที่ซูอี้กระทำในวันนี้ได้รับการยอมรับโดยยอดฝีมือมากมาย และได้สร้างเกียรติภูมิของเขาขึ้นในเมืองหมื่นดารานี้อย่างไม่อาจมองเห็นได้!
……
โถงอารักษ์ใหญ่
“สหายเต๋าซู ผู้ที่เจ้าจับเป็นมาทั้งหมดในครานี้มีทั้งสิ้นสามร้อยสิบเจ็ดคน พวกเขาส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ ส่วนคนอื่น ๆ นั้นหากไม่มีที่มาประหลาด ก็เกี่ยวพันกับมหาเซียนที่เจ้าคิดบัญชีสังหารไป”
เผยหงจิ่งกล่าวสรุปรัวเร็ว
“คนเหล่านั้นจะถูกส่งให้สหายเต๋าไปสอบวาจา หากข้าเดาไม่ผิด ต้องมีคนทรยศซึ่งร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดนแฝงอยู่ในพวกเขาเป็นแน่แท้”
ซูอี้ออกคำสั่ง
เผยหงจิ่งรับคำอย่างหนักแน่น
เมื่อวานนี้ เขายังเตือนอีกฝ่ายอย่างมีน้ำใจอยู่เลยว่าไม่ควรเร่งรีบคิดบัญชีในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ควรค่อย ๆ วางแผนค่อยเป็นค่อยไป ด้วยเกรงว่าซูอี้จะก่อเหตุเกินตัว เกิดเป็นปัญหาร้ายแรง
ทว่ายามนี้ เขาตระหนักแล้วว่าตนคิดมากไปเอง
เพียงหนึ่งวัน ซูอี้ก็ใช้หนึ่งมือสั่งวายุเรียกพิรุณ กุมชะตาเป็นตายของทั้งเซียนมาร ประหารสี่มหาเซียน จองจำทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ กวาดล้างมหามารหนึ่งกลุ่ม และคิดบัญชีทั่วเมืองหมื่นดาราอย่างหมดจด แปรเปลี่ยนตาลปัตรสถานการณ์ภายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดในพริบตา!
วิธีการเช่นนี้กล่าวได้ว่าช่างเลิศล้ำ ทำให้เผยหงจิ่ง ประมุขหอตำราภูผาขจีแสนทึ่งตะลึงงัน
หลังเผยหงจิ่งจากไป ซูอี้ก็พลิกฝ่ามือ ปรากฏตะเกียงทองแดงอันก่อเกิดจากอำนาจกฎสวรรค์ขึ้นดวงหนึ่ง
ตุ้บ!
เมื่อปลายนิ้วของซูอี้สัมผัสตะเกียงทองแดง ร่างของทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือก็ร่วงลงกลิ้งกับพื้น