บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1656: ความลับของขอบเขตสุญตา
ตอนที่ 1656: ความลับของขอบเขตสุญตา
ณ ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตหนที่เก้า เซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งนามว่าซูอี้ก่อเหตุอันตราตรึงมากมายเพียงนี้เชียวหรือ?
เมื่อทราบข่าว ทั่วทั้งแดนเซียนก็พลันสั่นสะเทือน ขุมกำลังวิถีเซียนอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างตกตะลึง
เซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งแปรกระแส สังหารหกมหามารลงในอึดใจ ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด!
ทั้งยังรวมถึงตัวตนไร้เทียมทานหนึ่งผู้จากเผ่ามารจันทราเงินด้วย!
นอกจากนั้น เขายังยืมอำนาจกฎสวรรค์จากศิลาวิถีปกครองสวรรค์สังหารสี่มหาเซียน จองจำทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ และกำจัดยอดฝีมือจากแดนเซียนไปนับพัน
เขากระทั่งฆ่าหกมหามาร ช่วยเหลือกลุ่มตัวประกันซึ่งเผ่ามารนอกแดนจับเอาไว้ได้!
เรื่องนี้ช่างสะท้านสะเทือน ดุจพายุใหญ่กวาดทั่วสี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียน เกิดเป็นแรงสะเทือนทั่วทั้งด้าวแดน
และเมื่อข่าวแพร่กระจาย นามของซูอี้ก็เริ่มแว่วเข้าหูของเหล่าผู้ฝึกตนในแดนเซียน!
แดนเซียนแห่งนี้ช่างใหญ่โตนัก แม้จะแบ่งออกเป็นสี่สิบเก้าทวีป ทว่าอาณาเขตของแต่ละแห่งนั้นกล่าวได้ว่าไร้ขอบเขต
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เป็นชื่อเสียงของราชันเซียนบางผู้ ก็ยังเป็นที่เลื่องลือในหนึ่งทวีป
ยากนักจะสร้างชื่อระบือไกลทั่วทั้งแดนเซียน
ต่อให้เป็นผู้อยู่ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลและสุญตา ก็มีเพียงสิบอันดับแรกที่เป็นจุดสนใจของสรรพชีวิตทั่วโลกหล้า
กล่าวโดยสรุปคือ น้ำหนักของคำว่า ‘เลื่องลือในแดนเซียน’ นั้นเลิศล้ำเกินธรรมดา ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย!
และซูอี้นั้นแตกต่างออกไป
ในอดีต ชื่อเสียงของเขาถูกจำกัดเพียงบริเวณเล็ก ๆ ในทวีป ๆ หนึ่ง เช่นนครเซียนเทียนติ่งแห่งแคว้นจิ่ง เขตปกครองของตระกูลเหลียงในทวีปกกพิสุทธิ์
ทั่วแดนเซียนแทบไม่เคยได้ยินนามเซียนอันดับหนึ่งอย่างเขามาก่อน
ทว่ายามนี้ เมื่อข่าวจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแพร่ออกไป นามของชายหนุ่มก็เจิดจรัสเยี่ยงดาวหาง แผ่ขยายไปทั่วทุกทวีปแห่งแดนเซียน!
ไร้เหตุผลใดอื่น นอกจากการกระทำของเขาในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดลือลั่นเกินไป กล่าวได้ว่าทำให้โลกหล้าด้าวแดนตกตะลึง!
……
ณ ลัทธิไร้มลทิน
“การฝึกฝนอยู่ในขอบเขตจักรวาล อายุเพียงยี่สิบเศษ แต่กลับสังหารกลุ่มเสนามารอันเทียบได้กับขอบเขตราชันเซียน และยึดครองอำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ด้วยหรือ!?”
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในใจของเจ้าสำนักฉีเนี่ยอย่างไม่อาจบรรยาย
ร่างนั้นนั่งอยู่ในห้องมืดมัว แสงสว่างพร่ามัว ทำให้รูปลักษณ์ของเขาดูเลือนราง ทว่าก็ยังบอกได้ว่าเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง
และนั่นคือภาพของซูอี้ที่เขาเห็นขณะสนทนาข้ามพรมแดนมิติเวลากับฉีเนี่ยจากศักราชแห่งมาร
“ซูอี้… หรือเขาจะเป็นร่างเวียนวัฏของหวังเย่!?”
หัวใจของเขาสะท้าน
ในฐานะเจ้าลัทธิไร้มลทิน เขารู้ดีกว่าใครในโลกหล้าว่าหวังเย่ยังมีชีวิตอยู่!
และเขาก็รู้ดีกว่าใครว่าในแดนเซียนทุกวันนี้ ไม่อาจหาตัวตนท้าทายสวรรค์เช่นซูอี้ ซึ่งไม่อาจใช้สามัญสำนึกมาเป็นเกณฑ์ได้จากแห่งหนใดอีกแล้ว
นอกจากนั้น นับตั้งแต่ผู้จุติสรวงกลุ่มนั้นปรากฏขึ้น ณ แดนบรรลุสรวงเขากวางขาวแห่งแคว้นจิ่ง ลัทธิไร้มลทินก็ลอบตรวจสอบเบาะแสเกี่ยวกับร่างเวียนวัฏของหวังเย่มาตลอด
ดังนั้น เมื่อเขาได้ยินวีรกรรมของอีกฝ่ายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ปฏิกิริยาแรกของฉีเนี่ยจึงสงสัยว่าคนผู้นี้จะเป็นร่างเวียนวัฏของหวังเย่!!
“กาลก่อน ทวีปกกพิสุทธิ์คือถิ่นของหวังเย่ และเขาโอฬารยุทธ์ก็คือสถานฝึกฝนซึ่งได้รับการขนานนามจากทั่วแดนเซียนว่าเป็น ‘ศาลสวรรค์น้อย’ หวังเย่เองก็คุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอยู่เนิ่นนาน”
“และซูอี้ผู้นี้ก็ปรากฏขึ้นในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแห่งทวีปกกพิสุทธิ์ แม้จะมีอายุเพียงยี่สิบเศษและมีการฝึกฝนในขอบเขตจักรวาล ทว่าความแข็งแกร่งของเขากลับสังหารเสนามารผู้เทียบชั้นกับราชันเซียนได้…”
เมื่อคิดเช่นนี้ ฉีเนี่ยก็แน่ใจเป็นเท่าทวีว่าซูอี้ผู้นี้คือคนที่ลัทธิไร้มลทินตามหามาเนิ่นนาน ทรราชหวังเย่ผู้มิได้ตายในศึกอนันตรัตติกาล แต่ไปเวียนวัฏสงสารฝึกฝนใหม่!
“ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมา…”
ความปรีดาอันไม่อาจปกปิดเอ่อขึ้นในใจของฉีเนี่ย เขาออกคำสั่งโดยไร้ลังเล
“ส่งคนไป ใช้อำนาจทั้งหมดของลัทธิไปตรวจสอบเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับซูอี้ที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ในสามวัน ข้าต้องการข่าวทั้งหมดเกี่ยวกับซูอี้ผู้นี้!”
“ขอรับ!”
ไม่เพียงลัทธิไร้มลทินเท่านั้น ทว่าขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งอื่นในแดนเซียนอย่างอารามบงกชแห่งแคว้นเซี่ยงและลัทธิกำเนิดเอกภพต่างก็คาดเดาเรื่องบางอย่างได้หลังรู้ข่าวจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด สงสัยในตัวตนของซูอี้ และเร่งลงมือตรวจสอบตาม ๆ กัน
ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ทั้งหลายต่างส่งยอดฝีมือไปยังด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเพื่อตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่ม
ชั่วขณะนั้น แดนเซียนต่างปั่นป่วน
ณ นครเซียนโฉลกเมฆา
สีหน้าของเจ้าสำนักซุนเซียวเฉิงดำคล้ำเยี่ยงก้นบ่อน้ำ
เรื่องแดงแล้ว!
มิต้องคิดเขาก็รู้ว่า เพราะเสิ่นชิงสือถูกจับเป็น ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด แผนของนครเซียนโฉลกเมฆา ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็ต้องถูกเปิดโปงแล้ว!
โทสะนี้ทำให้อกของซุนเซียวเฉิงแทบระเบิด ในใจสัมผัสถึงแรงกดดันยิ่งกว่าหนใด
หากให้แดนเซียนรับรู้ว่านครเซียนโฉลกเมฆาของพวกเขาส่งเสิ่นชิงสือไปลอบร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดน มันจะไม่อาจเลี่ยงให้พวกเขากลายเป็นศัตรูร่วมในแดนเซียนได้!
ถึงยามนั้น ขุมกำลังใหญ่ในวิถีเซียนทั่วโลกหล้าจะร่วมมือทำลายนครเซียนโฉลกเมฆาของพวกเขาโดยไร้ลังเล!
ทันทีที่คิดเช่นนี้ มือเท้าของซุนเซียวเฉิงก็เย็นวาบอย่างช่วยไม่ได้ หัวใจร้อนรนเกินสงบ
“ไอ้สารเลวนั่นกล้ามาทำแผนการใหญ่ในนครเซียนโฉลกเมฆาของข้าพินาศย่อยยับ! สมควรตายด้วยหมื่นคมมีด ป่นกระดูกให้แหลกนัก!!”
สีหน้าของซุนเซียวเฉิงดุดันคั่งแค้น บรรยากาศรอบกายน่าสะพรึงกลัว
“จะลังเลอีกไม่ได้แล้ว ต้องลงมือโดยเร็วที่สุด!”
ซุนเซียวเฉิงสูดหายใจลึก ๆ แล้วออกคำสั่ง “ถ่ายทอดคำสั่งข้าออกไปว่า จากวันนี้ไปให้ยุบนครเซียนโฉลกเมฆา ส่งทุกคนในสำนักออกไปซ่อนตัวในที่ลับ ห้ามเผยตัวตนออกมาอีก!”
“เจ้าสำนัก…” บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งอุทาน
“รีบไปสิ!!”
ว่าแล้ว ซุนเซียวเฉิงก็ดูจะสิ้นเรี่ยวแรง ทรุดฮวบลงพิงเก้าอี้
‘ซูอี้ เรื่องในวันนี้ยังไม่จบแน่! หากเจ้าทำลายแผนของ ‘องค์เทพเรืองวิญญาณ’ เจ้าก็ต้องถูกทัณฑ์สวรรค์แน่นอน!’
ซุนเซียวเฉิงพึมพำในใจ
จริงตามเขาคาดคิด เมื่อขุมกำลังหลักแห่งแดนเซียนได้รับรู้ข่าวเพิ่มขึ้น ข่าวการทรยศของทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือแห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็เริ่มแพร่ออกไปในแดนเซียน
หนึ่งศิลาก่อคลื่นกระเพื่อมนับพัน
ทั่วทั้งแดนเซียนต่างลุกฮือด้วยโทสะ
ขุมกำลังเซียนมากมายออกมาประกาศจุดยืนว่า ต้องการให้นครเซียนโฉลกเมฆาออกมาชดใช้ความผิด!
“ทั่วแดนเซียนไม่ได้ครึกครื้นเช่นยามนี้มาเนิ่นนานแล้ว”
ผู้อาวุโสบางคนรำพึง
“ซูอี้ผู้นั้นยังหนุ่ม ทว่าด้วยเกียรติยศที่เกิดขึ้น ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เขาก็ทำให้แดนเซียนลุกฮือได้ในชั่วพริบตา ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ!”
บางผู้กล่าวอย่างนึกทึ่ง
“คนผู้นี้มีสิ่งประหลาดผิดปกติมากมายเกินไป ยามนี้เมื่อชื่อเสียงของเขาปรากฏขึ้นในแดนเซียน มันก็เท่ากับการยืนอยู่ ณ จุดยอดแห่งมรสุม ย่อมเกิดปัญหานับไม่ถ้วน”
“ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาหรอก ในความคิดข้า ภายหน้าเขาจะอยู่รอดได้หรือไม่ก็ยังเกินจะหยั่งได้!”
“อย่าลืมว่าเขาเคยฆ่ามหาเซียนทั้งสี่และทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ ดังนั้นขุมกำลังวิถีเซียนเหล่านั้นจะไม่ไว้ชีวิตเขาแน่”
“หากคิดสวมมงกุฎ ก็ต้องแบกรับน้ำหนักของมันด้วย ยิ่งชื่อเสียงเลื่องลือ มันก็จะกลายเป็นน้ำหนักถ่วง เมื่อชายหนุ่มเปี่ยมปริศนาอย่างเขาถูกยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในแดนเซียนหมายหัว เขาจะจบเช่นไรยากรับรู้… ทว่ามันคงไม่ดีเท่าไรแน่!”
…ทั่วแดนเซียนฮือฮาเซ็งแซ่
และเมื่อข่าวแพร่ออกไป มันก็ขยายไปสู่จุดอื่นอันห่างไกลในแดนเซียน เช่นก้นบึ้งทะเลบูรพา ทะเลเป่ยหมิงแห่งทวีปอุดรลึกล้ำ และสุขาวดีอันเกินรับรู้ในโลกหล้าเป็นต้น
……
บนท้องนภาครามใสกระจ่าง
เรือสมบัติลำหนึ่งกำลังล่องลอยอยู่กลางเมฆา
ซูอี้ยืนอยู่ที่ท้ายเรือ อาภรณ์และเรือนผมยาวพลิ้วตามลม
เขากำลังคิดถึงการเคลื่อนขอบเขต
นับตั้งแต่ผ่านด่านทั้งสิบสอง ณ หอตำราภูผาขจีมาได้ การฝึกฝนของชายหนุ่มก็อยู่ในขอบเขตจักรวาลขั้นสมบูรณ์แล้ว ขาดเพียงโอกาสเลื่อนขอบเขตเป็นเซียนแท้ขอบเขตสุญตาเท่านั้น!
ขอบเขตสุญตาเป็นขอบเขตใหญ่ลำดับสองในวิถีเซียน
สุญตาก็คือความว่างเปล่า
การบรรลุสู่ขอบเขตนี้ต้องเข้าใจความลวงและความจริง ตัดสินความจริงจากความลวง!
ความจริงความลวงที่ว่าคือความเข้าใจเกี่ยวกับมหาวิถี ซึ่งเป็นดุจมายาว่างเปล่า ราวฟองคลื่นในภาพฝัน
ความจริงนั้นหมายถึงแก่นแห่งหมื่นวิถีทั่วฟ้าดิน
มีเพียงการสำรวจสัจธรรมเท่านั้นที่จะสามารถแปรเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในมหาวิถีได้มากขึ้น
กล่าวคือ การบรรลุสู่ขอบเขตนี้คือการใฝ่สัจธรรมในความเข้าใจมหาวิถี!
ทิ้งความซับซ้อนใด ๆ และเสาะหาแก่นแท้แห่งวิถีเซียน
ดังนั้นเซียนในขอบเขตสุญตาจึงถูกเรียกว่า ‘เซียนแท้’ ซึ่งเชื่อมโยงกับสัจธรรมที่ว่า ในขอบเขตนี้ พวกเขาสามารถสืบเสาะมายาอันว่างเปล่า แสวงวิถีที่มุ่งตรงสู่แก่นแห่งวิถีเซียนได้!
ในขณะเดียวกัน ความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตสุญตาของเซียนแท้ก็จะพัฒนาต่อยอด
แก่นของมันอยู่ที่คำว่า ‘สุญตา’ เพียงหนึ่ง อันสื่อถึงทั้งมายาและความว่างเปล่า
คำว่าว่างเปล่านั้นอยู่ทุกแห่งหน นับได้ว่าเป็นความไม่มี
ชื่อเรียกเช่น ‘จักรวาลพร่างดาว’ และ ‘ท้องนภา’ นั้น กระทั่งปุถุชนยังสัมผัสถึงความ ‘ยิ่งใหญ่ไร้ประมาณ ไพศาลว่างเปล่า’ จากมันได้
และเคล็ดเช่นนี้ก็สะท้อนในวิถีเต๋าของเซียนแท้ขอบเขตสุญตาอีกด้วย!
หลังจากบรรลุสู่ขอบเขตนี้ ทั้งแดนจักรวาลจิตเซียน ห้วงความลึกคิดและอำนาจพลังปราณ เลือดลมในกายจะแปรเปลี่ยนไปอย่างสะเทือนพิภพ
“ฝึกฝนสัจธรรม ฝึกฝนความจริงแท้ เซียนแท้ขอบเขตสุญตาฝึกฝนคำว่า ‘แท้จริง’ ความเข้าใจและการตกผลึกกฎเกณฑ์วิถีเซียนจึงต้องเริ่มจากแก่นอันแท้จริงสูงสุดแห่งเคล็ดพลังมหาวิถี…”
“มหาวิถีเวิ้งลึกล้ำล่ะ?”
“วิถีอมตะล่ะ?”
…ซูอี้รู้กระจ่างมากว่าย่างก้าวนี้สำคัญยิ่ง!
มีเพียงการเสาะแสวงแก่นแท้วิถีเซียนของตนในขอบเขตสุญตาเท่านั้น เขาจึงมีโอกาสหลอมรวมมหาวิถีทั้งหมดที่บรรลุมาเป็นหนึ่งเดียวในภายหน้า!
หนึ่งดาบแพร่สู่หมื่นวิถี หนึ่งดาบสะบั้นหมื่นกฎเกณฑ์!
“ข้าในยามนี้ต้องการเพียงแรงผลักดันและโอกาสในการเคลื่อนขอบเขต ก็บรรลุสู่ขอบเขตสุญตาได้แล้ว!”
ซูอี้กล่าวในใจ ‘ข้าแค่ไม่รู้เลยว่าหายนะแห่งขอบเขตสุญตาที่จะได้พบในครานี้จะเป็นเช่นไร’
ภายในใจของเขาบังเกิดความคาดหวัง
แตกต่างจากหายนะอื่น ๆ ภัยพิบัติขอบเขตสุญตานั้นประหลาดอย่างยิ่ง มันมุ่งเป้าไปที่จิตวิญญาณ สตินึกคิด และอำนาจมหาวิถีในมือเขา!
เซียนแต่ละผู้ล้วนเผชิญกับอันตรายที่แตกต่างยามก้าวข้ามภัยพิบัติสู่ขอบเขตสุญตา
ทว่าก็เพราะเช่นนี้ ภัยพิบัติสุญตาจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนหวาดผวาที่สุด เพราะไร้สิ่งใดให้เรียนรู้มาก่อน
ทว่า สำหรับซูอี้ เขาตั้งตารอ ‘ภัยพิบัติอันมิอาจทราบ’ นี้อยู่!
“สหายเต๋าซู”
ทันใดนั้น มหาเซียนเหวินจื่อชิวก็เดินออกมาจากในเรือมาหาซูอี้ผู้ยืน ณ ท้ายเรือด้วยรอยยิ้ม