บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1710: อุปสรรคชั้นแล้วชั้นเล่า
ตอนที่ 1710: อุปสรรคชั้นแล้วชั้นเล่า
ตู้ม!
ค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดนอันปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่ในรัศมีแปดพันลี้กำลังเดือดพล่าน
หากมองลงมาจากเหนือท้องนภา มันก็ดูเหมือนดอกลำโพงใหญ่ยักษ์กำลังลุกไหม้
ชั้นกลีบดุจคันดินแยกสรวงแต่ละชั้น
อำนาจค่ายกลดุดันแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นคลั่งกวาดไปทั่วสารทิศ
สีหน้าของชายชราพลันแปรเปลี่ยน
เขามิคาดเลยว่าซูอี้จะไร้ความปรานีเพียงนี้!
เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะเปลี่ยนกระบวน และ ‘เขตแดนวิถี’ ที่สร้างขึ้นก็ได้รับผลกระทบร้ายแรงจนสลายไป
เขตแดนวิถีนี้เดิมสร้างขึ้นจากอำนาจมหาวิถีของเขา เมื่อถูกทำลาย ชายชราร่างผอมจึงบาดเจ็บหนักเช่นกัน!
ร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เลือดลมในร่างกายปั่นป่วน กระอักโลหิตคำโต พลังปราณของเขาพลันอ่อนกำลังลง
เปรี้ยง!
อำนาจการแผดเผาที่กวาดผ่านอย่างไร้ควบคุมของค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดนนั้นร้ายกาจเกินไป
แม้กระทั่งซูอี้ยังต้องถอยหลบการถาโถมของอำนาจทำลายล้างนี้
“ตายแล้วอย่างไร ตาเฒ่าผู้นี้ทำตามคำสั่งของ ‘องค์เทพหลิงหลง’ อยู่ มีหรือจะหวงชีวิตกลัวตาย?”
ชายชราร่างผอมตวาดลั่น พุ่งผ่านท้องนภาเข้าสังหารชายหนุ่มอย่างดุดัน
ร่างของเขาลุกไหม้ ใบหน้ายับย่น เส้นผมสยายยุ่ง ผิวกายอันเต็มไปด้วยบาดแผลล้วนลุกโชนด้วยเพลิงที่เกิดจากพลังชีวิตของเขา เร่งกำลังอย่างสุดชีวิต!
นี่คือความดุร้ายไร้ใดเทียบ ไม่กลัวความตายโดยแท้จริง
“ตาย!!”
ชายชราตวัดฟาดไม้เท้าสีดำในมือเขาอย่างรุนแรง
ฉัวะ!
ไม้เท้าสีดำลุกไหม้โหมกระหน่ำ หลอมรวมเข้ากับวิถีเต๋าและพลังชีวิตของชายชราร่างผอม เพลิงแสงจ้าจรัสสะเทือนพิภพโจมตีเข้าใส่ซูอี้
สัมผัสวิกฤตอันร้ายแรงทิ่มแทงผิวกายของเขาดุจคมมีด
มันคืออันตรายถึงตาย!
มันยังเป็นการโจมตีอย่างไม่คิดชีวิตจากมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง แผดเผาหยกพร้อมศิลา!!
ซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยง
แต่เขาก็ไม่ได้โง่พอจะใช้การฝึกฝนของตนเข้ารับตรง ๆ เช่นกัน
วูบ!
ม้วนหนังสัตว์สีทองปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา มันเคลื่อนผ่านนภา เปล่งพิรุณแสงสีทองดุจภาพฝันเพื่อสร้างม่านแสง
แทบจะพร้อมกันนั้น ไม้เท้าสีดำก็ฟาดเข้ามา
ม่านแสงสีทองสั่นสะท้าน สาดพิรุณแสงพร่างพรม เสียงกระแทกดังกึกก้องสะท้านทั่วทั้งฟ้าดิน สุญญะทั่วทศทิศพังทลาย
เมื่อมองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ว่าม่านแสงสีทองถูกทุบจนกลายเป็นหลุมใหญ่ ดูจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อ
ทว่า ในที่สุดมันก็มิได้พังทลาย
หนังสัตว์สีทองเปล่งรัศมีลึกลับ ดูเลือนราง ทว่าแท้จริงแล้วเป็นอำนาจอันเหนือชั้นห่างไกลกว่าระดับมหาเซียน!
แม้ชายชราจะแผดเผาชีวิตกับมหาวิถีของตนโจมตีอย่างสุดกำลัง เขาก็ยังไม่อาจทำลายม่านแสงสีทองนี้ได้
“นี่คือสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลที่เจ้าได้มาในงานประกวดล่าเวหาหรือ? ว่าแล้วเชียว ข่าวลือเป็นความจริง…”
ใบหน้าซีดขาวดุจศพของชายชราเปี่ยมด้วยความไม่เต็มใจ ดวงตาเบิกโพลงด้วยโทสะ โลหิตไหลลงมาจากหางตา
“ข้าไม่เคยคิดจะใช้อำนาจภายนอกเพื่อสังหารศัตรูเลย แม้การฝึกฝนของข้าจะห่างไกลคนละโลกหล้าก็มิเคยคิดพึ่งพามันเข้าเข่นฆ่า แต่จะให้ทำอย่างไรได้ พวกเจ้ามหาเซียนทั้งหลาย… ไม่มีมารยาทในการทำศึกเลยสักนิด”
วาจาของซูอี้เจือความเย้ยเยาะ
ตู้ม!
ไม้เท้าสีดำพลันแหลกสลาย
ชายชราร่างผอมสิ้นพลังชีวิตและวิถีเต๋า ร่างแหลกสลายดุจพฤกษาในกองเพลิง
เขาดูจะไม่รู้จักเจ็บปวด หัวเราะร่าอย่างสุขใจ “มหาเซียนอย่างตาเฒ่าผู้นี้ได้ตายด้วยมือจอมราชันอนันตรัตติกาล นี่… มินับว่าเป็นวาสนาหรือ?”
ลูกกระเดือกของเขาเคลื่อนเหมือนกำลังจะกล่าวบางอย่าง ทว่าร่างกลับแหลกสลายเป็นเถ้าก่อนจะเอ่ยวาจาใด ปลิดปลิวมิเหลือซาก
“หากเป็นในอดีตชาติของข้า เจ้าคงถูกบี้ตายดุจมดไปแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยังมาพูดเรื่องวาสนาอันใดอีก ไร้เหตุผลจริง ๆ”
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ
ยามนี้ ห้ามหาเซียนจากลัทธิหลิงหลงล้วนมลายสิ้น!
และซูอี้เองก็ได้รับบาดเจ็บ อาภรณ์ของเขาโชกไปด้วยเลือด
ชายหนุ่มนำ ‘โอสถจิตนภาเก้าอัศจรรย์’ เม็ดหนึ่งออกมากินและเตรียมเก็บสินสงคราม ทว่าทันใดนั้นก็ตระหนักได้ถึงลางร้าย
ตู้ม!
หนึ่งศรทะลวงเข้าหา
ศรนี้ปกคลุมด้วยอักขระอสูรแปลกประหลาดอย่างหนาแน่น ทะยานเวหาเงียบเชียบหมายสังหาร จนเมื่อมันอยู่ตรงหน้าซูอี้ในรัศมีสิบจั้ง จู่ ๆ จึงระเบิดจิตสังหารออกมาทะลวงสุญญะในระยะร้อยจั้งจนแยกออก
และศรดอกนี้ก็ยิงตรงมาที่หลังของซูอี้
ในยามนี้ ร่างของเขาหายวับไปปรากฏ ณ แดนดินห่างจากเดิมหลายพันจั้ง
ตู้ม!
ท้องนภาจุดเดิมที่เขายืนอยู่พลันร่วงหล่น ร่องหลุมยาวถูกเซาะบนอากาศ ชวนตะลึงยิ่งนัก
และทันทีที่ซูอี้เพิ่งตั้งหลักได้ ตู้ม!
ศรอีกดอกทะยานเข้ามาอย่างดุดัน
นอกจากนั้น ร่างหนึ่งก็วูบไหวดุจภูตพราย ในมือถือดาบใบแคบสีดำเสียบใส่คอของซูอี้รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
ทั้งสองกระหนาบโจมตีจากสองฝั่ง!
การกะเวลากล่าวได้ว่าแม่นยำประหนึ่งรู้ใจ
ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นชา จิตสังหารวูบไหวในดวงตา
ตู้ม!
ดาบแห่งโลกาตวัดขวาง หยุดดาบสังหารลงในชั่วพริบตา สองดาบปะทะ ส่งอำนาจทำลายล้างกระเพื่อมเคลื่อน
ซูอี้ฉวยโอกาสจากแรงสะเทือนของการโจมตีนี้ส่งร่างวูบไหวดุจเส้นแสง หลบศรที่พุ่งเข้ามาอย่างฉิวเฉียด
ตู้ม!
สุญญะแดนนี้แหลกสลายพังทลาย
และยามนี้เองที่ซูอี้เห็นชัดเจนว่า ผู้ลอบโจมตีเขาคือมหาเซียนเหมิงเจ๋อแห่งลัทธิอัคคีเทพ
และผู้ยิงศรใส่เขาก็คือชายในชุดหนังสัตว์ร่างสูงใหญ่!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าก่อนหน้านี้ พวกเขาเฝ้าอยู่ด้านนอกค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดน จนกระทั่งเมื่อครู่นี้ที่ตนลดการระวังจึงลอบโจมตีกะทันหัน!
“ครานี้ เจ้าหนีไปไหนมิได้แล้ว!”
จิตสังหารปรากฏในดวงตาของเหมิงเจ๋อ
ขณะกล่าวเช่นนั้น เขาก็ฟาดฟันดาบรวดเร็วเยี่ยงสายฟ้าวูบไหว
ในขณะเดียวกัน ชายในชุดหนังสัตว์แสนไกลออกไปก็ยกธนูกระดูกขาวยิงศรดอกแล้วดอกเล่า ร่วมมือกับเหมิงเจ๋อไล่ต้อนซูอี้!
ชั่วขณะนั้น ชายหนุ่มอยากใช้โอกาสนี้เข่นฆ่าสารเลวพวกนี้ให้หมดสิ้น
ทว่าในที่สุดเขาก็ยั้งมือ
ในบริเวณใกล้เคียงยังมีคลื่นปราณร้ายกาจอยู่มากมาย เห็นได้ชัดว่ามีมหาเซียนมากมายลอบมอง พยายามล้อมฆ่าเขาอยู่!
ด้วยเหตุนี้ การก่อสงครามจึงทำมิได้ในทันที!
ตู้ม!
ร่างของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นปราณดาบทิ่มแทงนับไม่ถ้วน พุ่งทะลวงออกไปทั่วทศทิศ
เหมิงเจ๋อฟาดฟันดาบของเขา ขยี้ปราณดาบส่วนหนึ่งไปทันที
ในขณะเดียวกัน ศรทิพย์ที่ชายในชุดหนังสัตว์ยิงออกมาก็ทะลวงปราณดาบทิ้งไปมากมาย
ทว่าในที่สุด ร่างของซูอี้ก็มิปรากฏออกมา
“ตรงนี้!”
เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา
ไกลออกไปหลายพันตั้ง นักพรตหนุ่มรูปงามในชุดแดงผู้หนึ่งปรากฏขึ้น และด้วยหนึ่งสะบัดแขนเสื้อ อสนีบาตก็ฟาดลงมาจากนภาปกคลุมทั่วสุญญะ
และร่างของชายหนุ่มก็ปรากฏขึ้นบนอากาศ
“ไสหัวไป!”
ซูอี้ฟาดฟันดาบอย่างดุเดือด
เคร้ง!!!
นักพรตชุดสีแดงตวัดหอกศึกเข้ารับด้วยอำนาจตน ทว่าก็ถูกฟาดจนเซถอย แล้วสีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนแปร
ซูอี้ฉวยโอกาสนี้เคลื่อนกายทะยานตรงสุดกำลัง
ทว่าเพิ่งเคลื่อนออกไปได้ไม่กี่หมื่นจั้ง ร่างแหสีทองปากใหญ่ปากหนึ่งพลันปรากฏขึ้นครอบซูอี้เอาไว้
ในขณะเดียวกัน ร่างของสามมหาเซียนก็ปรากฏขึ้น ต่างผู้ล้วนใช้สมบัติระดมโจมตี
รวดเร็วยิ่งนัก!
แม้จะเปลี่ยนเป็นมหาเซียนคนอื่น ก็เกรงว่าคงเกินตั้งตัวติด
ทว่าซูอี้ยังคงเฉยเมยเยี่ยงกาลก่อน มีเพียงคู่เนตรลึกล้ำที่ยิ่งทวีความเย็นเยียบ
ตู้ม!
ดาบแห่งโลการะเบิดปราณดาบออกมา
แหร่างใหญ่สีทองพลันถูกรบกวนราวถูกหัตถ์ใหญ่ขยุ้มรวบเป็นก้อนกลม
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็ใช้เตาเสริมสวรรค์ทะลวงผ่านการโจมตีของสามมหาเซียนในบัดดล ฝ่าหนทางรอดชีวิตและทะยานต่อ
และการทำเช่นนี้ก็แลกมาด้วยบาดแผลบนร่างซึ่งเพิ่มมาอีกสามรอย
กระดูกไหล่ซ้ายของเขาปริแตก ถูกตราประทับชิ้นหนึ่งฟาดเข้าใส่
แผลมีดฟันลึกถึงกระดูกปรากฏขึ้นบนแขนขวา
หลังของเขาซึ่งเดิมบาดเจ็บอยู่แล้วถูกเสียบเพิ่มอีกรูโดยหอกยาวเล่มหนึ่ง เกือบทำให้อวัยวะภายในของเขาบาดเจ็บ!
ทว่าซูอี้เมินเฉยต่อพวกมัน
เรื่องด่วนที่สุดคือหลุดจากวงล้อมนี้ก่อน!
‘มหาเซียนจากลัทธิหมื่นวิญญาณ ข้าจะจำพวกเจ้าไว้!’
ซูอี้ลอบกล่าวในใจ
“ย้าก!”
ทันใดนั้น อสนีบาตก็คลั่งป่วนตรงหน้า ลำแสงสีเงินวูบไหวดุจทะเลคลั่งถาโถมกวาดเข้าใส่ แทบปิดทางตรงหน้าชายหนุ่มเสียมิด!
ผู้ลงมือเป็นชายชราชุดน้ำเงินผู้มีรูปลักษณ์เยาว์วัย ใช้ยันต์สายฟ้าสีเงินด้วยหนึ่งมือ อำนาจยิ่งใหญ่ทรงพลังยิ่ง
ในขณะเดียวกัน มหาเซียนคนแล้วคนเล่าก็ปรากฏขึ้นในบริเวณใกล้เคียง
หลังจากมหาเซียนแต่ละผู้ปรากฏกาย พวกเขาก็ใช้อาวุธสังหารรุมกระหน่ำโจมตีชายหนุ่มอย่างบ้าคลั่ง ฟ้าดินถิ่นใกล้ทลายแหลก บรรพตลำธารป่นเป็นเถ้า
เป็นมหาเซียนจากกลุ่มเต๋าวิถีเซียนอีกหนึ่งแห่ง ลัทธิกำเนิดเอกภพ!
ที่แนวหลัง มหาเซียนจากกลุ่มเต๋าวิถีเซียนเช่นลัทธิอัคคีเทพและลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็ไล่ล่าโจมตีเข้ามาอย่างสุดกำลัง
ดุจตาข่ายฟ้าดิน ครอบคลุมจองจำซูอี้
เหตุการณ์ปั่นป่วนโกลาหลเช่นนี้น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด เพียงพอให้ผู้ใดก็ตามในโลกหล้าสิ้นหวังได้!
ทว่าซูอี้หาลังเลหรือหยุดฝีเท้าไม่
เขากวัดแกว่งดาบในมือ เตาเสริมสวรรค์กู่ร้องคำรามเหนือศีรษะ รัศมีเซียนสีม่วงนับร้อยล้านแผ่ออกมา หนังสัตว์สีทองถูกเขาเรียกใช้อีกครั้ง เผยม่านแสงสีทองปกคลุมทั่วร่าง
เปรี้ยง!
ทะเลอสนีบาตที่ถาโถมเข้ามาตรงหน้าถูกชายหนุ่มทะลวงเข้าใส่ตรง ๆ
เขาเฉียบคมไร้อุปสรรค ชั่วพริบตาต่อมาก็โจมตีเข้าใส่ชายชราชุดน้ำเงินซึ่งขวางอยู่ข้างหน้า
ระหว่างนี้ สารพัดสมบัติลับและเคล็ดวิชาประดังเข้าใส่ แต่ละสิ่งล้วนเผยอำนาจทำลายล้างอันหนาแน่นไปหมด
ทว่าเมื่อถล่มเข้าใส่ซูอี้ พวกมันก็ถูกอำนาจของเตาเสริมสวรรค์และหนังสัตว์สีทองสลายไปอย่างแล้วอย่างเล่า ท้ายที่สุดก็เหลือการโจมตีเพียงไม่กี่อย่างที่กระทบถึงร่างของชายหนุ่ม
แต่นั่นก็ยังทำให้บาดแผลของซูอี้ยิ่งร้ายแรง
ทว่าตลอดมานั้น เขาหาใส่ใจไม่ คิ้วของชายหนุ่มไม่เคยขมวดเข้าหากันเลย
เมื่อตวัดดาบใส่ชายชราชุดน้ำเงิน ปราณของเขาก็ทะยานสูง ฟาดฟันหนึ่งดาบออกไป
เปรี้ยง!!!
ร่างของชายชราชุดสีน้ำเงินถูกสับขาดทันใด โลหิตพุ่งกระฉูดจากทั้งจมูกปาก ใบหน้าเปี่ยมความหวาดผวา
และร่างของซูอี้ก็พุ่งทะยานต่อเยี่ยงเส้นแสง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าแม้จะล้อมโจมตีอย่างหนักหน่วงหลายชั้นหลายหน ซูอี้ก็ยังหนีออกไปได้ราวไร้อุปสรรค!
เมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังจะหนีไปได้ ฟ้าดินตรงหน้าเขาพลันหม่นแสง เงามืดเยี่ยงหมึกทาบทับปกคลุม
ยามนั้นเปรียบเช่นความมืดโรยตัวลง
ปราณแปลกประหลาดอันชวนขนลุกขนพองกวาดไปทั่วหล้า
เมื่อร่างของซูอี้ทะยานผ่าน เงามืดทั่วฟ้าดินพลันกระเพื่อมไหว แปรเปลี่ยนเป็นเส้นหนวดนับไม่ถ้วนซึ่งดูราวสายตรวนรัดพัน ปกคลุมทั่วฟ้าดินทุกแห่งหน
และตรวนสีดำประหลาดเหล่านี้ก็รุกคืบเข้าโจมตีชายหนุ่มอย่างต่อเนื่อง!
……………