บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1655: ข้าหวังว่าเขาจะเป็นหวังเย่
ตอนที่ 1655: ข้าหวังว่าเขาจะเป็นหวังเย่
ฝังทวยเทพ?
เสิ่นชิงสือตกตะลึง
นี่คือสิ่งที่ทูตสวรรค์ควรพูดหรือ?
ช่างย้อนแย้งอย่างยิ่ง!
ทว่าเมื่อเห็นซูอี้ลบตราสัตตบงกชนั้นออก หัวใจของเสิ่นชิงสือก็ตกตะลึง
เขาร้องเสียงหลง “เจ้า…เจ้าลบอำนาจแห่งเทพได้หรือ!?”
ซูอี้ว่า “ใช่”
“…”
“ตอบคำถามข้าข้อหนึ่ง แล้วข้าจะให้เจ้าไปสบาย”
ร่างของเสิ่นชิงสือชะงัก ก่อนจะยิ้มเย้ย “ไม่ว่าอย่างไรก็ตายอยู่ดี เหตุใดข้าต้องตอบด้วย?”
“เช่นนั้น อยากอยู่แย่กว่าตายหรือ?”
อยู่แย่กว่าตาย
เพียงสี่พยางค์ราบเรียบ
ทว่ามีเพียงผู้เจนโลกเท่านั้นที่รู้ว่าสี่คำนี้เป็นการทรมานที่โหดร้ายเพียงใด!
สีหน้าของเสิ่นชิงสือมิอาจคาดเดา ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาในที่สุด “พ่ายแพ้ให้แก่ทูตสวรรค์เช่นเจ้า ก็ไม่นับว่าไม่ยุติธรรมเจ้าจะถามอันใดเล่า?”
“เรื่องที่ทูตอารักษ์คนก่อนถูกเผ่ามารนอกแดนจับตัวไป เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่?”
เสิ่นชิงสือนิ่งไป ก่อนจะกล่าวเย้ยหยันออกมา “เจ้าเดาออกแล้วนี่ ไยต้องถามเพิ่มเติมด้วย?”
ซูอี้รำพึงเบา ๆ “ข้าแค่ไม่คาดคิดเลยว่ามหาเซียนผู้หนึ่งจะทำเรื่องชวนใจสลายเช่นนี้หลังกลายเป็นสุนัขรับใช้เทพ”
เขาจำคำพูดที่เจ้าเฒ่า ‘พยากรณ์สวรรค์’ กล่าวไว้ว่าเจตจำนงแห่งเทพได้ทะลวงเข้าสู่แดนเซียนแล้ว!
เหมือนเช่นคนตกปลาซึ่งอยู่เบื้องหลังนครเซียนโฉลกเมฆา
องค์เทพเทียนอู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณ
ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่า ในแดนเซียนทุกวันนี้ ต้องมีขุมกำลังเซียนแห่งอื่นที่กระทำการเพื่อ ‘ทวยเทพ’ อยู่อีก!
และหลังจากเหตุการณ์ในวันนี้ โดยเฉพาะยามเห็นว่ามหาเซียนอย่างเสิ่นชิงสือทรยศแดนเซียนเพื่อช่วยเทพ ซูอี้ก็ตระหนักมากขึ้นว่าวิธีการของทวยเทพน่าสะพรึงกลัวเพียงใด!
เมื่อทวยเทพเหนือแดนเซียนเหล่านี้แผ่อิทธิพลสู่แดนเซียนทีละน้อย มันหมายความว่าแดนเซียนจะเกิดหายนะอีกมากมาย!
การทรยศของเสิ่นชิงสือคือเครื่องพิสูจน์
“ก่อนตาย เจ้าตอบคำถามข้าเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?”
เสิ่นชิงสือพลันกล่าวถาม
“ว่ามา”
ซูอี้จิบสุรา
เสิ่นชิงสือจ้องนิ่งมายังเขา “ในฐานะทูตสวรรค์บนโลกหล้า เจ้ารับใช้เทพใดอยู่?”
“…”
ฉับพลันนั้นเขาก็หัวร่อออกมา“ข้าหาใช่ทูตสวรรค์ไม่”
เสิ่นชิงสือขมวดคิ้วด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้าจะมองว่าข้าเป็นผู้ประหารเทพก็ได้”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็ดีดนิ้ว
ชีวิตของเสิ่นชิงสือหลุดลอย
ซูอี้ตบลงบนศิลาวิถีปกครองสวรรค์เบา ๆ ก่อนจะหันหลังจากไป
……
ณ โถงอารักษ์ใหญ่
เมื่อเขากลับมา ภายในโถงก็มีมหาเซียนเพิ่มมาอีกสองคน
เดิมที พวกเขาทั้งสองก็อยู่บนแท่นเซียนสุรบทเมฆา ทว่ายามนั้น พวกเขาต่างปฏิเสธไม่แลกชีวิตซูอี้กับเผ่ามารนอกแดนเหมือนฮูหยินเซียงอวิ๋น
ดังนั้นพวกเขาจึงรอดการล้างแค้นของชายหนุ่มไป
จากการแนะนำของฮูหยินเซียงอวิ๋น ซูอี้ก็ทราบว่ามหาเซียนทั้งสองนี้ ผู้หนึ่งมีนามว่าเซี่ยกู้ เขามีรูปร่างผอมบางที่แทบปลิวไปตามลม ปราณที่แผ่ออกมารอบกายดูลึกล้ำ เขามาจาก ‘วังเซียนโอฬารไกล’ ซึ่งเป็นขุมกำลังจากแคว้นฮั่ว
ส่วนอีกคนหนึ่งมีนามว่าเหวินจื่อชิว เขามีรูปร่างสูงใหญ่ มาจากสุขาวดีเทียนเสวียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสุขาวดีแห่งเขาปู้โจว
มหาเซียนทั้งสองเห็นได้ชัดว่ามารอนานแล้ว และเมื่อพบซูอี้ ทั้งสองต่างแย้มยิ้ม คำนับให้ชายหนุ่มอย่างมีมารยาท
เซี่ยกู้นำถุงสัมภาระใบหนึ่งออกมา บอกว่าข้างในมีสินสงครามซึ่งรวบรวมมาจากศึกใหญ่ในวันนี้ ซึ่งเขามาเพื่อมอบมันให้ซูอี้โดยเฉพาะ
ชายหนุ่มนิ่งไป ก่อนจะกล่าวว่า “ช่างคิดละเอียดอ่อนนัก ขอบคุณมาก”
อีกฝ่ายเป็นมหาเซียน ทว่ากลับทำเรื่องใช้แรงงานเล็กน้อยอย่างรวบรวมสินสงคราม นี่ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าอีกฝ่ายปฏิบัติต่อเขาอย่างใส่ใจและให้ความสำคัญยิ่ง
เซี่ยกู้กล่าวทั้งที่หัวเราะว่า “ก็แค่เรื่องเล็กน้อย วีรกรรมในวันนี้ของสหายเต๋าซูสิจึงกล่าวได้ว่าน่ายกย่อง”
ขณะที่ทุกผู้กำลังสนทนา เผยหงจิ่งก็เดินมาและกล่าวว่า “สหายเต๋าซู เป็นไปตามเจ้าคิดเลย มีไส้ศึกในหมู่ผู้ที่เจ้าจับเป็นมาหลายคนจริง ๆ ด้วย!”
“นอกจากนั้นข้ายังได้พบเบาะแสมากมาย ซึ่งชี้ว่าเสิ่นชิงสือน่าจะเป็นผู้หนุนหลังให้กับไส้ศึกเหล่านั้น!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้กล่าวออกมา ทุกผู้ล้วนเดือดดาล
ซูอี้หาประหลาดใจไม่ เขาเล่าบทสนทนาเมื่อคืนระหว่างเขากับเสิ่นชิงสือออกมาโดยสังเขป
ในที่สุดพวกเผยหงจิ่งก็เข้าใจ มือเท้าของพวกเขาเย็นยะเยือก สีหน้าไม่น่าดูอย่างยิ่ง
ใครเล่าจะคาดคิดว่าทูตอารักษ์อย่างเสิ่นชิงสือจะทรยศฝ่ายแดนเซียน?
ใครเล่าจะคิดว่าเบื้องหลังเรื่องนี้จะมีเค้าลางแห่งทวยเทพอยู่?
จนกระทั่งทุกผู้สงบใจได้ ซูอี้ก็กล่าวว่า “เรื่องนี้ผ่านไปแล้ว เรื่องต่อไปที่ต้องทำคือฟื้นระบบระเบียบในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ไม่ให้เกิดหายนะแบบเดียวกันในภายหน้า”
“ถูกต้อง!”
เผยหงจิ่งว่า “สหายเต๋าซูมีแผนการอย่างไร?”
สายตาของมหาเซียนอีกสามผู้ต่างก็มองมายังเขา ราวกับอีกฝ่ายเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวเสียแล้ว
หากสรรพชีวิตในแดนเซียนมาพบเรื่องเช่นนี้เข้า เกรงว่าคงตกใจเป็นแน่
เพราะถึงอย่างไร ในแดนเซียนทุกวันนี้ ขุมกำลังไร้เทียมทานผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนนั้นเก็บตัวมาเนิ่นนาน ไม่ได้ออกมาเผยโฉมแต่ไหนแต่ไร
ด้วยเหตุนี้ ตัวตนระดับมหาเซียนจึงนับเป็นยักษ์ใหญ่ชั้นหนึ่งแห่งแดนเซียน และก็กล่าวได้แล้วว่าเป็นตัวตนยิ่งใหญ่ทั่วทั้งสี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียน!
ใครเล่าจะกล้าเชื่อว่า มหาเซียนเหล่านี้จะนอบน้อมต่อเซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งเพียงนี้?
ทว่าสำหรับยอดฝีมือผู้ได้รับชมศึกที่เกิดขึ้น ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดในวันนี้ สิ่งนี้ย่อมมิน่าตกใจ
“ข้ามีแผนอยู่บ้าง”
ซูอี้ว่าและอธิบายแผนการของเขาออกมา
……
วันต่อมา
ตามแผนการของซูอี้ สามมหาเซียนอันประกอบด้วยฮูหยินเซียงอวิ๋น เซี่ยกู้ และเหวินจื่อชิวต่างออกมาประกาศร่วมกันว่าเผยหงจิ่ง ประมุขหอตำราภูผาขจีได้รับเลือกเป็นทูตอารักษ์คนใหม่ของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด!
ทันทีที่ข่าวถูกประกาศออกไป เมืองหมื่นดาราก็กระแสเสียงอื้ออึงมากมาย
“เกินคาด ซูอี้ผู้นั้นไม่ได้ฉวยโอกาสยึดตำแหน่งทูตอารักษ์ แต่กลับเลือกที่จะสละอำนาจ”
“ผิดแล้ว ข้าแน่ใจว่าใต้เท้าเผยหงจิ่งต้องได้รับคำอนุญาตจากคนแซ่ซูมาแล้ว จึงได้ขึ้นเป็นทูตอารักษ์!”
“การเดินหมากเช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์ ซูอี้ผู้นั้นยืนอยู่ ณ จุดที่มรสุมรุนแรงที่สุดมาเนิ่นนาน การที่เขาเลือกถอยอย่างใจกล้าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงมหันต์ย่อมเป็นการหนีจากหายนะและปัญหาใด ๆ ได้”
“เฮอะ หากคิดเช่นนั้น เจ้าก็น่าจะประเมินเขาต่ำไปแล้ว ภายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ เขาควบคุมอำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนได้ เขาหรือจะกลัวหายนะหรือปัญหาใด ๆ?”
“ข้าว่านะ การตระเตรียมเช่นนี้ต้องมีความนัยลึกล้ำอื่นแฝงอยู่!”
…ทั่วทุกมุมเมืองต่างเต็มไปด้วยเสียงสนทนาอื้ออึง
เรื่องที่เผยหงจิ่งขึ้นเป็นทูตอารักษ์ไร้ผู้ใดคัดค้าน และไร้ผู้ใดกล้าออกมาตั้งคำถาม
อันที่จริง ในฐานะประมุขหอตำราภูผาขจี เผยหงจิ่งจึงได้ประจำการในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมาหลายปี และมีชื่อเสียงอันดีระบือไกล
หลายคนดีใจที่ได้เห็นว่าเขาเป็นทูตอารักษ์
วันเดียวกันนั้น ณ โถงอารักษ์ใหญ่
เผยหงจิ่งกล่าวพลางหัวเราะว่า “พวกคนในเมืองมองข้าเป็นหุ่นเชิดของสหายเต๋าซูไปเสียได้ ช่างน่าขันนัก”
“เสียงนกเสียงกา อย่าสนใจเลย”
ซูอี้ส่งยันต์กลไกสำริดให้กับอีกฝ่าย “ข้าปรับแต่ง ‘ยันต์กลไกโองการสวรรค์’ นี้ใหม่แล้ว จากนี้ไป ด้วยสมบัตินี้ เจ้าจะสามารถควบคุมอำนาจของศิลาวิถีปกครองสวรรค์ และใช้อำนาจกฎสวรรค์ที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ โปรดรับมันไว้เถิด”
เผยหงจิ่งรับไว้ด้วยสองมือ กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้จะทุ่มเททุกสิ่ง ไม่ให้ความคาดหวังอันสูงส่งของสหายเต๋าต้องผิดหวัง!”
มหาเซียนคนอื่น ๆ ล้วนมองภาพนี้ด้วยรอยยิ้ม
ซูอี้ว่า “มียันต์กลไกโองการสวรรค์นี้อยู่ แม้จะยืมอำนาจกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนมาได้บางส่วน แต่มันก็ไม่ได้ไร้เทียมทานโดยแท้จริง แต่หากมิใช่ยอดฝีมือผู้บรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนลงมือ ไม่ว่าผู้ใดมาก่อเรื่องที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็หาต่างจากฆ่าตัวตายไม่”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “ส่วนเผ่ามารนอกแดน เจ้าไม่ต้องห่วงมันในช่วงเวลาอันสั้นนี้ แค่คุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้เอาไว้ก็พอ”
เมื่อวานนี้ เขาได้ยินอิ๋นเซี่ยวเทียนกับมหามารตนอื่นคุยกันว่าภายในร้อยปี เผ่ามารนอกแดนจะก่อศึกเซียนมารขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนั้นพวกเขายังกล่าวอีกด้วยว่า ไม่เชื่อว่าในร้อยปี เขาจะก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้
ซูอี้ย่อมไม่สนใจเรื่องนี้
ทว่าจากบทสนทนาเหล่านี้เอง เขาก็เชื่อว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ก็ยังไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดศึกเซียนมารในวงกว้าง
ด้วยเหตุนี้ การให้มหาเซียนอย่างเผยหงจิ่งคุ้มครองด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็เพียงพอแล้ว
……
หลังอยู่ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอีกสามวัน ซูอี้ก็ตัดสินใจจรจาก ไปยังนครเซียนเพลิงนภาแห่งทวีปกกพิสุทธิ์
ไม่นานมานี้ เขาได้รับสารลับฉบับหนึ่ง และรู้ว่ามหาเซียนหลิวอวิ๋นกับชิงเวยจากหอน้อยสมปรารถนาได้มายังนครเซียนเพลิงนภา
ซูอี้ ณ ยามนั้นตอบกลับไปว่า เขาจะไปพบภายในสิบวัน
“สหายเต๋าซู ข้าก็อยากกลับสุขาวดีเทียนเสวียน เราไปด้วยกันได้นะ”
มหาเซียนเหวินจื่อชิวกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม
เขาเป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสุขาวดีเทียนเสวียน และครั้งนี้ เขาจะกลับไปที่นั่นเพื่อสะสางเรื่องด่วนของสำนัก
“ก็ได้”
ซูอี้มิได้ปฏิเสธ
วันเดียวกันนั้น ชายหนุ่มกับเหวินจื่อชิวก็ออกเดินทางจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดไปด้วยกัน โดยมีเผยหงจิ่ง เซี่ยกู้ ฮูหยินเซียงอวิ๋น อวี๋เซิงและคนอื่น ๆ มาส่ง
จนเมื่อเห็นร่างของทั้งสองลับสายตาไป ฮูหยินเซียงอวิ๋นพลันกล่าวขึ้น “พี่เผย เจ้าเคยได้ยินบ้างหรือไม่ว่าช่วงนี้ มีข่าวลือในแดนเซียนอยู่ว่าจอมราชันอนันตรัตติกาลมิได้ตกตายไปจริง ๆ ใน ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ ทว่าเขาเวียนวัฏสงสารเสียแทน”
ม่านตาของเผยหงจิ่งหดตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ข้าเคยได้ยินมาก่อน และหอตำราภูผาขจีของข้าก็รู้มาว่าร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลน่าจะหวนคืนแดนเซียนแล้วในยามนี้ และขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินกับลัทธิกำเนิดเอกภพเองก็ลอบค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเนิ่นนาน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ดูเหมือนตระหนักถึงบางสิ่ง เปลือกตากระตุกวูบ “เจ้าคงมิคิดว่าสหายเต๋าซูคือร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลหรอกกระมัง?”
ดวงตาคู่งามของฮูหยินเซียงอวิ๋นวูบไหว กล่าวขึ้นเบา ๆ “ข้าหวังให้เขาเป็น ต่อให้มิใช่ ข้าก็หวังว่าเขาจะกลายเป็นตัวตนในตำนานเยี่ยงจอมราชันอนันตรัตติกาลคนที่สองในภายหน้า!”
เผยหงจิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าก็หวังเช่นนั้นเช่นกัน”
“ร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล?” อวี๋เซิงพึมพำในใจ “หากเป็นเช่นนี้จริง หลายเรื่องก็เข้าใจได้ขึ้นมาเลย”
วันเดียวกันนั้น ทูตอารักษ์คนใหม่เผยหงจิ่งก็ลงมือ ปลดอำนาจกฎเกณฑ์อันปกคลุมเมืองหมื่นดาราแล้วปล่อยผู้คนในเมืองให้ออกไปได้
และวันนั้น การกวาดล้างนองเลือดอันบังเกิด ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็แพร่ออกไป ก่อเกิดเป็นเสียงเซ็งแซ่ทั่วทั้งแดนเซียน
ทั่วโลกล้วนตะลึงงัน!
………………..