บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1662: ความลับของหายนะเทพ
ตอนที่ 1662: ความลับของหายนะเทพ
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ไกลออกไปจากนครเซียนเพลิงนภาหลายพันลี้ ณ ขุนเขาใหญ่อันลึกล้ำ บนผาอันเงียบสงัด
ซูอี้และคณะนั่งสนทนากันบนพื้น
มหาเซียนหลิวอวิ๋นอธิบายเรื่องราวการล้อมสังหารของลัทธิหมื่นวิญญาณนี้โดยละเอียด
เป็นเช่นที่ซูอี้คาดการณ์เอาไว้ นางถูกลัทธิหมื่นวิญญาณหมายหัวมาเนิ่นนาน เพื่อให้นางซึ่งเป็นมหาเซียนยอมจำนนเป็นเบี้ยให้ลัทธิหมื่นวิญญาณใช้งาน!
ต้องทราบว่ามหาเซียนหลิวอวิ๋นเป็นผู้นำของหอน้อยสมปรารถนาทั้งหมดในแดนเซียนทุกวันนี้
หากมหาเซียนหลิวอวิ๋นถูกควบคุม มันก็เหมือนได้หอน้อยสมปรารถนาทุกสาขาทั่วแดนเซียนมาอยู่ในกำมือ!
เมื่อได้รู้สัจธรรมข้อนี้ เหวินจื่อชิวก็อดเสสรวลอย่างโกรธเคืองมิได้ “ลัทธิหมื่นวิญญาณช่างทะเยอทะยานนัก กล้าดีอย่างไรกัน?”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นยิ้มขมขื่นพลางกล่าวตัดพ้อออกมา “หอน้อยสมปรารถนาในทุกวันนี้แตกต่างจากยามก่อนเกิดยุคอวสานเซียนแล้ว”
จากวาจาของนาง หอน้อยสมปรารถนาไม่เพียงได้รับความเสียหายจากยุคอวสานเซียน แต่ยังถูกเผ่ามารนอกแดนบุกรุกอีกด้วย
เมื่อยุคอวสานเซียนสิ้นสุดลง ขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิกำเนิดเอกภพก็ลอบเข้ามาช่วงชิงพื้นที่ซึ่งอยู่ในการครอบครองของหอน้อยสมปรารถนา!
จวบยามนี้ หอน้อยสมปรารถนานั้นเสียหายหนัก ตกอยู่ในสถานการณ์ยากแค้น ถูกลดชั้นเหลือเพียงขุมกำลังมหาเซียนธรรมดาไปแล้ว
ยิ่งกว่านั้น กระทั่งทุกวันนี้ อาณาเขตปกครองของหอน้อยสมปรารถนาก็ยังคงถดถอย ย่ำแย่ลงทุกคืนวัน
ในขณะเดียวกัน ลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นเรืองอำนาจขึ้นมาอย่างรวดเร็วยิ่ง และยามนี้ก็ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในแดนเซียน!
นอกจากนั้นลัทธิหมื่นวิญญาณยังมีเทพหนุนหลังอยู่อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ลัทธิหมื่นวิญญาณย่อมไม่กลัวหากจะต้องแตกหักกับหอน้อยสมปรารถนา
เมื่อรู้เรื่องราวภายในเหล่านี้ เหวินจื่อชิวก็อดรำพึงมิได้ “ยุคอวสานเซียนได้เปลี่ยนโฉมหน้าของแดนเซียนไปโดยสิ้นเชิง”
ในหมู่ขุมกำลังวิถีเซียนทุกวันนี้ สำนักและตระกูลอันมีรากฐานเก่าแก่ส่วนใหญ่ล้วนเสียหายอย่างหนักจากหายนะยุคอวสานเซียน!
กระทั่งสุขาวดีเทียนเสวียนของเขาก็เช่นกัน!
ดังนั้นเหวินจื่อชิวจึงเข้าใจความรู้สึกของมหาเซียนหลิวอวิ๋นในขณะนี้เป็นอย่างดี
“แล้วเหตุใดลัทธิกำเนิดเอกภพจึงหันมาเพ่งเล็งหอน้อยสมปรารถนากันเล่า?”
ซูอี้พลันถามขึ้น
แววตาของหญิงสาวดูแปลกพิกล ขณะกล่าวขึ้นว่า “ข้าไม่รู้ แต่พอเดาได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับเจียงไท่เออ ผู้ก่อตั้งลัทธิกำเนิดเอกภพแน่เจ้าค่ะ”
“ก่อนยุคอวสานเซียนจะบังเกิดขึ้น ใต้เท้าจักรพรรดิปีศาจหรูอี้และเจียงไท่เออเป็นอริกันมาเนิ่นนาน ต่อสู้กันมามิต่ำกว่าสิบหน และเขาก็พ่ายแพ้มากกว่าจะชนะ จึงเกิดเป็นความแค้น”
ซูอี้พยักหน้า
ที่แท้นี่ก็เป็นความแค้นเก่าก่อน
ความโกรธแค้นระหว่างเซียวหรูอี้กับเจียงไท่เออทำให้หอน้อยสมปรารถนาถูกดึงเข้ามาพัวพัน
ต่อมา หลังทุกผู้สนทนากันสักพัก ชายหนุ่มก็บอกให้ทุกผู้ออกไปก่อน และเหลือไว้เพียงมหาเซียนหลิวอวิ๋น
“เซียวหรูอี้ไปที่ใด?”
ซูอี้เอ่ยถาม
เซียวหรูอี้คือจักรพรรดิปีศาจหรูอี้ จักรพรรดิปีศาจผู้ไร้เทียมทานในโลกหล้าซึ่งสร้างหอน้อยสมปรารถนาขึ้นมา และยังเป็นสหายรักผู้หนึ่งของหวังเย่
ในหอน้อยสมปรารถนา มีคำกล่าวว่า ‘สี่ฤดูอยู่ยง หรูอี้น้อยวิถีเซียน สูงส่งเป็นที่สรรเสริญในโลกหล้า พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์’ อยู่
กล่าวกันว่าเบื้องหลังหอน้อยสมปรารถนา มีเยี่ยชุนชิว เซียวหรูอี้ ซูฝูซื่อ และหวังเย่ สี่มหาอำนาจผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนอยู่!
ในหมู่พวกเขา หวังเย่นั้นเปรียบได้กับประโยคที่สี่ ‘พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์’!
ยามนี้ เยี่ยชุนชิวและซูฝูซื่อต่างสาบสูญ กระทั่งเซียวหรูอี้ยังไร้ข่าวคราว มีหรือซูอี้จะไม่สนใจ?
มหาเซียนหลิวอวิ๋นลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “เรียนใต้เท้าจอมราชัน ยามจรจาก นางบอกว่าจะไปยังธารสายยาวแห่งยุคสมัยเพื่อหาโอกาสเข้าสู่ขอบเขตเทพ และเมื่อบรรลุ นางจะกลับมาในยามนั้นเจ้าค่ะ”
“นางกล่าวไว้ยามใด?”
“พันแปดร้อยปีหลังสิ้นศึกอนันตรัตติกาลเจ้าค่ะ”
ซูอี้ถูหว่างคิ้วพลางถอนหายใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเซียวหรูอี้หายตัวไปก่อนยุคอวสานเซียนจะมาถึง และด้วยอุปนิสัยของสตรีผู้นี้ ในเมื่อบอกว่าจะไม่กลับมาจนกว่าจะบรรลุเป็นเทพ มันก็หมายความว่านาง… อาจจะถูกสังหารในธารยาวแห่งยุคสมัยไปแล้ว
หรือไม่ก็ประสบกับเหตุพลิกผันบางประการ จึงห่างหายไร้ข่าวคราวจนบัดนี้
โลกหล้าเปี่ยมด้วยเรื่องพลิกผัน ผู้คนจึงยากตามหา สารพัดเรื่องราวในอดีตไม่อาจถูกกู้คืน แม้หัวใจวิถีของซูอี้จะหนักแน่น แต่ก็ยังอดสะท้านไม่ได้
ครู่ต่อมา เขาก็ทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน กล่าวออกมาว่า “หากเจ้าเชื่อใจข้า อย่าขัดขืน ขอข้าดูหายนะเทพที่ปั่นป่วนร่างของเจ้าหน่อย”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นผงะไป แล้วใบหน้างดงามของนางก็ฉายแววคาดหวัง พร้อมตอบตกลงโดยไม่ลังเล
ทำอย่างไรได้? นางถูกหายนะเซียนนี้ทรมานมานับครั้งไม่ถ้วน การฝึกฝนของนางอ่อนกำลังลงทุกขณะ เมื่อกอปรกับบาดแผลสาหัสที่ได้รับมาวันนี้ รากฐานมหาวิถีของนางก็แทบพังทลาย!
หากได้รับความช่วยเหลือของซูอี้ ทำลายอำนาจหายนะเทพในร่างได้ ย่อมดีที่สุด!
นี่ยังเป็นเหตุผลที่นางกับชิงเวยมาหาเขาที่ทวีปกกพิสุทธิ์ครานี้
ซูอี้ลงมือทันที เขาแผ่จิตสัมผัสออกมาตรวจสอบในร่างมหาเซียนหลิวอวิ๋น
หัวใจของมหาเซียนหลิวอวิ๋นในยามนี้สั่นสะท้าน สัมผัสความรู้สึกประหลาดเยี่ยงถูกไฟดูด ร่างอรชรรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย
การถูกบุรุษเช่นซูอี้ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบสภาพร่างกายนั้น เทียบได้กับการที่เขาจะได้เห็นทุกส่วนในร่างของนางอย่างชัดเจน
ชัดยิ่งกว่าถอดอาภรณ์ออกมาให้เห็นกันจะ ๆ เสียอีก…
สิ่งนี้ทำให้มหาเซียนหลิวอวิ๋นรู้สึกละอายขึ้นมา ใบหน้างดงามดุจหญิงสาวแดงเรื่อดุจเปลวเพลิงร้อนฉ่า
ซูอี้ได้ ‘เห็น’ กระจ่างแจ้งโดยแท้
ทว่าเขาในยามนี้หามีความคิดเป็นอื่นไม่ เมื่อจิตสัมผัสของเขาเข้าสู่ร่างของมหาเซียนหลิวอวิ๋น ชายหนุ่มก็ตรวจจับอำนาจหายนะเทพอันประหลาดและร้ายกาจได้ในพริบตา!
เมื่อเขาพยายามใช้ปราณดาบเก้าคุมขังรุกคืบเข้าไปใกล้อำนาจหายนะเทพนั้น มันดูจะตื่นตระหนก หดตัวหนีในพริบตา แล้วแทรกหนีสู่จุดลึกที่สุดของแดนจักรวาลจิตเซียนของมหาเซียนหลิวอวิ๋น!
ซึ่งมหาเซียนหลิวอวิ๋นก็ดูจะปวดร้าว นางขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย หยาดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากซีดขาว จมูกส่งเสียงออกมาเบา ๆ
ซูอี้เมินมันไป จิตสัมผัสของเขาแผ่ไปทั่วร่างของมหาเซียนหลิวอวิ๋นดุจเส้นหนวด ตรวจสอบหาอำนาจหายนะเซียนประหลาดอย่างเงียบเชียบ
ชั่วขณะนั้น ร่างของมหาเซียนหลิวอวิ๋นสะท้านไหวราวถูกไฟดูด รู้สึกเหมือนจิตสัมผัสของซูอี้เป็นประหนึ่งหัตถ์ใหญ่ลูบคลำทั้งกายใจนอกใน ความรู้สึกนั้น… มิอาจอธิบายได้ และทำให้มหาเซียนหลิวอวิ๋นรู้สึกละอายในใจเล็กน้อย
ครู่ต่อมา ชายหนุ่มก็ละจิตสัมผัสกลับ
หญิงสาวผ่อนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ใบหน้างดงามเจือสีแดงเรื่อ เพิ่มเสน่ห์เย้ายวนบนใบหน้าเย็นชาของนาง
นางลดศีรษะลง เม้มปากเล็กน้อย มิกล้ามองหน้าซูอี้เลย
ลึก ๆ ในใจยังคงมีความอับอาย
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าทุกส่วนในกายของนาง เขาล้วนเข้าใจทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
ทว่าซูอี้หาสังเกตเห็นมันไม่
เขาพึมพำว่า “อำนาจหายนะเทพนี้น่าจะเป็นเคล็ดวิชาที่ ‘องค์เทพเทียนอู้’ ซึ่งอยู่เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณหยั่งถึง มันจะคอยกัดกร่อนที่มาแห่งชีวิตและรากฐานของผู้ฝึกตน ซึ่งรับมือยากยิ่ง ในแดนเซียนทุกวันนี้ ข้าเกรงว่ามีเพียงพวกเจ้าเฒ่าที่ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเท่านั้นที่จะปลดมันได้”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นตกตะลึง หัวใจหนักอึ้ง ก่อนจะกล่าวออกมาเบา ๆ “ใต้เท้า ผู้น้อยได้ประสบอำนาจร้ายกาจของหายนะเทพนี้แล้ว ความหวังมีไม่มากนัก ยามนี้…”
ก่อนนางจะทันพูดจบ ซูอี้ก็อดเสสรวลมิได้ “ใครบอกเจ้าว่าข้าปราบมันไม่ได้?”
“เอ่อ…”
นางผงะไป ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง หัวใจที่เดิมหนักอึ้งพลันเบาโหวง ความตื่นเต้นปรีดาเกินบรรยายผุดขึ้นในใจ “ใต้เท้า ทำได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์นี้อธิบายได้ว่าเป็นการเปลี่ยนผันอารมณ์อย่างรุนแรง
ซูอี้พยักหน้าพลางกล่าวขึ้น “ข้ามีวิธีในการช่วยเจ้าสยบหายนะนี้ แต่ต้องรอให้ข้าบรรลุสู่ขอบเขตสุญตาก่อนนะ”
เขาคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าปราณดาบเก้าคุมขังนั้นร้ายกาจอหังการเกินไป หากฝืนใช้มันกำจัดอำนาจหายนะเทพในร่างมหาเซียนหลิวอวิ๋น มันจะทำให้นางต้องเผชิญผลข้างเคียงอันเกินคาดหยั่งด้วย
โชคดีที่อำนาจวัฏสงสารก็สามารถปราบหายนะเทพประหลาดนี้ได้เช่นกัน!
ทว่า ด้วยการฝึกฝนปัจจุบันของเขา หากจะใช้เคล็ดพลังวัฏสงสารทะลวงเข้าสู่แดนจักรวาลจิตเซียนของหญิงสาวได้ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ดี
จากการอนุมานของซูอี้ เมื่อเขาเข้าสู่ขอบเขตสุญตา การทำเช่นนี้จะไม่ยากเย็นนัก!
“แค่รอสักประเดี๋ยว ผู้น้อยรอได้เจ้าค่ะ!”
สีหน้าของมหาเซียนหลิวอวิ๋นเต็มไปด้วยความปรีดา
สิ่งที่ผู้คนกลัวที่สุดคือมิอาจเห็นความหวัง
และยามนี้ ซูอี้ได้มอบความหวังแก่นาง มีหรือจะมิตื่นเต้น?
ชายหนุ่มแย้มยิ้ม จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินไปหาเหวินจื่อชิวแล้วกล่าวเข้าประเด็นว่า “อำนาจหายนะเทพประหลาดซึ่งลัทธิหมื่นวิญญาณควบคุมนี้ ข้าปลดมันได้ เจ้ากลับสำนักไปบอกมหาเซียนเถาเมิ่งให้รอก่อน ข้าจะไปยังเขาปู้โจวก่อนเกิด ‘งานเลี้ยงราตรีจอมเซียน’ ขึ้นในปีหน้าแน่นอน”
ทั้งกายใจของเหวินจื่อชิวต่างอึ้งงัน ก่อนจะรีบโค้งคำนับกล่าวอย่างปรีดา “ขอบคุณสหายเต๋าซู! สุขาวดีเทียนเสวียนของข้าจะเตรียมตัวรอต้อนรับการมาเยือนของสหายเต๋าอย่างแน่นอน!”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “จะว่าไป หลังจากเจ้ากลับไปหนนี้ ช่วยข้าหนึ่งอย่างสิ ไปส่งข้อความให้อิ้งซิ่วแห่งแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว บอกว่าข้าจะช่วยปลดหายนะเทพให้กับอาจารย์นาง ‘มหาเซียนข่งเย่’ ด้วย ให้นางรอข้าเช่นกัน”
เหวินจื่อชิวรับคำสั่งอย่างหนักแน่น “สหายเต่าวางใจเถิด คนแซ่เหวินจะถ่ายทอดวาจาให้แน่นอน!”
วันเดียวกันนั้น เหวินจื่อชิวรีบออกเดินทางสู่เขาปู้โจว
และซูอี้กับมหาเซียนหลิวอวิ๋นก็พาชิงเวย ฟางโหย่วหรง ฟางหานและคนอื่น ๆ ออกเดินทางสู่เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว!
มหาเซียนหลิวอวิ๋นได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตอยู่ในอันตราย
หากเป็นเช่นนี้ การอยู่ในโลกภายนอกก็ไม่เหมาะควร จำต้องหาสถานที่ลับที่ปลอดภัยในการเก็บตัว
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็ตั้งใจจะเก็บตัวฝึกฝนสักระยะเพื่อเตรียมเข้าสู่ขอบเขตสุญตา
และภายในซากตำหนักอนันตรัตติกาลที่อยู่ในเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วก็มี ‘วังดินปุจฉาสวรรค์’ อยู่ นอกจากซูอี้ก็ไร้ผู้ใดเข้าไปได้อีก
มันย่อมเป็นพื้นที่เลิศล้ำ ซึ่งเหมาะสำหรับการเก็บตัวที่สุด
………………..