บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1663: งานประกวดล่าเวหา
ตอนที่ 1663: งานประกวดล่าเวหา
………………..
ตอนที่ 1663: งานประกวดล่าเวหา
สองเดือนจากนั้น
ลึกเข้าไปในซากตำหนักอนันตรัตติกาล ภายในวังดินปุจฉาสวรรค์
ซูอี้ตื่นจากภวังค์สมาธิ อดถอนใจเบา ๆ มิได้
ระหว่างชั่วกาลนี้ เขาขัดเกลาวิถีเต๋าและตกผลึกการฝึกฝนของเขาอย่างต่อเนื่อง
ทว่าช่างโชคร้าย จวบยามนี้ เขาก็ยังไม่อาจสัมผัสสัญญาณการเคลื่อนขอบเขตใด ๆ ได้
‘ดูเหมือนแค่เก็บตัวตกผลึกจะไม่ช่วยอันใดแล้ว’
ซูอี้คิดในใจ
ในสองเดือนมานี้ ใช่ว่าเขาจะมิได้อันใดเลย
ประการแรก ดาบแห่งโลกาถูกหล่อหลอมใหม่อีกหน อำนาจพัฒนาขึ้นเล็กน้อย
ประการที่สองคือ เขาหลอมโอสถอันเหมาะจะใช้ฝึกฝนในขอบเขตสุญตาได้ส่วนหนึ่ง
ต้องทราบว่าที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เขาสังหารมหาเซียนไปสี่คน ปราบทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ และจัดการบ่อนพนันหอโคมเขียวน้อยใหญ่ในเมืองหมื่นดารา ได้สินสงครามมามากจรดสรวง
ในหมู่พวกมันมีสมบัติเลิศล้ำหายากปนอยู่
นอกจากนั้น การสังหารหัวหน้านักบวชและยอดฝีมือคนอื่น ๆ จากลัทธิหมื่นวิญญาณในนครเซียนเพลิงนภายังทำให้ซูอี้ได้รับสินสงครามมามากเช่นกัน
หลังตรวจสอบ ซูอี้ก็ทิ้งสมบัติที่เขาใช้ไม่ได้ไว้ให้ราชันเซียนชิงเวย
แต่แม้จะทำเช่นนั้น ทรัพย์สินปัจจุบันของเขาก็ยังเลิศล้ำอัศจรรย์!
แม้จะก้าวสู่ขอบเขตสุญตา ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการฝึกฝนไปชั่วขณะ
สองเดือนมานี้ ซูอี้ใช้เตาเสริมสวรรค์มาหลอมโอสถหล่ออุปกรณ์มากมาย ซึ่งก็ทำให้เตาเสริมสวรรค์รวยกำไรอื้อซ่า
จากการประมาณของซูอี้ จากคุณภาพของสมบัติวิถี อำนาจของเตาเสริมสวรรค์หาด้อยไปกว่าสมบัติราชันเซียนสูงสุดไม่
จวบยามนี้ เตาเสริมสวรรค์นั้นสามารถสร้างโอสถเซียนขอบเขตสุญตาขั้นสูงสุดได้แล้ว กระทั่งสมบัติระดับราชันเซียนมันยังหลอมได้!
“ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อย”
ซูอี้กล่าวกับราชันเซียนชิงเวย “หลังข้าเข้าสู่ขอบเขตสุญตา ข้าจะกลับมาหาพวกเจ้า”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นเก็บตัวฟื้นฟูบาดแผลอยู่ และชิงเวยก็กำลังชี้นำฟางโหย่วหรงและฟางหานฝึกฝนในระหว่างนี้ กล่าวได้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตสงบเงียบยิ่ง
ชิงเวยกระทั่งนึกชอบการเป็นอยู่อันห่างไกลผู้คนนี้
เมื่อรู้ว่าซูอี้กำลังจะจรจาก ชิงเวยพลันรู้สึกอิดออดเล็กน้อยในใจ ทว่าก็เอ่ยปากรับคำ “คุณชายรักษาตัวด้วย”
ซูอี้แย้มยิ้ม แล้วหันหลังจากไป
……
ชั่วกาลต่อมา ซูอี้ประหนึ่งเป็นผู้สัญจรผ่านโลกหล้า เดินทางลำพังในแดนดินทวีปกกพิสุทธิ์ หยุดลงตามที่ต่าง ๆ เป็นครั้งคราวเพื่อกินดื่ม ทัศนาความงดงามแห่งฟ้าดิน
ความคิดของเขาตกตะกอนทีละน้อย ไม่สนใจเรื่องอย่างการเคลื่อนขอบเขตอีก หัวใจของเขาล่องลอยเยี่ยงกระเรียนป่าล่องเมฆินทร์ ท่องโลกหล้าไร้กังวล
วันนี้ ซูอี้มายังเมืองชื่อ ‘ทิวเหลือง’ และนั่งลงดื่มชาอย่างสบายใจในร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง
ร้านน้ำชานั้นครึกครื้นอย่างยิ่ง มีแขกเข้ามากมาย รวมถึงผู้ฝึกตนบางคนซึ่งกำลังเสวนาถึงเรื่องใหญ่อันบังเกิดในทวีปกกพิสุทธิ์ชั่วขณะนี้ด้วย
“เคยได้ยินหรือไม่ ทูตอารักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ใต้เท้าเผยหงจิ่งนั้นสามารถล้ำเลิศ ทำให้พวกยอดฝีมือซึ่งไปหาข่าวในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแตกกระเจิงกันไปหมดเลย!”
“ข้ายังเคยได้ยินข่าวลือที่ผู้ทรงอำนาจจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินกับอารามบงกชไปก่อเรื่องวุ่นวาย เลยถูกเผยหงจิ่งสั่งห้ามมิให้เข้าเมืองหมื่นดาราด้วย”
“ทำเช่นนี้ไม่นับเป็นการล่วงเกินขุมกำลังยักษ์ใหญ่เหล่านั้นหรือ?”
“เจ้าไม่รู้อันใดเสียแล้ว ใต้เท้าเผยหงจิ่งควบคุมอำนาจศิลาวิถีปกครองสวรรค์ได้ และในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เขาคือนายสูงสุด มีหรือจะกลัวล่วงเกินผู้ใด?”
……
ยามนี้ เขาก็รู้เช่นกันว่าศึกใหญ่ ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก่อเสียงวิพากษ์เผ็ดร้อนไปทั่วแดนเซียน
และนามของเขาพลันเข้าสู่สายตาของขุมกำลังหลักในแดนเซียน!
ยามนี้ แม้จะผ่านไปหลายเดือน ความโกลาหลจากเหตุนี้ก็ยังไม่คลี่คลาย
“ว่าแล้วเชียว เจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ยน่าจะเดาตัวตนของข้าออกแล้ว ส่วนขุมกำลังยักษ์ใหญ่อื่น ๆ ก็อาจจะเคลือบแคลงบ้าง”
ซูอี้จิบชาครุ่นคิด “ในชั่วกาลต่อจากนี้ ข้าคงต้องเปลี่ยนตัวตนเพื่อมิให้เกิดปัญหาเกินจำเป็น”
ซูอี้หากลัวปัญหาไม่ แต่เขาก็ไม่ชอบให้ปัญหารุมเร้ามิขาดสายเช่นกัน
เขารู้ดีว่าจนกว่าจะถูกสืบพบตัวตนแท้จริง ขุมกำลังใหญ่ในแดนเซียนเหล่านั้นย่อมไม่รามือแน่
“ใครเล่าจะคิดว่ายามแดนเซียนยังหาที่มาของซูอี้ผู้นั้นมิได้ ขุมกำลังสูงสุดอย่างนครเซียนโฉลกเมฆาผู้เลื่องลือในแดนเซียนจะมาถูกทำลายหายไปเสียก่อน?”
“สมควรแล้ว! พวกนั้นกล้าทรยศแดนเซียน สมรู้ร่วมคิดกับเผ่ามารนอกแดน ขุมกำลังเช่นนี้มิสมควรมีอยู่!”
“ผิดแล้ว นครเซียนโฉลกเมฆาไม่ได้ถูกทำลาย แต่พวกนั้นสัมผัสได้ว่าเรื่องแดงแล้วเลยยุบตัวหายไปเอง ดูเหมือนจะหายไปจากโลกหล้า แต่ใครเล่าจะกล้าแน่ใจ ว่าภายหลังพวกเขาจะไม่กลับมาอีก?”
เหล่าแขกในร้านน้ำชาเสวนากันต่อว่าด้วยนครเซียนโฉลกเมฆา
เรื่องนี้ทำให้ซูอี้ตื่นตัวเล็กน้อย
เบื้องหลังนครเซียนโฉลกเมฆานี้มีเทพอย่าง ‘คนตกปลา’ อยู่ และเมื่อยามนี้พวกเขาพ่ายยับเยิน มีหรือเขาจะกล้ำกลืนโทสะไว้ได้?
ในชั่วกาลสั้น ๆ นี้ เขาอาจมิต้องกังวลถึงอันตรายแฝงนี้
แต่ซูอี้รู้ดีมากว่ายามศึกเซียนมารปะทุขึ้นในสักวัน นครเซียนโฉลกเมฆาจะกลับคืนสู่โลกหล้าแน่นอน!
“อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า ‘งานประกวดล่าเวหา’ กำลังจะถูกจัดขึ้นที่ทวีปกลาง และยามนี้ทั่วแดนเซียนกำลังสนใจเรื่องนี้กันอยู่”
“เรื่องใหญ่เพียงนี้ ใครเล่าจะไม่เคยได้ยิน?”
“สิ่งที่ชัดเจนในยามนี้คือ สามขุมกำลังยักษ์ใหญ่ ลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ และอารามบงกชจะส่งราชันเซียนไร้เทียมทานในสำนักไปเข้าร่วมแน่นอน!”
“ราชันเซียนไร้เทียมทานเหล่านั้นมีผู้ใดบ้าง?”
“ไม่กระจ่าง รายชื่อยังมิถูกประกาศ แต่จากข่าวของหอเทพอัศจรรย์ ขุมกำลังยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต่างให้ความสำคัญสูงส่งกับงานประกวดล่าเวหา พวกเขาน่าจะส่งกลุ่มราชันเซียนไร้เทียมทานสูงสุดของสำนักตนไป!”
“สวรรค์ งานนี้มีเรื่องน่าดูแล้ว!”
…เสียงหารือในร้านน้ำชาเบนประเด็นไปที่ ‘งานประกวดล่าเวหา’ อย่างรวดเร็ว
ซูอี้ผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะนับนิ้วเล็กน้อยแล้วเข้าใจแจ่มแจ้งโดยพลัน
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ยามกล่าวลาทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์จากตระกูลทังโบราณ ทั้งสองก็เอ่ยปากบอกว่าครึ่งปีจากนั้น ตระกูลทังโบราณจะเป็นเจ้าภาพจัด ‘งานประกวดล่าเวหา’ ขึ้น!
ในใจของราชันเซียนทั่วโลกหล้า งานประกวดล่าเวหาอันจัดขึ้นในทวีปกลางนี้กล่าวได้ว่าเป็นเหตุการณ์ชั้นหนึ่งในโลกหล้า
งานใหญ่เช่นนี้มีมาเนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียน และสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้
ยามนั้น ราชันเซียนสูงสุดในโลกาจะมารวมตัวกันที่ ‘บรรพตมารล่าเวหา’ แห่งทวีปกลางเพื่อประชันกัน ทั้งเพื่อวาสนา สมบัติ และหารือมหาวิถี!
และตระกูลทังโบราณก็เป็นเจ้าภาพงานประกวดล่าเวหาในครานี้ พวกเขาจะเชิญราชันเซียนสูงสุดในโลกหล้ามาเข้าร่วม ยิ่งใหญ่เลิศล้ำกว่าหนใด
ยิ่งกว่านั้น ทังหลิงฉียังกล่าวไว้ว่า แม้ซูอี้จะเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจักรวาล หากคิดเข้าร่วมก็มิจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสอบคัดกรองใด ๆ เขาก็จัดตำแหน่งให้ซูอี้เข้าร่วมได้เลย!
ยามนั้น ซูอี้หาสนใจไม่
ทว่าข่าวลับหนึ่งที่ทังหลิงฉีกล่าวขึ้นดึงความสนใจของซูอี้
นั่นคือ ลึกเข้าไปใน ‘บรรพตมารล่าเวหา’ อันเป็นสถานที่จัดงานประกวดล่าเวหานั้นมีโลกเร้นลับโบราณแห่งหนึ่ง อันคาดว่าน่าจะอยู่รอดมาแต่ยุคสุดวิเวก!
เรื่องนี้ดึงความสนนใจของผู้ทรงอำนาจทั้งหมดในตระกูลทังโบราณ ทว่าน่าเสียดาย โลกเร้นลับแห่งนั้นปกคลุมด้วยค่ายกลอันร้ายกาจยิ่ง มิอาจมีผู้ใดบุกเข้าไปได้เลย
จากการอนุมานของมหาเซียนมากมายจากตระกูลทังโบราณ ราวครึ่งปีจากนั้น อำนาจผนึกของค่ายกลในโลกเร้นลับแห่งนี้จะอ่อนกำลังลงพอให้ตัวตนระดับราชันเซียนมีโอกาสบุกเข้าไปได้
และนี่ยังกลายเป็นหนึ่งในจุดประสงค์สำหรับราชันเซียนผู้เข้าร่วม ‘งานประกวดล่าเวหา’ หนนี้ด้วย!
ยุคสุดวิเวกนั้นเป็นยุคโบราณเก่าแก่สูงสุดแห่งแดนเซียน
และยามนี้ โลกเร้นลับแห่งหนึ่งต้องสงสัยจะเกี่ยวพันกับยุคสุดวิเวกได้ปรากฏขึ้นในส่วนลึกของบรรพตมารล่าเวหา มันย่อมดึงความสนใจของซูอี้ได้
ต้องทราบว่ายามหวังเย่เคลื่อนวิถีสู่ขอบเขตมหาศาล ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เขาได้รับโอกาสอันเหลือรอดจากยุคสุดวิเวกซึ่งมีบทบาทเกินคาดเดาในวิถีขอบเขตมหาศาลของเขา!
ยามนี้ ซูอี้คำนวณเวลา และพบว่าเหลือเพียงราว ๆ ครึ่งเดือน ‘งานประกวดล่าเวหา’ ก็จะถูกจัดขึ้น
“ก็ได้ ไปทวีปกลางเลยแล้วกัน”
ซูอี้ตัดสินใจทันที
ยามนี้ การฝึกฝนของเขายังไม่เผยสัญญาณการเคลื่อนขอบเขต และหากเขาสามารถค้นหาโอกาสข้ามขอบเขตได้ในงานประกวดล่าเวหาย่อมดีที่สุด
แน่นอน ที่สำคัญกว่านั้นคือซูอี้ใคร่รู้นัก ว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนในโลกเร้นลับอันเหลือรอดจากยุคสุดวิเวก ณ บรรพตมารล่าเวหา
วันเดียวกันนั้น ซูอี้ลงมือ
ทว่าระหว่างการเดินทาง เขาใช้เคล็ดวิชาหนึ่งแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตน ม้วนเส้นผมยาวขมวดเป็นมวย ดูเหมือนนักพรตหนุ่มธรรมดาทั่วไป
กระทั่งชุดเขียวที่เขาสวมใส่ติดกายเสมอยังถูกเปลี่ยนเป็นอาภรณ์นักพรตเต๋าสีดำเรียบง่าย
ซูอี้มั่นใจว่าต่อให้มหาเซียนอย่างเผยหงจิ่งและเหวินจื่อชิวมาอยู่ตรงหน้า ก็ยังยากจะมองตัวตนเขาออก
สิบวันจากนั้น
จากทวีปกกพิสุทธิ์ ซูอี้ข้ามสามทวีปเซียนอันได้แก่ทวีปวาโย ทวีปธารา และแคว้นเซี่ยงเพียงลำพัง ก่อนจะมาถึงทวีปกลางในที่สุด
การเดินทางนั้นราบเรียบ ไร้เหตุพลิกผันใด ๆ
บรรพตเซียนคลื่นทองคำ
สถานที่พำนักตระกูลทังโบราณ
นี่เป็นยามเที่ยงวัน ณ นอกแดนพำนักที่บรรพตเซียนคลื่นทองคำปรากฏแขกผู้มีเกียรติมาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว บ้างนั่งเรือสมบัติ บ้างขี่วิหคเซียน บ้างขี่สัตว์เซียนเทียมสมบัติมาปรากฏ
ภาพเช่นนี้บังเกิดต่อเนื่องหลายต่อหลายวัน
เหตุเป็นเพราะตระกูลทังโบราณคือเจ้าภาพใน ‘งานประกวดล่าเวหา’ ครั้งนี้ ขุมกำลังวิถีเซียนซึ่งเข้าร่วมงานชุมนุมใหญ่นี้ย่อมต้องมารวมตัวในตระกูลทังโบราณ
จากนั้น เมื่อถึงวันงานประกวดล่าเวหา พวกเขาก็จะออกเดินทางสู่บรรพตมารล่าเวหาด้วยกัน
เมื่อซูอี้เดินทางลำพังมาไกล ๆ เขาก็เห็นแขกมากมายทะลักไหลมาดุจกระแสน้ำ ครึกครื้นเยี่ยงเมืองใหญ่ ดูเปี่ยมชีวิตชีวายิ่งนัก
“รีบออกมาต้อนรับเร็ว นั่นคือ ‘เรือมังกรอัสนีคะนอง’ ของ ‘กงหนานเฟิง’ ราชันเซียนไร้เทียมทานจากลัทธิไร้มลทิน!”
ทันใดนั้น หนึ่งวจีก็อื้ออึง
ซูอี้มองขึ้นไป และพบเรือสมบัติอันพร่างพรายด้วยอัสนีลำหนึ่งทะยานเหนือนภา ลากโดยมังกรสี่ตนยาวนับพันจั้ง สะดุดตาเหนือใดเปรียบ
“กงหนานเฟิง? ราชันเซียนไร้เทียมทานจากลัทธิไร้มลทิน?”
คิ้วของซูอี้ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย สัมผัสได้ว่าบางอย่างไม่ชอบมาพากล
………………..