บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1654: เค้าลางแห่งทวยเทพ
ตอนที่ 1654: เค้าลางแห่งทวยเทพ
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือยังคงไม่ได้สติ
ซูอี้จ้องมองลงมายังคนผู้นี้ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะคว้าตัวเสิ่นชิงสือ เดินออกจากโถงอารักษ์ใหญ่ไป
ครู่ต่อมา ณ ด้านหน้าศิลาวิถีปกครองสวรรค์
ซูอี้เหวี่ยงร่างของเสิ่นชิงสือลงกับพื้น งอนิ้วของเขา แล้วอีกฝ่ายก็ฟื้นขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นชายหนุ่มในระยะประชิด ใบหน้าของเสิ่นชิงสือก็พลันเปลี่ยนสี ขณะที่ตัวคนตะเกียกตะกายลุกขึ้น เขาก็พบว่าร่างกายมิอาจเคลื่อนไหวได้ แม้แต่จะยกนิ้วยังทำไม่ได้
“เจ้าจะทำอันใด?”
เสิ่นชิงสือสูดหายใจลึก พยายามสงบใจลง
ซูอี้ยกไหสุราขึ้นจิบ จากนั้นก็กล่าวว่า “วันนี้ ข้าชำระล้างเมืองหมื่นดารา สังหารมารนอกแดนซึ่งลอบเข้ามาในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดราวสามสิบเก้าตน ในหมู่พวกมัน ไส้ศึกจากเผ่ามารไร้ลักษณ์มีมากสุดแค่สิบแปดตน ส่วนอีกยี่สิบเอ็ดตนนั้นมาจากเผ่ามารนอกแดนอีกแปดเผ่า”
เสิ่นชิงสือขมวดคิ้ว “เจ้าอยากจะพูดอันใดกันแน่?”
ทว่าชายหนุ่มกลับเมินเขาไป และกล่าวต่ออีกว่า “ไส้ศึกจากเผ่ามารนอกแดนเหล่านี้ล้วนปลอมตัวด้วยตัวตนอื่น บ้างเป็นเจ้าของบ่อนพนัน บ้างเป็นผู้อำนวยการหอโคมเซียน บ้างเป็นเถ้าแก่ร้านยา”
“มันอาจดูไร้ความเกี่ยวข้อง แต่พวกเขาล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน”
“นั่นคือพวกมันทั้งหมดปรากฏกายขึ้นในเมืองหมื่นดารานับแต่เจ้ามาเป็นทูตอารักษ์!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเสิ่นชิงสือก็ดำคล้ำ เขาหัวเราะอย่างเดือดดาล “เจ้าคิดว่าข้าเชิญคนชั่วพวกนั้นเข้ามาหรือไร? น่าขำนัก!”
“ฟังข้าพูดให้จบก่อน”
ซูอี้จิบสุราแล้วกล่าวต่อ “และหลังจากเป็นทูตอารักษ์ เจ้าก็เปิดเมืองหมื่นดาราติดต่อกับโลกภายนอก ยอมให้คนจากแดนเซียนเข้ามาอยู่ได้”
“จากนั้นมาเมืองหมื่นดาราแห่งนี้ก็กลายเป็นแดนโสมม ทั้งบ่อนพนัน หอโคมเขียวต่างผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ยิ่งกว่านั้นคือ กระทั่งมารร้ายบางส่วนยังแทรกซึมเข้ามาในเมืองได้”
“ตอนที่เข้ามาในเมืองหมื่นดาราเมื่อวานนี้ ข้าก็ยังงุนงง ไม่ว่าผู้ใดก็เห็นชัดว่าทั้งคนและสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สมควรปรากฏขึ้นในเมืองเลย แต่เหตุใดทูตอารักษ์เช่นเจ้าจึงยังปล่อยปละละเลย?”
“แต่ในตอนนี้ ข้าพอเข้าใจแล้วว่าเจ้ากำลังวางแผนให้ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดถดถอยทีละก้าว โดยเป้าหมายสุดท้ายก็คือให้เผ่ามารนอกแดนแทรกซึมเข้ามาในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดทีละน้อย เมื่อศึกเซียนมารปะทุขึ้นในภายภาคหน้า ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ก็จะแพ้ภัยตนเอง”
“ทั้งหอโคมเขียวและบ่อนพนันเหล่านั้นก็ใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อให้ที่ซุกซ่อนกับไส้ศึกเหล่านั้นได้”
เสิ่นชิงสือแค่นเสียง “เพ้อเจ้อ ในฐานะทูตอารักษ์ ข้าหรือจะทำเรื่องเช่นนั้น ซูอี้ เจ้าหยุดพูดพล่ามแล้วว่าเจตนามาตรง ๆ เลยดีกว่า!”
ชายหนุ่มกล่าวต่อโดยไม่สนใจ “ไส้ศึกเหล่านั้นลอยนวลอยู่ในเมืองหมื่นดารามาหลายปี เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย แต่ละพวกล้วนรับคนทรยศจากแดนเซียนไปสั่งสมกำลัง”
“เมื่อติดต่อผ่านเครือข่ายอันแยบยลระหว่างไส้ศึกเหล่านี้ ข้าก็พลันพบว่าเบาะแสทั้งหมดโยงมาที่เจ้าซึ่งเป็นทูตอารักษ์”
“กล่าวคือ สาเหตุที่ไส้ศึกเหล่านั้นไม่ได้ถูกเปิดโปงก็เป็นเพราะมีทูตอารักษ์ให้การปกป้องอยู่”
“เจ้าคือผู้หนุนหลังพวกมัน!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็มองมายังเสิ่นชิงสือ “ข้าพูดถูกหรือไม่?”
สีหน้าของผู้เป็นทูตอารักษ์คล้ำเครียด “คำพูดเหล่านี้ของเจ้าไร้หลักฐานใด ๆ นี่ไม่ใช่ว่าเป็นการใส่ความกันดื้อ ๆ หรือ?”
“หลักฐานหรือ? งั้นก็ฟังไว้ สิ่งที่ข้าพูดคือหลักฐาน เมื่อข้าบอกว่าเจ้าคือไส้ศึก เจ้าก็คือไส้ศึกจริง!”
“เจ้า…”
เสิ่นชิงสือนิ่งไป ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นมา “หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงต้องพูดจาเพ้อเจ้อออกมาด้วย? แค่เพื่อสำแดงอำนาจ พิสูจน์ว่าเจ้าจะเปลี่ยนเท็จเป็นจริง ทำอันใดก็ได้เพียงต้องการอย่างนั้นหรือ?”
“ผิดแล้ว”
ซูอี้มองไปยังศิลาวิถีปกครองสวรรค์และกล่าวว่า “ข้าตั้งใจให้มันฟัง บทสนทนาระหว่างเราในคืนนี้จะถูกบันทึกไว้บนศิลาวิถีปกครองสวรรค์”
“ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าผู้ใดขึ้นเป็นทูตอารักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด บทสนทนาระหว่างข้ากับเจ้าจะกลายเป็นบทเรียนแรกที่สั่งสอนพวกเขา!”
เรื่องราวจากอดีต เป็นบทเรียนสำหรับอนาคต
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือลอบร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดน เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน!
เสิ่นชิงสือหัวเราะลั่น “ฮ่า ๆๆ หากทูตอารักษ์คนต่อมาเห็นว่าเจ้าพูดเองเออเองแต่ต้นจนจบ ใครเล่าจะเชื่อ?”
ซูอี้กล่าวช้า ๆ “ข้าบอกแล้ว วาจาของข้าคือหลักฐาน ภายหน้าจะไม่มีผู้ใดในแดนเซียนกล้าตั้งคำถามมัน”
วาจานั้นสงบเงียบ ทว่าแฝงการดูแคลน
ทว่าผู้ฟังกลับรู้สึกขบขัน คร้านเกินกว่าจะโต้เถียง “เจ้ายังมีสิ่งใดจะพูดอีกหรือไม่?”
“มี”
ชายหนุ่มว่าแล้วก็สะบัดมือในอากาศ
ทันใดนั้น ม่านแสงฉากหนึ่งก็ปรากฏขึ้น สะท้อนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่ด้านนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ยามนั้น มหามารอิ๋นเซี่ยวเทียนรำพึงไว้ว่า “น่าเสียดายที่เราทุ่มเทกับด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้มานานเกินไป! หลังศึกวันนี้ เกรงว่ามันคงถูกทำลายสิ้น!”
วาจานี้ไม่อาจอธิบายได้ ทว่าสีหน้าของเสิ่นชิงสือกลับกระวนกระวายอย่างผิดปกติ
ซูอี้งอนิ้ว ม่านแสงพลันเลือนหาย “เมื่อพวกมารเฒ่าเหล่านี้คุยกัน ข้าเกรงว่าพวกเขาคงไม่คิดเลยว่าเมื่อข้าควบคุมกฎสวรรค์แดนเซียนอยู่ วาจาของพวกเขาก็ล้วนอยู่ในโสตข้า”
“วาจาของอิ๋นเซี่ยวเทียนทำให้ข้าตระหนักได้ว่ายังมีเจ้าเป็นหนอนบ่อนไส้อยู่ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด”
สีหน้าของเสิ่นชิงสือมิอาจคาดเดาได้ ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นมาว่า “ใครเล่าจะเชื่อวาจาของเผ่ามารนอกแดน? หรือหากพวกมันบอกว่าเจ้าเป็นไส้ศึก เจ้าก็ต้องเป็นไปตามนั้น?”
“เจ้าไม่ต้องเถียงหรอก ทุกสิ่งที่ข้ากำลังทำ ณ ยามนี้คือการทิ้งตราจารึกไว้บนศิลาวิถีปกครองสวรรค์ มิใช่พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นไส้ศึกหรือไม่”
เสิ่นชิงสือขมวดคิ้ว “แล้วอย่างไร? ฆ่าข้าต่อหน้าศิลาวิถีปกครองสวรรค์นี่หรือ? เฮอะ หากเจ้าทำเช่นนี้ ข้ารับประกันว่านครเซียนโฉลกเมฆาของข้าจะมิละเว้นเจ้า!”
ทว่าชายหนุ่มไม่ได้สนใจ และชี้ไปยังลวดลายประหลาดที่คล้ายสัตตบงกชบนฐานศิลาวิถีปกครองสวรรค์และกล่าวว่า “เจ้าเป็นผู้ทิ้งตราเทพนี้เอาไว้สินะ?”
เสิ่นชิงสือตะลึงราวถูกสายฟ้าฟาด ก่อนจะกล่าวขึ้นเสียงหลง “เหตุใดเจ้าจึง…”
เขาตระหนักทันทีว่าตนเสียอาการ และหุบปากไป
ทว่าสีหน้าไม่แน่ใจของเขาได้เปิดโปงตนเองเรียบร้อยแล้ว บ่งบอกชัดว่าหัวใจหาสงบนิ่งไม่!
“การที่ข้ารู้จักตราแห่งเทพนี้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจหรือ?”
ซูอี้แย้มยิ้มแล้วรำพึง “ก็จริง หากเป็นผู้อื่นในแดนเซียนซึ่งมิเคยแตะต้องอำนาจแห่งเทพ มีหรือจะรู้จักรอยตราแห่งเทพนี้?”
“แต่ข้านั้นแตกต่าง ไม่เพียงรู้จัก ข้ายังรู้ด้วยว่าตราแห่งเทพนี้น่าจะมาจากเทพที่อยู่เบื้องหลังนครเซียนโฉลกเมฆาของพวกเจ้าอย่าง ‘ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ’ ด้วย”
“แต่ข้าชอบเรียกเขาเป็นคนตกปลามากกว่า”
วาจานั้นทำให้เสิ่นชิงสือรู้สึกเหมือนโดนทุบหัวเข้าอย่างจัง ดวงตาเบิกกว้าง อดกล่าวมิได้ว่า “เจ้า…เจ้ารู้ได้อย่างไร? เจ้าก็เป็นทูตสวรรค์เช่นกันหรือ?!”
ทันใดนั้น เขาก็พึมพำราวเข้าใจทุกสิ่งอย่างถ่องแท้ “จริงด้วย มีเพียงทูตสวรรค์เท่านั้นที่มีอำนาจต่อสู้เหลือเชื่อได้เช่นเจ้า และมีเพียงทูตสวรรค์ที่สามารถมองทะลุตราแห่งเทพ!”
“มิน่าเล่า เจ้าจึงสามารถช่วงชิงและยึดครองอำนาจของศิลาวิถีปกครองสวรรค์ได้ ซ้ำยังมีอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์เพียงนี้ทั้ง ๆ ที่มีการฝึกฝนเพียงขอบเขตจักรวาล!”
ทันใดนั้น ความงุนงงในใจของเขาก็ดูจะคลี่คลายลงในที่สุด สีหน้าฉายแววกระจ่างแจ้ง
ดวงตาของซูอี้ดูพิกล เขาหรือคือทูตสวรรค์?
เคราะห์ดีที่คนผู้นี้ยังเป็นมหาเซียน และยังคิดว่าตนเป็นทูตสวรรค์ได้!
ทว่าเขาก็มิได้อธิบายและกล่าวเปลี่ยนประเด็นว่า “ข้าพอจะตัดสินได้แล้วว่าเจ้าแบกรับภารกิจสองประการไว้ยามขึ้นเป็นทูตอารักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด”
“ประการแรก เป็นหนอนบ่อนไส้ให้กับเผ่ามารนอกแดน ให้กองกำลังของเผ่ามารนอกแดนแทรกซึมเข้ามาในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดทีละน้อย เพื่อให้ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแตกจากภายในยามบังเกิดศึกเซียนมาร ก็กลายเป็นทางผ่านแก่เผ่ามารนอกแดนสู่แดนเซียน”
“ประการที่สอง รับโองการของคนตกปลา ใช้อำนาจตราประทับเทพที่เขาให้มาดูดซับและหลอมรวม ‘ศิลาวิถีปกครองสวรรค์’ สมบัติฮุ่นตุ้นที่อยู่รอดมาตั้งแต่ยุคสุดวิเวก”
“เมื่อทำเช่นนี้ ยามศึกเซียนมารปะทุ ม่านอำนาจคุ้มเมืองจากกฎสวรรค์แดนเซียนก็จะไม่อาจหยุดยั้งการเคลื่อนพลของเผ่ามารนอกแดนได้อีกต่อไป”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ คิ้วของซูอี้ก็ขมวดน้อย ๆ และกระซิบต่อ “ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าพอรับรู้ได้ว่า เหล่าเทพกำลังเริ่มยืดหนวดของพวกมันเข้ามาพัวพันกับแดนเซียน และกระทั่ง… เข้ามาแทรกแซงความแค้นระหว่างแดนเซียนกับเผ่ามารนอกแดน!”
แผ่นหลังของเสิ่นชิงสือเย็นวาบ ขณะมองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
แม้อีกฝ่ายจะเป็นทูตสวรรค์ แต่มองปราดเดียวก็ไม่มีทางมองแผนการเหล่านี้ได้ทะลุปรุโปร่ง!
เพราะความลับอัปลักษณ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นความลับสุดยอดของนครเซียนโฉลกเมฆา!
มีเพียงมหาเซียนเท่านั้นที่มีสิทธิ์รับรู้
ทว่ายามนี้ ชายหนุ่มอย่างซูอี้กลับคาดเดาความลับส่วนใหญ่ได้จากเบาะแสไม่กี่อย่าง!
เสิ่นชิงสือจะไม่ประหลาดใจได้อย่างไร?
ทว่าเขาก็ยังไม่ยอมรับ “ในฐานะทูตอารักษ์ หากข้าจะช่วยเผ่ามารนอกแดน เหตุใดต้องมัวลงทุนลงแรงเช่นนี้? แค่เปิดอำนาจคุ้มเมืองทั่วด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแล้วให้พวกมารนอกแดนบุกตรงเข้ามาเลยก็สิ้นเรื่อง!”
“มันง่ายดายมาก ความเสี่ยงในการทำเช่นนั้นร้ายแรงเกินไป และเมื่อเกิดตัวแปรขึ้นมา นครเซียนโฉลกเมฆาของพวกเจ้าก็มิอาจรับไหว และเผ่ามารนอกแดนเองก็มิอาจทานทนได้เช่นกัน”
ในที่สุดเขาก็เข้าใจบางอย่าง
เป็นถึงมหาเซียน ทว่าเหตุใดเสิ่นชิงสือจึงเป็นกบฏ?
คำตอบนั้นง่ายดายนัก นั่นก็เพราะคนผู้นี้ปฏิบัติตามคำสั่งของเทพคนตกปลา!
กระทั่งสาเหตุที่ว่า เหตุใดตัวประกันในมืออิ๋นเซี่ยวเทียนจึงถูกจับเป็น เดิมทีก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเสิ่นชิงสือเช่นกัน!
“ซูอี้ ในฐานะทูตสวรรค์ เจ้าไม่รู้หรือว่าการขัดบัญชาเทพจะมีจุดจบอย่างไร?”
ทันใดนั้น เสิ่นชิงสือก็กล่าวขึ้น “หากเจ้าสร้างความปั่นป่วนให้กับเทพในยามนี้ เจ้ามิกลัวถูกทวยเทพคิดบัญชีหรือไร?”
“นับตั้งแต่แรกจนยามนี้ ข้าต่อสู้กับเทพมาตลอด และสักวัน ข้าจะฝังพวกมันด้วยมือข้า เจ้าว่า… ข้าจะกลัวหรือ?”
ว่าแล้ว เขาก็ก้าวมายังศิลาวิถีปกครองสวรรค์ จากนั้นปาดปลายนิ้วของเขา
ฉัวะ!
รอยตราแห่งเทพอันดูคล้ายสัตตบงกชถูกลบหาย แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงหลายสี